มึนหัว เพลีย นอยด์! 7 ทริครับมือกับ 'ความเครียด' ให้ตรงจุด สมองสดชื่น ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ✧✧
ฮัลโหลค่า สาวๆ SistaCafe ทุกคน
รู้นะว่าอารมณ์บ่จอย ไม่งั้นคงไม่เข้ามาดูบทความนี้กันใช่ม้า~ เข้าใจเลย สถานการณ์แบบนี้ ' ความเครียด ' กลายเป็นเรื่องปกติไปซะแล้ว ใครไม่เคยเครียดเลยสิแปลก! ตั้งแต่วัยเรียนก็เครียดว่าจะส่งการบ้าน ปั่นรายงานทันไหม จะสอบติดรึเปล่า พอเรียนจบทำงานก็เครียดกับเนื้องาน บางคนโชคร้ายหน่อยไม่ถูกกับเจ้านาย กับเพื่อนร่วมงานก็เครียดสองต่อ รถติด ฝนตกน้ำท่วมก็เครียด คือความเครียดอยู่ในทุกมิติของชีวิตเราจริงๆจะบอกให้เลิกเครียดถาวร แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้ คำถามคือ ' เราจะรู้ทันและจัดการความเครียดยังไง ' ต่างหาก (o˘◡˘o)
ความเครียดเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ส่งผลได้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต และเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่คิด แค่เราต้องรับมือกับเรื่องไม่คาดฝัน หลายคนก็สติหลุด เครียดจื๊ดขึ้นสมองได้ง่ายๆ ดังนั้นในบทความนี้ เราจึงมาแนะนำ 7ข้อในการรับมือกับความเครียดอย่างปลอดภัย ใช้ชีวิตอย่างมีสติ พร้อมเผชิญเรื่องที่ทำให้นอยด์ได้ง่ายขึ้น จะมีอะไรบ้างนั้น เราไปดูกันเลยดีกว่า
1. ควบคุม 'ระดับน้ำตาลให้เลือด' ให้สมดุลเสมอ
เวลาเราอารมณ์เสียๆ เครียด นอยด์ ลองเช็คตัวเองก่อนว่า ' น้ำตาลในเลือดตกหรือเปล่า ' หากระดับน้ำตาลในเลือดมีปัญหา มันจะส่งผลต่อสุขภาพทันที รวมถึงเกิดความเครียดฉับพลันได้ด้วย! เมื่อเรากินอาหารหรือเครื่องดื่มใดๆ ก็ตามที่มีน้ำตาลมากกว่า 20 กรัมขึ้นไป หรือแป้งขาวทุกชนิด ร่างกายจะรีบนำไปย่อยสลายเป็นพลังงานทันที ซึ่งทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตับอ่อนจะผลิตอินซูลินเพื่อยับยั้งระดับนั้น โดยเก็บสารอาหารในเลือดไว้ในเซลล์ไขมัน กล้ามเนื้อและตับ ทำให้ร่างกายเกิดการ ' เหวี่ยง ' ของน้ำตาลขึ้นนั่นเอง
นอกจากทำให้กินจุกจิกแล้ว ระดับน้ำตาลที่ไม่สมดุลยังทำให้ความเครียดเพิ่มขึ้น เอาง่ายๆ วันไหนที่เราเครียด เหนื่อยล้า หิว เราจะอยากกิน แต่เมื่อกินแล้วก็มีความสุขแค่ชั่วคราว แล้วก็กลับมาเครียดอีก ดังนั้นวิธีแก้ไขที่ง่ายสุดคือ ' คุมระดับน้ำตาลให้เป็นปกติเสมอ ' กินมื้อเช้าและเที่ยงด้วยอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ เช่น ไข่ เนื้อไก่ เนื้อปลา ผักสด เลี่ยงขนมและเบเกอรี่ทุกชนิด รับความหวานจากผลไม้น้ำตาลต่ำ เช่น แตงโม แอปเปิ้ลแทน ลองปรับอาหารตามนี้ เธอจะรู้สึกว่าหัวโล่งขึ้น เครียดน้อยลง และยังไม่หิวจุกจิกอีกด้วยนะ บอกเลยว่าเริ่ด
2. ออกกำลังกายในวันเดิมๆ ของแต่ละสัปดาห์
แน่นอนว่า ' การออกกำลังกาย ' ดีต่อสุขภาพในทุกด้านอยู่แล้ว ( ถ้าออกในระดับปกติ ไม่หักโหมจนเกินไป ) และยังช่วยลดระดับความเครียดอีกด้วย แต่บางคนอาจไม่รู้ว่า ถ้าเธอออกกำลังตอนที่เครียดอยู่แล้วและออกกำลังอย่างเร่งรีบเพราะไม่มีเวลา เธอจะเครียดเพิ่มขึ้น! ดังนั้นควรกำหนดเวลาออกกำลังกายเป๊ะๆ ในแต่ละสัปดาห์ ว่าจะออกช่วงไหน วันไหน เช่น ช่วงเช้า หลังเลิกงาน ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ etc. เพื่อให้ร่างกายชินว่าเวลานี้ต้องออกกำลังนะ ความเครียดจะลดน้อยลงค่ะ
ทริคคือควรกำหนดเวลาล่วงหน้า ออกก่อนประชุม ออกก่อนปาร์ตี้ เพื่อจะได้ไม่พลาดกิจกรรมไหนไป และยังจัดระเบียบชีวิตได้ ทำให้ไม่พะว้าพะวง ไม่เครียด แต่ทั้งนี้ต้องไม่ขี้เกียจ ไม่ผัดวันประกันพรุ่งแต่ไม่ต้องไปออกเยอะเอาเป็นเอาตาย ไม่งั้นจะยิ่งเหมือนทรมานตัวเอง งานก็หนักอยู่แล้วยังออกกำลังหนักอีก ตายกันพอดี! แค่เดินลู่ขำๆ หรือเต้นตามเพลงก็ได้ จุดประสงค์หลักเราคือออกเพื่อสุขภาพ ไม่ได้จะไปแข่งโอลิมปิกอะเนาะ เอาที่เรามีความสุขดีกว่า จะได้ไม่กดดันตัวเองนะคะ
3. ศึกษา 'นาฬิกาชีวิต' ในการนอนหลับ ที่เหมาะกับร่างกายตัวเอง
แต่ละคนมี ' นาฬิกาชีวิต ' ในร่างกายไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละคนก็มีไลฟ์สไตล์ต่างกัน วงจรการนอนหลับก็ต่างกัน บางคนต้องนอนครบ 8 ชั่วโมงถึงจะทำงานมีประสิทธิภาพ แต่บางคน 6-7 ชั่วโมงก็พอแล้ว บางคนต้องนอนแต่หัวค่ำ ตื่นเช้าถึงหัวไบรท์ แต่บางคนนอนดึกหน่อย ตื่นสายจะสดชื่นกว่ามีงานวิจัยออกมาว่า คนที่ทำงานบริษัท เข้า 9 ออก 5 มักมีแนวโน้มเครียดและเป็นโรคซึมเศร้าได้มากกว่า เพราะคนที่ทำงานเวลานี้ อาจไม่ได้มีนาฬิกาชีวิตเป็น ' คนตื่นเช้า ' ทุกคนนั่นเอง
หากเธอเป็นคนชอบตื่นเช้า ตี 5-6 โมงเช้าต้องลุกแล้ว ก็ไม่ควรเข้านอนเกิน 3 ทุ่ม จะดีกับสุขภาพมากกว่า ลดความเครียด และยังมีเวลาเหลือไว้ทำนู่นนี่ในตอนเช้าได้อีก แต่ถ้าเธอเป็นสายนกฮูก นอนดึกตื่นสาย ไม่เคยนอนเร็วกว่าเที่ยงคืน ก็ควรมีวันที่เธอได้ชาร์จพลัง ได้นอนตื่นสายเกิน 9 โมงเช้าได้บ้าง อย่างน้อยก็ช่วงเสาร์-อาทิตย์ เพื่อไม่ให้เกิดความเครียดสะสมค่ะ
4. ดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น ดื่มให้ติดเป็นกิจวัตร
บอกกันจนปากเปียกปากแฉะ และยังจะบอกต่อไปว่า ' ดื่มน้ำเปล่าให้ติดเป็นนิสัย ' เถอะค่ะ เพราะไม่มีข้อเสียเลย มีแต่ส่งผลดีทั้งกับสุขภาพร่างกาย สุขภาพผิว และยังช่วยลดความเครียดอีกด้วยเพราะน้ำจะเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพของสมอง กระตุ้นให้เราสดชื่น มีพลังงานมากขึ้น ลดความอยากอาหารที่ไม่จำเป็น หัวไบรท์คิดงานง่ายและเร็วกว่าเดิม ไม่เหนื่อยล้า เพราะกระบวนการทุกอย่างในสมอง ต้องใช้น้ำและแร่ธาตุต่างๆ มากมาย
หากเป็นคนดื่มน้ำน้อย ก็ไม่แปลกที่จะคิดอะไรไม่ค่อยออก หัวตื้อ เมื่อยล้าง่าย ซึ่งจะก่อให้เกิดความเครียดสะสมในที่สุด ทำให้การทำงานหรือผลการเรียนไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้นควรพกขวดน้ำ หรือแก้วใส่น้ำไว้ข้างตัว หรือข้างโต๊ะทำงานเสมอ หมั่นจิบทุกๆ 5 นาที เท่านี้ทั้งสุขภาพ ทั้งระดับความเครียด ก็พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นได้ง่ายๆ ไม่ต้องเสียเงินแพงแล้วค่ะ
5. อย่าแพลนตารางชีวิตช่วง 'วันอาทิตย์ช่วงเย็น' หนักเกินไป
คนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่ฟรีแลนซ์ หรือยังเรียนหนังสืออยู่ การใช้ชีวิตส่วนใหญ่ก็จะหนักช่วงวันจันทร์-วันศุกร์ โดยเฉพาะเช้าวันจันทร์ที่หลายๆ คนโอดครวญไม่อยากให้มาถึง ดังนั้นช่วงเวลาของวันอาทิตย์เย็นๆ นั้นสำคัญมาก! อย่าไปลงตารางให้ตัวเองหนักเกินไป บางคนกลัวตัวเองไม่ productive กลัวใช้เวลาสูญเปล่า หาทำนั่นนี่ ปาร์ตี้หนักกับเดอะแก๊งจนเมา หาเรียนคอร์สนั้นคอร์สนี้จนร่างพัง บางทีก็เก็บเรื่องพวกนั้นไปเครียดต่อในวันทำงานอีก เครียดวนลูปไม่รู้จบ เห็นแล้วเหนื่อยแทนเด้อ
ลองเปลี่ยนกิจกรรมหนักๆ ในวันอาทิตย์ เป็นอะไรสบายๆ อย่างทำสมาธิ เดินเล่นในสวน อ่านหนังสือ ฟังเพลง ปลูกต้นไม้ดีกว่า ให้สมองได้พักผ่อน ฟื้นฟูตัวเองบ้าง หรือจะไปช้อปปิ้งก็ได้ และอย่าลืมกำหนดเวลาเข้านอนของตัวเองด้วย เพราะการกำหนดล่วงหน้าว่า " จะนอนช่วง 5 ทุ่ม " และกำหนดการนั้นๆ สมองของเราจะสั่งให้ตัวเองง่วงในช่วงเวลานั้นอัตโนมัติค่ะ ไม่น่าเชื่อแต่จริง!
6. ใช้เวลากับตัวเองเงียบๆ ไร้สิ่งรบกวนบ้าง
มนุษย์เป็นสัตว์สังคมก็จริง แต่เชื่อเถอะค่ะว่า ถ้ายังไม่อยากสุขภาพจิตมีปัญหาไปเสียก่อน เธอก็ต้องมีเวลาส่วนตัวบ้างเหมือนกัน เพราะสมองและร่างกายของเธอต้องการการจัดระเบียบ ทบทวนตัวเอง ซึ่งการอยู่กับคนเยอะๆ จะทำให้ไม่มีสมาธิและไม่ได้ฟื้นฟูร่างกายเท่าที่ควร ลองหาเวลาสักวันในสัปดาห์ เคลียร์งานทุกอย่าง หาสถานที่เงียบสงบสักที่ ไปที่แห่งนั้นแล้ว ' ถอดปลั๊ก ' ตัวเองเลยค่ะ ทิ้งให้หมดทั้ง notification ในโซเชียล อีเมล์ โทรศัพท์ แม้แต่การพบปะผู้คน แล้วไปพักผ่อนกับโอกาสทองนี้ให้เต็มที่ เชื่อเรา
ไม่ใช่แค่ช่วงเวลาอยากพักผ่อนเท่านั้น แต่ในกรณีที่เธอได้รับมอบหมายงานหรือหน้าที่ยากๆ มา และต้องการสมาธิอย่างมากในการทำงานนั้น เธอก็ควรปลีกวิเวก ตัดขาดจากโลกมนุษย์แบบนี้เช่นกันมีงานวิจัยออกมาแล้วว่า การปล่อยให้มีสิ่งเร้ากวนใจให้วอกแวก ส่งผลให้สมองทำงานช้าลง เช่น คิดว่าเช็คโซเชียลแป๊บเดียว แต่ไปๆ มาๆ ล่อไปครึ่งชั่วโมง! แถมโซเชียลยังทำให้อารมณ์ไม่เสถียร ไม่เหมาะกับงานที่ต้องการความแม่นยำ และความมั่นคงของอารมณ์ ดังนั้นถ้าอยากทำงานได้ราบรื่น ลดละได้ก็จะดีกว่า
7. เรื่องที่ไม่ค่อยสำคัญ 'เลื่อนไปก่อน' หรือให้คนอื่นทำแทนก็ได้
บางคนก็เป็น perfectionist เกิ๊นนน มีหน้าที่ได้รับมอบหมายอะไรมา ก็จะทำทุกอย่างให้เสร็จภายในวันนั้นแม้จะมีลูกน้อง มีเพื่อนร่วมงานช่วยแบ่งเบาก็ไม่ยอม " ก็ฉันทำเองได้นี่นา ทำไมต้องให้คนอื่นช่วย? " ซึ่งผลลัพธ์ก็คือเธอเหนื่อยสายตัวแทบขาดโดยไม่จำเป็น เงินเดือนก็ได้เท่าเดิม แถมเหมือนไปแย่งงานคนในทีมมาทำอีกต่างหาก การขยันเกินเบอร์ บางทีก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไปหรอกนะคะซิสขา
หากเธอเป็นหัวหน้าทีม ต้องแบ่งงานแบ่งหน้าที่ในกลุ่ม เธอต้องเรียงลำดับความสำคัญให้เป็น บางอย่างไม่ได้สำคัญมาก ให้คนอื่นในทีมทำก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเร่งจะเอาวันนี้ พรุ่งนี้ ปล่อยให้เขาทำ ผ่อนคลายตัวเองบ้าง อย่าอยู่กับความคิดว่า " ถ้าคนอื่นทำ ยังไงก็ไม่เนี้ยบเหมือนฉันทำ " เพราะท้ายที่สุดแล้วมันก็คือ ' งานกลุ่ม ' ทุกคนควรต้องมีส่วนร่วม แม้งานจะไม่ถูกใจเธอ 100% แต่สุดท้ายมันก็ดำเนินต่อไปได้ ไปเครียดกับเรื่องซีเรียสที่จะส่งผลกับเธอโดยตรงดีกว่านะ
นอกจากเรื่องงานในออฟฟิศแล้ว หากสิ่งที่ต้องทำส่วนตัวก็เยอะไปหมด รู้ตัวว่าจัดการเองหมดไม่ไหวแน่ๆ เช่น ต้องไปซื้อของนั่นนี่ ต้องพาแม่ไปหาหมอ ต้องพาหมาไปตัดขน ต้องไปเรียน xx วันนั้น มีนัดกับ xx วันนี้ เราแนะนำว่าให้เธอทำแอพช่วยจัดการ to do list อย่านั่งจำเอง เครียดเปล่าๆ หรือถ้ามีงบก็จ้างผู้ช่วยส่วนตัวไปเลย เชื่อเถอะว่าเครียดน้อยกว่ามาหัวหมุนอยู่คนเดียวแน่ๆ ไม่งั้นบอสใหญ่ๆ หรือนักธุรกิจเขาจะมีเลขาไปทำไม จริงไหมคะ
--------------------
ความเครียดถือเป็นภัยเงียบ เพราะคนมักจะมองข้าม ไม่ค่อยคิดว่ามันอันตรายอะไร ใครๆ ก็เป็น แต่หากเครียดหนักต่อเนื่อง มันจะส่งผลต่อสุขภาพกายและจิตแน่นอน เริ่มจากมึนงง ปวดหัว อ่อนเพลียก่อน และค่อยๆ ขยับขึ้นเป็นความดันสูง ระบบในร่างกายทำงานไม่ปกติ เส้นเลือดในสมองเสี่ยงแตกได้เลย
ในด้านสุขภาพจิตก็แย่ไม่แพ้กัน บางคนถึงขั้นอารมณ์แปรปรวน โมโหร้าย และมีแนวโน้มจะก่อเหตุได้มากมาย เช่น อาชญากรรม จี้ปล้น หรือแม้แต่การฆ่าตัวตาย ดังนั้นอย่าปล่อยให้สายเกินไป นำ 7 วิธีในบทความนี้ไปปรับใช้ รีบจัดการความเครียดเท่าที่ทำได้ ก่อนที่มันจะคืบคลานเข้ามาทำลายชีวิตของเธอนะคะ #เพราะความไม่เครียดคือลาภอันประเสริฐ เจอกันใหม่คราวหน้าน้า บ๊ายบาย
ติดตามบทความใหม่ๆได้ที่ SistaCafe Facebook
SistaCafe เว็บไซต์รวบรวมบทความสำหรับผู้หญิง https://sistacafe.com
♥ ดาวน์โหลด App SistaCafe ฟรีได้แล้ววันนี้! ♥
iOS : AppStore
Android : PlayStore