โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บล.พาย แนะซื้อ TFM เป้า 7.90 บ. หลังกำไร Q4 แตะ 184 ลบ. ดีเกินคาด-ปันผล 0.30 บาท

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM โดยระบุว่า บริษัทมีกำไรสุทธิไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 184 ล้านบาท หากไม่รวมรายการพิเศษซึ่งส่วนใหญ่เป็นการตั้งสำรองจากการขายหุ้นที่ปากีสถานและรายการอื่นรวมกว่า 42 ล้านบาท จะมีกำไรปกติอยู่ที่ 227 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับปีก่อน แต่ลดลง 8% จากไตรมาสก่อนหน้า เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และดีกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าคาด

ด้านรายได้อยู่ที่ 1,634 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับปีก่อน แต่ลดลง 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เมื่อเทียบกับปีก่อนเติบโตดีในกลุ่มอาหารกุ้งและอาหารปลากระพง โดยอาหารกุ้งในปี 2568 มีส่วนแบ่งการตลาดถึง 25% แม้อาหารกุ้งในอินโดนีเซียจะมีปัญหา ขณะที่ธุรกิจอาหารสัตว์บกรายได้ลดลง 11% จากการปรับลดราคาขายตามวัตถุดิบ แต่ในแง่ปริมาณขายเพิ่มขึ้น ส่วนการลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนเป็นผลจากฤดูกาล

อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 22.3% ปรับตัวดีขึ้นจาก 20.5% ในไตรมาส 4/2567 และ 21.8% ในไตรมาส 3/2568 เป็นผลจากสัดส่วนรายได้จากอาหารกุ้งที่มีอัตรากำไรสูงเพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอยู่ที่ 151 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับปีก่อน และ 26% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากค่าใช้จ่ายพนักงานช่วงปลายปี ส่วนอัตราภาษีจ่ายอยู่ที่ 1% ลดลงจาก 4% ในไตรมาส 4/2567 และ 10% ในไตรมาส 3/2568 หลังเริ่มใช้สิทธิประโยชน์ BOI ใหม่ตั้งแต่เดือนสิงหาคม

สำหรับทั้งปี บริษัทมีกำไรสุทธิ 733 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับปีก่อน

บทวิเคราะห์ระบุว่า ภาพรวมปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 8–10% โดยยังคงเน้นธุรกิจอาหารกุ้งและตั้งเป้าส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไทยเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 30% รวมถึงการส่งออกที่มีการหาตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการขยายตลาดอาหารปลา โดยปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดอาหารปลากระพงเป็นอันดับ 1

ในส่วนการขยายการลงทุนไปยังธุรกิจอาหารในประเทศเอกวาดอร์ บริษัทให้เหตุผลว่า เอกวาดอร์เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก ทำให้มีความต้องการอาหารจำนวนมาก โดยบริษัทมีพันธมิตรอยู่แล้ว จึงตัดสินใจลงทุน โดยโรงงานจะมีกำลังการผลิตประมาณ 180,000 ตันต่อปี ใกล้เคียงกับประเทศไทย และคาดว่าจะเริ่มการผลิตได้ในอีก 2.5 ปี ซึ่งเป็นไปตามแผนที่บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2030 ไว้ที่ระดับ 10,000 ล้านบาท

จากผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าคาด ฝ่ายวิจัยได้ปรับประมาณการกำไรปี 2569 เพิ่มขึ้น 11% มาอยู่ที่ 787 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับปีก่อน โดยปรับลดอัตราภาษีจ่ายเหลือ 5% จากเดิมที่คาดไว้ 9% ขณะที่รายได้คาดอยู่ที่ 6,526 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับปีก่อน

ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” จากแนวโน้มผลประกอบการที่เติบโตและมีโอกาสเห็นการขยายตัวในช่วง 2 ปีข้างหน้า พร้อมประเมินมูลค่าเหมาะสมใหม่ที่ 7.90 บาท อิง PER ปี 2569 ที่ระดับ 10 เท่า โดยบริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลครึ่งหลังปี 2568 ที่ 0.30 บาทต่อหุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 26 กุมภาพันธ์ และกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 21 เมษายน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...