โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

MEDEZE สยายปีกรุกตลาด “มองโกเลีย-อาเซียน” ลุ้น อย.ไฟเขียวยา “ข้อเข่า-ผิวหน้าเสื่อม”

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายปิยวัชร ราชพลสิทธิ์ รองประธานกรรมการบริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)หรือ MEDEZE เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 กลับไปแตะระดับ 1,000 ล้านบาท เติบโตกว่า 20% จากปีก่อนหน้า สะท้อนทิศทางการฟื้นตัวที่ชัดเจน พร้อมวางรากฐานการเติบโตระยะยาวผ่านการยกระดับมาตรฐาน GMP การเพิ่มบุคลากร เทคโนโลยี และระบบหุ่นยนต์ (Robotics) เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต ควบคู่กับการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในองค์ความรู้ทางการแพทย์ (Know-how) และการทดลองทางคลินิก (Clinical Trial) สำหรับโรคข้อเข่าเสื่อมและเซลล์ผิวหน้าเสื่อม ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของรายได้และกำไรในระยะถัดไป โดยเมื่อรายได้เพิ่มขึ้นถึงระดับที่เหมาะสม อัตรากำไรสุทธิจะกลับสู่ระดับแข็งแกร่งตามศักยภาพธุรกิจ

ในส่วนของโครงการ ATMP Sandbox บริษัทยังคงเดินหน้าผลักดันสเต็มเซลล์ให้ขึ้นทะเบียนเป็นยารักษาโรคภายในปี 2569 โดยมุ่งเน้น 2 โรคหลัก ได้แก่ โรคข้อเข่าเสื่อมและผิวหน้าเสื่อม ภายใต้กรอบกำกับดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ซึ่งสะท้อนมาตรฐานความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือระดับสูง อีกทั้งการที่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้รับมาตรฐาน GMP ในระดับเดียวกับบริษัท ยังตอกย้ำทิศทางการยกระดับอุตสาหกรรมตามนโยบายภาครัฐที่มุ่งผลักดันไทยสู่การเป็นผู้นำด้านการอนุมัติยาในอาเซียน

ขณะเดียวกัน บริษัทยังเร่งขยายตลาดต่างประเทศผ่านโมเดลให้สิทธิใช้เทคโนโลยี (Know-how) และจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ (Royalty/Patent Fee) ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจที่มีความเสี่ยงด้านการลงทุนต่ำ โดยเตรียมรับรู้รายได้จากฟิลิปปินส์ และมีแผนขยายสู่มองโกเลีย อินโดนีเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยเฉพาะตลาดมองโกเลียที่เป็นตลาดใหม่มีกำลังซื้อสูงและยังไม่มีคู่แข่ง ถือเป็นโอกาสสำคัญของธุรกิจสเต็มเซลล์

ส่วนในประเทศไทย MEDEZE ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรักษาระดับรายได้ต่อสัญญาอย่างมั่นคง และมองเห็นโอกาสเติบโตจากตลาดเด็กแรกเกิดในไทยปีละ 300,000–400,000 ราย ซึ่งปัจจุบันเข้าถึงไม่ถึง 0.5% และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนมากกว่า 10% ในอนาคต ภายใต้ข้อกำหนดที่สนับสนุนการใช้สเต็มเซลล์ของตนเอง (Autologous) ในการรักษา ซึ่งช่วยสร้างดีมานด์ระยะยาวให้กับธุรกิจ

นอกจากนี้ บริษัทคาดว่าอัตรากำไรสุทธิในปี 2569 จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากสิทธิประโยชน์ทางภาษี BOI ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ครอบคลุมสเต็มเซลล์จากเม็ดโลหิตและเนื้อเยื่อซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรายได้ 55–60% ของบริษัท ผนวกกับสิทธิประโยชน์เดิมในธุรกิจเซลล์ NK และรากผม โดยผู้บริหารมั่นใจว่าเมื่อผลการดำเนินงานเติบโตตามแผน จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของบริษัทและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...