โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Kissaten กับ Cafe ต่างกันยังไง? คนญี่ปุ่นมีวิธีแยกจากอะไร?

conomi

อัพเดต 18 ก.ย 2567 เวลา 11.26 น. • เผยแพร่ 20 ก.ย 2567 เวลา 09.00 น. • conomi.co

หากพูดถึงร้านกาแฟในประเทศญี่ปุ่น เรามักจะพบคำหลักสองคำ คือ“คิสสะเตง” (Kissaten) และ “คาเฟ่” (Cafe) ซึ่งทั้งสองคำนี้ล้วนสื่อถึงร้านค้าที่ขายเครื่องดื่มและกาแฟเหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างที่น่าสนใจ ในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง “คิสสะเตง” และ “คาเฟ่” กันค่ะ

1. ภาพลักษณ์

Kissaten

ภาพลักษณ์ของ “คิสสะเตง” มักมีอิมเมจเป็นร้านที่มีบรรยากาศย้อนยุค ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้แบบโบราณ และมักเป็นร้านขนาดเล็กที่เปิดดำเนินการมานาน โดยเจ้าของร้านมักจะดูแลร้านด้วยตนเอง หรือเป็นร้านที่ตั้งอยู่ในบ้าน ไม่มีสาขาหรือเป็นร้านแฟรนไชส์ มีบรรยากาศเงียบสงบและอบอุ่น ลูกค้าสามารถนั่งจิบกาแฟหรือชาหอม ๆ ได้อย่างสบายใจ

คาเฟ่

ในทางตรงกันข้าม “คาเฟ่” มีอิมเมจเป็นร้านที่ทันสมัยและมีสไตล์ที่ดูสวยงามมากกว่า ภายในตกแต่งแนวตะวันตกหรือแบบโมเดิร์น ซึ่งทำให้บรรยากาศของร้านสว่างและเปิดกว้าง ขนาดร้านค่อนข้างใหญ่ มักตั้งอยู่ในเขตเมืองที่มีผู้คนหนาแน่น และมักมีหลายสาขาหรือเป็นร้านแฟรนไชส์ รวมถึงมีเมนูอาหารหลากหลาย เช่น พาสต้า สปาเก็ตตี้ เป็นต้น

2. ใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจ

この投稿をInstagramで見る

喫茶 透明薔薇(@toumeibara)がシェアした投稿

“คิสสะเตง” และ “คาเฟ่” แตกต่างกันอย่างชัดเจนในเรื่องใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจ โดย “คาเฟ่” จะได้รับใบอนุญาตประเภทร้านอาหาร ซึ่งอนุญาตให้เสิร์ฟแอลกอฮอล์ได้ ในขณะที่ “คิสสะเตง” สามารถเปิดร้านได้ด้วยใบอนุญาตประเภทคิสสะเตง ซึ่งได้รับการอนุญาตที่ง่ายกว่า และไม่อนุญาตให้เสิร์ฟแอลกอฮอล์ แต่ก็มีคิสสะเตงบางร้านที่ได้รับใบอนุญาตประเภทร้านอาหาร ทำให้สามารถเสิร์ฟแอลกอฮอล์ได้เช่นกัน

この投稿をInstagramで見る

% ΔRΔBICΔ Kyoto(@arabica.kyoto)がシェアした投稿

ใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจยังส่งผลต่อระดับความสามารถในการประกอบอาหารอีกด้วย เมนูในคิสสะเตงจึงมักมีเฉพาะอาหารที่มีขั้นตอนการทำง่าย เช่น ขนมปังปิ้งหรือเค้ก ส่วนคาเฟ่มักจะมีเมนูหลากหลายและมีขั้นตอนการทำที่ซับซ้อนมากกว่า นอกจากนี้ ใบอนุญาตยังระบุข้อกำหนดของอุปกรณ์ในร้าน เช่น คิสสะเตงต้องมีระบบจัดการน้ำสะอาดและน้ำเสียแยกกัน ส่วนคาเฟ่ต้องมีอุปกรณ์เพิ่มเติม เช่น เครื่องทำความเย็น เครื่องล้างจาน เครื่องทำความร้อน และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับลูกค้า เช่น ห้องน้ำ เป็นต้น

3. ประวัติศาสตร์

この投稿をInstagramで見る

神保町ラドリオ(公式)(@ladrio1949)がシェアした投稿

หลายคนอาจคิดว่า “คิสสะเตง” เกิดขึ้นก่อน “คาเฟ่” แต่จริง ๆ แล้ว “คาเฟ่” มีต้นกำเนิดมาก่อน โดยคาเฟ่แห่งแรกในญี่ปุ่นมีชื่อว่า “คะฮิสะคัง” (可否茶館) เริ่มให้บริการในปี 1888 ที่อุเอะโนะ โตเกียว (ปัจจุบันไม่มีอยู่แล้ว) หลังจากนั้นคาเฟ่เริ่มเป็นที่รู้จักในญี่ปุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะในปี 1925 จำนวนร้านคาเฟ่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่หลังจากรัฐบาลมีการออกกฎหมายควบคุมในปี 1929 จำนวนคาเฟ่ก็ลดลง และต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนกาแฟในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่คาเฟ่ก็ฟื้นตัวกลับมาอีกครั้งในปี 1950 หลังสงคราม

この投稿をInstagramで見る

GLITCH COFFEE OSAKA(@glitch_coffee_osaka)がシェアした投稿

หลังจากการออกกฎหมายควบคุมคาเฟ่ในปี 1929 ทำให้จำนวน “คิสสะเตง” เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ร้านที่เสิร์ฟกาแฟและอาหารว่างหลายร้านเริ่มใช้ชื่อ “คิสสะเตง” ทำให้ชื่อเสียงของคิสสะเตงเป็นที่รู้จักตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คิสสะเตงก็ได้รับผลกระทบในช่วงสงครามเช่นกัน แต่เริ่มฟื้นตัวหลังสงครามสิ้นสุดลง ร้านกาแฟที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และสะท้อนถึงงานอดิเรกและรสนิยมของเจ้าของร้านก็เริ่มได้รับความนิยม โดยเฉพาะคิสสะเตงที่สามารถนั่งฟังดนตรีพร้อมจิบกาแฟได้ เช่น คิสสะเตงร็อค คิสสะเตงแจ๊ส และคิสสะเตงมังงะ ที่สามารถอ่านการ์ตูนไปพร้อมกับจิบเครื่องดื่ม แต่หลังจากได้รับความนิยมสูงสุดในปี 1981 จำนวนคิสสะเตงเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง

4. ร้านอื่น ๆ ที่คล้ายกัน

นอกจาก “คิสสะเตง” และ “คาเฟ่” ยังมีร้านอื่น ๆ ที่อยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน แต่มีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน เช่น

จุนคิสสะ” (Junkissa)ในช่วงต้นยุคเมจิ คาเฟ่บาร์ที่เสิร์ฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีจำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งได้กลายเป็นบาร์และคาเบเร่ต์ในเวลาต่อมา หลังจากการออกกฎหมายควบคุมในปี 1929 คาเฟ่และบาร์ได้รับการแบ่งแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ร้านที่ให้บริการกาแฟตลอดวันเริ่มใช้ชื่อว่า “คิสสะเตง” หรือ “จุนคิสสะ” เพื่อแสดงให้เห็นว่าที่ร้านไม่ได้เสิร์ฟแอลกอฮอล์ ความแตกต่างระหว่าง “คิสสะเต็น” และ “จุนคิสสะ” คือ “จุนคิสสะ” หมายถึงร้านกาแฟที่เสิร์ฟเฉพาะกาแฟเท่านั้น โดยไม่มีเมนูหรือบริการอื่นเพิ่มเติม คำว่า “จุน” ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึง “บริสุทธิ์” ซึ่งสะท้อนถึงการมุ่งเน้นเฉพาะกาแฟในร้านนี้

“บารุ” (Baru) คำว่า “บารุ” ในที่นี้หมายถึงร้านที่เสิร์ฟทั้งอาหารว่างและเครื่องดื่ม ตามความหมายในประเทศยุโรปตอนใต้ เช่น สเปน โปรตุเกส และอิตาลี ซึ่งไม่ใช่ “บาร์” แบบที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ บารุมีหลากหลายสไตล์ ขึ้นอยู่กับเมนูหลักที่เลือก เช่น อาหาร กาแฟ หรือเจลาโต้ เป็นต้น

ปัจจุบัน “คิสสะเต็น” และ “คาเฟ่” แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย เพราะคิสสะเต็นสามารถขอใบอนุญาตแบบเดียวกับคาเฟ่ และสามารถเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มในระดับเดียวกันได้ แต่อย่างไรก็ตามภาพจำและอิมเมจของ “คิสสะเต็น” และ “คาเฟ่” ยังคงแตกต่างกันอยู่ดี ถ้าถามว่าความต่างคืออะไร ส่วนตัวแล้วมองว่าเป็น บรรยากาศในร้าน มากกว่าค่ะ ถ้าไปญี่ปุ่น ลองแวะเข้า “คิสสะเต็น” และ “คาเฟ่” อย่างละร้าน เพื่อเทียบความแตกต่างดูนะคะ!

สรุปเนื้อหาจาก: ejcra.org

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...