โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

KAMART ร่วง 4% โบรกหั่นคำแนะนำ “ขาย” เป้าใหม่เหลือ 9.11 บาท

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2566 เวลา 03.48 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (23 มิ.ย.66) ราคาหุ้น บริษัทคาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ KAMART ณ เวลา 10:33 น. อยู่ที่ระดับ 12.20 บาท ลบ 0.50 บาท หรือ 3.94% สูงสุดที่ระดับ 12.60 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 12.20 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 33.29 ล้านบาท

บล.กสิกรไทย ระบุในบทวิเคราะห์ ปรับลดคำแนะนำเป็น “ขาย” จาก “ถือ” โดยให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 66 ใหม่ที่ 9.11 บาท ลดลงจากเดิมที่ 11.4 บาท เนื่องจากรวมการปรับลดสัดส่วนการถือหุ้นของ KAMART หลังการประกาศ PP โดยราคาเป้าหมายมาจาก PER ล่วงหน้า 1 ปีที่ 18.4 เท่า

โดยปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการปรับคำแนะนำใหม่ ได้แก่ 1) ยอดขายผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จของ Co-Brand 2) ความก้าวหน้าในการขยายธุรกิจในต่างประเทศ และ 3) การพัฒนาจากภายนอกที่มีศักยภาพ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ฝ่ายวิจัยได้จัดการประชุมกับ CEO ของ KAMART เพื่ออัปเดตเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของข้อตกลงการเสนอขายหุ้นแก่บุคคลในวงจำกัด (PP) ที่ประกาศเมื่อวันที่ 23 พ.ค. ประเด็นสำคัญคือ 1) ข้อตกลงคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในสองเดือนแรกของปี 67 2) ผู้บริหารยังไม่เปิดเผยผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้นจาก PP รวมถึงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปีหน้า

3) ผู้บริหารชี้แจงว่าจะเปิดเผยรายละเอียดและมูลค่าการผนึกกาลังของการเพิ่มทุนที่อาจเกิดขึ้นภายในไตรมาสที่ 4/66 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ข้อตกลงคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ 4) ผู้บริหารบอกเป็นนัยว่ารายรับสุทธิ 1,595 ล้านบาท น่าจะเกี่ยวข้องกับข้อตกลงการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ในอนาคต และ 5) ข้อตกลง M&A ในอนาคตคาดว่าจะเกี่ยวข้องกับการเข้าซื้อบริษัทฯ เครื่องสำอางอื่น ซึ่งอาจเป็นบริษัทฯ เครื่องสำอางที่ดำเนินงานในประเทศหรือต่างประเทศ

สำหรับข้อตกลง M&A ที่อาจเกิดขึ้นผู้ บริหารกล่าวว่าข้อตกลง M&A กับบริษัทฯ เครื่องสำอางอื่นต้องสร้างกำไร ดังนั้นจากการวิจัยจากเว็บไซต์ DBD ได้ระบุบริษัทฯ เครื่องสำอางในประเทศที่มีศักยภาพซึ่งเหมาะสมกับเกณฑ์ของบริษัทฯ รวมทั้งหมด 9 บริษัทฯ เช่น Smooth E, Srichand, SSUP (Cute press, Oriental princess), Better way (Mistine), 4U2, Chaonang, CHO cosmetics, SM Cosmic (Supermom) และ Dr. Pong โดยเชื่อว่าหากบริษัทฯ ตัดสินใจเข้าซื้อบริษัทฯ เครื่องสำอางในประเทศ จะช่วยให้บริษัทฯ มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากผู้ เล่นรายใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางของไทยจะเป็น L'Oreal, Estee Lauder, Johnson & Johnson และ Shiseido

ทั้งนี้ จากการคำนวณจากสถานการณ์กรณีพื้นฐานของการใช้ประโยชน์จากรายรับสุทธิโดยไม่มีการก่อหนี้ใด ๆ จะให้ เพียง upside ที่จำกัดต่อราคาเป้าหมายเท่านั้น ดังนั้นจึงยังไม่ได้รวมมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากการควบรวมกิจการกับทั้งสองบริษัทฯ (Marubeni Corporation และ Quadriga Private Equity Co., Ltd)

ดังนั้นจึงคงประมาณการกำไรปกติปี 66/67 ไว้เพื่อรอแนวทางจากผู้บริหาร คาดว่ากำไรปกติของ KAMART จะเติบโต 72% ในปี 66 และ 8% ในปี 67 ด้วยอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่เพิ่มขึ้นตามความนิยมของสินค้าตราห้าง ราคาขายที่สูงขึ้นของผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะเปิดตัวการจ้างผลิตในต่างประเทศ และการควบคุมค่าใช้ จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ที่ดีขึ้น

โดยยังคงมองในแง่ดีเกี่ยวกับการทำ PP ในครั้งนี้ของบริษัทฯ ที่มีความทะเยอทะยานในการขยายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางผ่านข้อตกลง M&A ในอนาคตกับบริษัทฯ เครื่องสำอางอื่น ๆ ซึ่งอาจสร้างมูลค่าการผนึกกำลังจากการเติบโตจากภายนอก ในทางกลับกัน เชื่อว่าการเป็นหุ้นส่วนกับ Marubeni Corporation ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทฯ ที่มีประสบการณ์สูงในญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญด้าน commercial trade จะช่วยให้บริษัทฯ มีโอกาสขยายผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะในญี่ปุ่น เนื่องจากยอดขายในต่างประเทศในปี 66 มีสัดส่วนเพียง 5% ของทั้งหมด แม้ว่าแบรนด์เครื่องสำอางท้องถิ่นของญี่ปุ่น เช่น Shiseido, Koh Gen Do และ Kanebo จะได้รับการยกย่องว่าเป็นแบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำในญี่ปุ่นก็ตาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...