บล.พาย แนะซื้อ TFM เป้า 7.90 บ. หลังกำไร Q4 แตะ 184 ลบ. ดีเกินคาด-ปันผล 0.30 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM โดยระบุว่า บริษัทมีกำไรสุทธิไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 184 ล้านบาท หากไม่รวมรายการพิเศษซึ่งส่วนใหญ่เป็นการตั้งสำรองจากการขายหุ้นที่ปากีสถานและรายการอื่นรวมกว่า 42 ล้านบาท จะมีกำไรปกติอยู่ที่ 227 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับปีก่อน แต่ลดลง 8% จากไตรมาสก่อนหน้า เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และดีกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าคาด
ด้านรายได้อยู่ที่ 1,634 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับปีก่อน แต่ลดลง 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เมื่อเทียบกับปีก่อนเติบโตดีในกลุ่มอาหารกุ้งและอาหารปลากระพง โดยอาหารกุ้งในปี 2568 มีส่วนแบ่งการตลาดถึง 25% แม้อาหารกุ้งในอินโดนีเซียจะมีปัญหา ขณะที่ธุรกิจอาหารสัตว์บกรายได้ลดลง 11% จากการปรับลดราคาขายตามวัตถุดิบ แต่ในแง่ปริมาณขายเพิ่มขึ้น ส่วนการลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนเป็นผลจากฤดูกาล
อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 22.3% ปรับตัวดีขึ้นจาก 20.5% ในไตรมาส 4/2567 และ 21.8% ในไตรมาส 3/2568 เป็นผลจากสัดส่วนรายได้จากอาหารกุ้งที่มีอัตรากำไรสูงเพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอยู่ที่ 151 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับปีก่อน และ 26% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากค่าใช้จ่ายพนักงานช่วงปลายปี ส่วนอัตราภาษีจ่ายอยู่ที่ 1% ลดลงจาก 4% ในไตรมาส 4/2567 และ 10% ในไตรมาส 3/2568 หลังเริ่มใช้สิทธิประโยชน์ BOI ใหม่ตั้งแต่เดือนสิงหาคม
สำหรับทั้งปี บริษัทมีกำไรสุทธิ 733 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับปีก่อน
บทวิเคราะห์ระบุว่า ภาพรวมปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 8–10% โดยยังคงเน้นธุรกิจอาหารกุ้งและตั้งเป้าส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไทยเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 30% รวมถึงการส่งออกที่มีการหาตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการขยายตลาดอาหารปลา โดยปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดอาหารปลากระพงเป็นอันดับ 1
ในส่วนการขยายการลงทุนไปยังธุรกิจอาหารในประเทศเอกวาดอร์ บริษัทให้เหตุผลว่า เอกวาดอร์เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก ทำให้มีความต้องการอาหารจำนวนมาก โดยบริษัทมีพันธมิตรอยู่แล้ว จึงตัดสินใจลงทุน โดยโรงงานจะมีกำลังการผลิตประมาณ 180,000 ตันต่อปี ใกล้เคียงกับประเทศไทย และคาดว่าจะเริ่มการผลิตได้ในอีก 2.5 ปี ซึ่งเป็นไปตามแผนที่บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2030 ไว้ที่ระดับ 10,000 ล้านบาท
จากผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าคาด ฝ่ายวิจัยได้ปรับประมาณการกำไรปี 2569 เพิ่มขึ้น 11% มาอยู่ที่ 787 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับปีก่อน โดยปรับลดอัตราภาษีจ่ายเหลือ 5% จากเดิมที่คาดไว้ 9% ขณะที่รายได้คาดอยู่ที่ 6,526 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับปีก่อน
ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” จากแนวโน้มผลประกอบการที่เติบโตและมีโอกาสเห็นการขยายตัวในช่วง 2 ปีข้างหน้า พร้อมประเมินมูลค่าเหมาะสมใหม่ที่ 7.90 บาท อิง PER ปี 2569 ที่ระดับ 10 เท่า โดยบริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลครึ่งหลังปี 2568 ที่ 0.30 บาทต่อหุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 26 กุมภาพันธ์ และกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 21 เมษายน