กลุ่มผู้เสียหายร้อง กมธ. หลังถูกหลอกจ้างกดบัตร BTS เสียหายกว่า 1.23 ล้านบาท
การเปิดจำหน่ายบัตรคอนเสิร์ต BTS Arirang in Bangkok ระหว่างวันที่ 9-11 มิ.ย.2569 ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากแฟนคลับทั่วประเทศ ส่งผลให้แฮชแท็ก #BTS_WORLDTOUR__BANGKOK ติดเทรนด์บนแพลตฟอร์ม X อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ความต้องการบัตรที่สูงกว่าจำนวนที่นั่งหลายเท่า กลับนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ ทั้งการใช้บอต (Robot) กว้านซื้อบัตร การนำบัตรไปขายต่อในราคาสูงเกินจริง และการหลอกลวงผ่านบริการรับจ้างกดบัตรคอนเสิร์ต
ในช่วงที่ผ่านมา มีผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์หลายรายเปิดเผยข้อมูลการขายต่อบัตรคอนเสิร์ตในราคาที่สูงกว่าราคาจริงหลายเท่าตัว โดยบัตรบางประเภทถูกตั้งราคาขายต่อเพิ่มขึ้นถึงหลักหมื่นบาท และบางกรณีเกือบแตะหลักแสนบาท สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการกว้านซื้อบัตรเพื่อนำมาขายต่อทำกำไร
ขณะที่ความต้องการบัตรคอนเสิร์ต BTS ที่มีมากและการแข่งขันในการจองบัตรที่ดุเดือด ทำให้เกิดธุรกิจรับจ้างกดบัตรคอนเสิร์ตผ่านช่องทางออนไลน์จำนวนมาก โดยผู้ให้บริการจะรับข้อมูลโซนที่นั่งที่ลูกค้าต้องการ พร้อมเรียกเก็บเงินมัดจำและค่าบริการล่วงหน้า ก่อนดำเนินการกดบัตรแทนผู้ว่าจ้าง
อย่างไรก็ตาม ช่องทางดังกล่าวได้กลายเป็นอีกหนึ่งช่องโหว่ ที่มิจฉาชีพใช้แสวงหาผลประโยชน์จากผู้บริโภค โดยอาศัยความต้องการซื้อบัตรของแฟนคลับและความยากในการเข้าถึงบัตรคอนเสิร์ต จนนำไปสู่กรณีร้องเรียนครั้งใหญ่
ผู้เสียหายรวมตัวร้องเรียนต่อ กมธ.คุ้มครองผู้บริโภค
เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.2569 ตัวแทนแฟนคลับ BTS กลุ่มผู้เสียหาย ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค (กมธ.คุ้มครองผู้บริโภค) เพื่อขอให้ตรวจสอบและหาแนวทางช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ โดยระบุว่า กลุ่มผู้เสียหายเริ่มรวมตัวกัน หลังพบว่า ผู้รับจ้างกดบัตรบางรายไม่สามารถส่งมอบบัตรได้ตามที่ตกลงไว้ ไม่คืนเงินให้ผู้ว่าจ้าง และไม่สามารถติดต่อได้ภายหลังการโอนเงิน
ผู้เสียหายจึงได้จัดตั้งกลุ่ม Open Chat เพื่อรวบรวมข้อมูล พยานหลักฐาน และประสานงานระหว่างผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากกรณีเดียวกัน
จากการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น พบว่า สมาชิกในกลุ่มมีมากกว่า 700 คน และมีผู้เสียหายที่เกี่ยวข้องกับบัญชีรับโอนชื่อเดียวกันอย่างน้อย 120 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1,230,000 บาท โดยตัวเลขดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นได้อีก เนื่องจากยังมีผู้เสียหายจำนวนหนึ่งอยู่ระหว่างส่งข้อมูลและเอกสารเพิ่มเติม
ผู้เสียหายส่วนใหญ่ได้รวบรวมหลักฐานสำคัญ เช่น ข้อความสนทนาผ่านช่องทางออนไลน์ หลักฐานการโอนเงิน หลักฐานการสั่งซื้อบัตร และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประกอบการดำเนินคดีตามกฎหมาย รวมทั้งได้แจ้งเรื่องผ่านศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ AOC 1441 และอยู่ระหว่างติดตามความคืบหน้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ตัวแทนผู้เสียหายเปิดเผยว่า แฟนคลับจำนวนมากตัดสินใจใช้บริการรับจ้างกดบัตร เนื่องจากมองว่าการแข่งขันในการซื้อบัตรสูงมาก และไม่มั่นใจว่าจะสามารถกดบัตรได้ด้วยตนเอง ผู้รับจ้างหลายรายมักสร้างความน่าเชื่อถือผ่านบัญชีที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก มีประวัติการรับงานมาก่อน และเรียกเก็บค่าบริการประมาณ 300-700 บาท/รายการ
ในช่วงแรก ผู้ว่าจ้างยังสามารถติดต่อกับผู้รับจ้างได้ตามปกติผ่านข้อความส่วนตัว แต่ภายหลังกลับไม่สามารถติดต่อได้อีก ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง
ตัวแทนผู้เสียหายยังสะท้อนความรู้สึกว่า BTS ไม่ได้เป็นเพียงศิลปินที่ชื่นชอบเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการใช้ชีวิต เป็นกำลังใจในการทำงาน การพัฒนาตนเอง และการกล้าลองสิ่งใหม่ ๆ ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงสร้างทั้งความเสียใจและความโกรธให้กับแฟนคลับจำนวนมาก
เขาเป็นสิ่งทำให้เราอยากลุกไปทำอะไรมากขึ้น ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้ชาเลนจ์ตัวเอง และเป็นแรงบันดาลใจให้เริ่มทำหลาย ๆ อย่างในชีวิต
พร้อมกันนี้ ผู้เสียหายได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา โดยเห็นว่า ผู้ให้บริการจำหน่ายบัตรควรนำระบบยืนยันตัวตนผู้ซื้อมาใช้อย่างจริงจัง เช่น การผูกบัญชีสมาชิกเข้ากับข้อมูลส่วนบุคคล และกำหนดจำนวนบัตรสูงสุดต่อการสั่งซื้อ เพื่อป้องกันการใช้บอตกว้านซื้อบัตรและลดการนำบัตรไปขายต่อในราคาสูงเกินจริง
นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีระบบคืนบัตรอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ผู้ที่ไม่สามารถเข้าชมคอนเสิร์ตได้สามารถคืนบัตรเข้าสู่ระบบ และเปิดโอกาสให้ผู้สนใจรายอื่นซื้อบัตรต่อผ่านช่องทางที่ได้รับการรับรอง แทนการซื้อขายกันเองนอกระบบ
ตัวแทนผู้เสียหายระบุว่า ปัจจุบันแฟนคลับจำนวนมากไม่สามารถซื้อบัตรได้ ขณะที่บางกลุ่มสามารถใช้บอต (Robot) กว้านซื้อบัตรจำนวนมากภายในเวลาอันสั้น ส่งผลให้บัตร VIP จากราคาปกติ 7,800 บาท ถูกนำไปขายต่อในราคาสูงถึง 85,000-180,000 บาท
จากราคาปกติ 7,800 บาท บางทีพุ่งไปถึง 180,000 บาท ถ้าเป็นไปได้ ไม่อยากให้มีการรีเซลกันเอง อยากให้คืนบัตรเข้าเว็บ แล้วให้เว็บปล่อยบัตรใหม่จะดีกว่า
ด้านนายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สส.พรรคประชาชน กล่าวว่า ปัญหาการรับจ้างกดบัตรคอนเสิร์ตถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพหลอกลวงผู้บริโภค เนื่องจากผู้ซื้อจำนวนมากไม่สามารถจองบัตรได้ด้วยตนเอง จึงต้องพึ่งพาคนกลางและมีความเสี่ยงต่อการถูกโกง
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภคจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณา เพื่อหาแนวทางแก้ไขในระยะยาว โดยมุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การจำกัดสิทธิ์การซื้อบัตร การยกระดับมาตรการยืนยันตัวตนผู้ซื้อหรือ KYC และการป้องกันการใช้บอตหรือโปรแกรมอัตโนมัติที่เข้ามาแทรกแซงระบบจองบัตร เพื่อให้การจำหน่ายบัตรมีความเป็นธรรมและปลอดภัยมากขึ้น
ขณะที่นายกรุณพล เทียนสุวรรณ กรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า จะหารือร่วมกับผู้ให้บริการจำหน่ายบัตรเพื่อพัฒนาระบบยืนยันตัวตนและกำหนดมาตรการซื้อบัตรที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคชาวไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติ และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมคอนเสิร์ตไปพร้อมกัน
แก้ที่ต้นตอ ปรับระบบขายบัตร สร้างภูมิคุ้มกันผู้บริโภค
ด้านนายนิธิกร บุญยกุลเจริญ อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยว่า หลังจากพาตัวแทนผู้เสียหายเข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการแล้ว ยังมีผู้เสียหายจากกรณีลักษณะใกล้เคียงกันในวงการอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นแฟนคลับศิลปินกลุ่มอื่น หรือแม้แต่วงการเกม เข้ามาแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมาก
นายนิธิกรเห็นว่า การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กัน ทั้งในระดับนโยบายและการสร้างความรู้เท่าทันให้กับประชาชน โดยควรมีการรณรงค์ให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความเสี่ยงของการจ้างกดบัตรหรือซื้อบัตรผ่านช่องทางที่ไม่เป็นทางการ เพื่อลดโอกาสตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
ในระยะยาว ภาครัฐและผู้ให้บริการจำหน่ายบัตรควรร่วมกันพัฒนามาตรการป้องกันปัญหาเชิงระบบ ทั้งการยืนยันตัวตนผู้ซื้อผ่านระบบดิจิทัล การป้องกันการใช้บอตกว้านซื้อบัตร การควบคุมการขายต่อเกินราคา และการออกแบบระบบจัดสรรบัตรที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น เพื่อลดแรงจูงใจในการพึ่งพาคนกลาง และลดช่องว่างที่เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากผู้บริโภค
นอกจากนี้ หากไม่สามารถยุติธุรกิจรับจ้างกดบัตรได้อย่างเด็ดขาด ภาครัฐอาจต้องพิจารณาจัดทำระบบขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการรับจ้างกดบัตรอย่างเป็นทางการ เพื่อให้สามารถตรวจสอบตัวตนและความน่าเชื่อถือได้ และลดความเสี่ยงจากการดำเนินการโดยไม่มีมาตรฐานรองรับ
กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาการซื้อบัตรคอนเสิร์ตในปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแข่งขันระหว่างแฟนคลับหรือการแย่งชิงที่นั่งเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ตั้งแต่การใช้บอตกว้านซื้อบัตร การขายต่อเกินราคา ไปจนถึงการหลอกลวงผ่านบริการรับจ้างกดบัตร
ถือเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข เพื่อให้ระบบจำหน่ายบัตรมีความโปร่งใส เป็นธรรม และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
รายงานโดย : น.ส.ฐิตินันท์ คุ้มตะสิน นักศึกษาฝึกงาน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อ่านข่าวอื่น :
ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก "ยุน ซอกยอล" 30 ปี คดีส่งโดรนเข้า "เกาหลีเหนือ"
ขยายผลเครือข่าย "ซุน หมิงเฉิน" ค้น 14 จุด ยึดทรัพย์กว่า 580 ล้าน
ตร.เก็บหลักฐานหาผู้ก่อเหตุฆาตกรรม "หญิงเมียนมา" ยัดกล่องพลาสติก