MINT เปิดโรดแมป 3 ปี รุก Asset Light ดันโรงแรม 850 แห่ง ลุยตั้ง REIT มูลค่า 3 หมื่นลบ.
นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT เปิดเผยแผนการเติบโต 3 ปี (69-71) ภายใต้กลยุทธ์ Asset Light โดยมุ่งขยายพอร์ตธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อยกระดับความสามารถทำกำไร เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุน และเสริมความแข็งแกร่งของงบดุล
สำหรับเป้าหมายการขยายตัวบริษัทตั้งเป้าเพิ่มจำนวนโรงแรมและสาขาร้านอาหาร (รวมการเซ็นสัญญา) อย่างก้าวกระโดดโดยธุรกิจโรงแรม ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนโรงแรมจากปี 2568 อยู่ที่ 636 แห่ง เป็น 850 แห่ง ขณะที่ธุรกิจร้านอาหารตั้งเป้าขยายสาขาจากปี 2568 อยู่ที่ 2,746 สาขา เป็น 4,150 สาขา (รวมการเซ็นสัญญาแฟรนไชส์) ภายในปี 2571
ทั้งนี้บริษัทวางเป้า 3 ปี(69-71) การเติบโตของกำไรมากกว่ารายได้ เพื่อสะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น โดยคาดหวังรายได้เติบโตระดับ 6–8% ต่อปี (High single digit) ขณะที่กำไรสุทธิเติบโต 15–20% จากแผนบริหาร Margin ให้ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ตั้งเป้า ROIC (Return on Invested Capital) หรืออัตราส่วนผลตอบแทนต่อเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 12% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า
นายดิลลิป กล่าวอีกว่า บริษัทเตรียมใช้เครื่องมือ Asset Rotation ผ่านการจัดตั้ง กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เพื่อ Unlock Asset Value และเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยวางแผนรวบ โรงแรม 14 แห่ง (ยุโรป 12 แห่ง และไทย 2 แห่ง) เข้ากองรีทและนำไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ด้วยมูลค่าทรัพย์สินรวมราว 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่า 30,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนจัดโครงสร้างและตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จในครึ่งหลังปี 2569
บริษัทคาดว่าจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปเร่งลดหนี้ (Deleveraging) เพื่อลด Net Debt to Equity (Net D/E) ลงมาอยู่ที่ 0.75–0.85 เท่า และทำให้ Net Debt to EBITDA ต่ำกว่า 4 เท่า ภายในสิ้นปีนี้ พร้อมย้ำหลักการสำคัญคือแม้มีการนำสินทรัพย์เข้ากองรีท บริษัทต้องการรักษาการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) ให้เติบโตต่อเนื่อง โดยให้ประโยชน์จากภาระดอกเบี้ยที่ลดลงช่วยชดเชยรายได้บางส่วนที่หายไปจากการหมุนเวียนสินทรัพย์
ทั้งนี้ MINT ตั้งใจถือหุ้นในกองรีทในสัดส่วนที่ “มีนัยสำคัญ” ซึ่งอาจต่ำกว่า 50% เล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ตามเงื่อนไขการควบคุมและการรวมงบ พร้อมวางตำแหน่งกองรีทให้สอดคล้องกับกลุ่ม Upper-tier Hospitality REIT ในตลาดดังกล่าว
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่บริษัทใช้ดึงผลตอบแทนคือ Branded Residences ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยระดับหรูควบคู่โรงแรม ทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น ภูเก็ต สมุย บาหลี รวมถึงตลาดต่างประเทศ โดยบริษัทประเมินว่าโครงการลักษณะนี้สามารถสร้าง IRR สูงถึง 30% ช่วยยกระดับภาพรวมผลตอบแทนของกลุ่ม พร้อมเดินหน้าโมเดล แบบ Fee-based ผ่านการรับจ้างบริหารเพื่อเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมและอัตรากำไรที่สูง ซึ่งในปีที่ผ่านมามีการเซ็นสัญญารับจ้างบริหารโรงแรมใหม่ถึง 40 แห่ง และตั้งเป้าปีนี้จะเพิ่มอีกกว่า 50 สัญญา
สำหรับแผนขยายต่างประเทศฝั่ง Minor Hotels มุ่งเพิ่มโรงแรมสู่เป้าหมาย 850 แห่ง โดยกระจายการเติบโตในหลายภูมิภาค ทั้งยุโรปและตะวันออกกลาง รวมถึงตลาดใหม่ เช่น โครเอเชีย สโลเวเนีย และโครงการในมอลตา อิตาลี ขณะที่ตะวันออกกลางและแอฟริกามีการขยายใน อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย โมร็อกโก โอมาน บาห์เรน แซมเบีย ส่วนฝั่งเอเชียและออสเตรเลีย มีโครงการสำคัญในจีน และการขยายแบรนด์ในหลายประเทศ รวมถึงการรุกตลาดออสเตรเลียด้วยแบรนด์ระดับบน
ด้าน “ไมเนอร์ฟู้ด” ตั้งเป้าขยายสาขาเป็น 4,150 สาขา โดยให้ความสำคัญกับ อินโดนีเซีย ในฐานะ Strategic Hub และ อินเดีย ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ ทั้งนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาแผนนำ “ไมเนอร์ฟู้ด” เข้าตลาดฮ่องกง เพื่อเป็นธีมการลงทุนระดับภูมิภาคในอนาคต
สำหรับแผนการลงทุนปีนี้ บริษัทตั้งงบลงทุน (Capex) ประมาณ 15,000 ล้านบาท โดยให้น้ำหนักหลักกับการรีโนเวตและยกระดับโรงแรม เพื่อเพิ่มศักยภาพการทำรายได้และผลตอบแทนจากการลงทุน รวมถึงการลงทุนในโครงการ Branded Residence ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและผลตอบแทนที่สูงขึ้น
นายดิลลิป ระบุอีกว่า แผนเติบโต 3 ปีจะขับเคลื่อนด้วย Digital Transformation โดยใช้ AI และ Data ผ่านระบบ Loyalty Program เพื่อทำ Personalized Marketing และยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการหลังบ้าน พร้อมพัฒนานวัตกรรมรูปแบบร้านอาหาร เช่น Small Modular/Kiosk เพื่อคืนทุนไวและเพิ่มอัตรากำไร
โดยแผนดังกล่าวยังออกแบบเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ทั้งความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และ ความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยน โดยอาศัยความคล่องตัว และการกระจายพอร์ตทั่วโลกเพื่อช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์เฉพาะประเทศ