ระอุ! “กอบศักดิ์” เตือนรับแรงกระแทก ทรัมป์สวนหมัดขึ้นภาษี 15% ชี้สงครามการค้าส่อเค้ายืด
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงทรรศนะถึงกรณีที่ศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาได้มีคำพิพากษาคว่ำมาตรการภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยศาลชี้ว่าเป็นการกระทำที่เกินขอบเขตอำนาจตามที่ระบุไว้ในกฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act: IEEPA) ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้หลายประเทศคาดหวังว่าสถานการณ์การค้าโลกจะมีทิศทางที่คลี่คลายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ดร.กอบศักดิ์ ประเมินว่าทุกฝ่ายอาจต้องทบทวนมุมมองดังกล่าวใหม่อีกครั้ง เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเริ่มกระบวนการเปลี่ยนผ่าน (Adjustment Process) เพื่อมุ่งสู่โครงสร้างภาษีศุลกากร (Tariffs) รูปแบบใหม่ โดยอาศัยอำนาจจากกฎหมายฉบับอื่น ๆ ที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน ซึ่งหากดำเนินไปถึงจุดนั้น ภาษีที่สหรัฐฯ สามารถจัดเก็บได้จะมีมูลค่าสูงกว่าที่จัดเก็บอยู่ในขณะนี้ ผ่านการเจรจาและข้อตกลงการค้ากับประเทศต่าง ๆ โดยนัยสำคัญคือภาระที่เกิดขึ้นจะมีความหนักหน่วงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แม้ว่าประเทศหรือภาคธุรกิจที่เป็นผู้แบกรับภาระอาจจะเปลี่ยนแปลงไป ทว่าเมื่อพิจารณาในภาพรวมแล้ว การจัดเก็บภาษีจะอยู่ในระดับที่สูงขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ดร.กอบศักดิ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากที่ถูกศาลสูงสุดปฏิเสธ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ตอบโต้ด้วย "หมัดแรก" ทันที ผ่านการประกาศใช้มาตรการจัดเก็บภาษีศุลกากรระดับโลก (Global Tariff) ในอัตรา 10% ภายใต้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 (Section 122 of Trade Act 1974) ซึ่งคาดการณ์ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้เตรียมการในประเด็นนี้มาอย่างรัดกุม เนื่องจากคำสั่งผู้บริหาร (Executive Order) ที่ประกาศเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีความละเอียดและครอบคลุมเป็นอย่างมาก ทั้งในส่วนของการระบุเหตุผลประกอบและกลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้น
ต่อมา ในวันที่สองของการเข้าสู่สงครามการค้าโลกยกที่ 2 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ตอบโต้เพิ่มเติมด้วยการยกระดับ Global Tariff ขึ้นเป็น 15% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตามขอบเขตอำนาจที่กฎหมายฉบับดังกล่าวให้อำนาจไว้ โดยมาตรการนี้จะบังคับใช้เป็นระยะเวลา 150 วัน หรือ 5 เดือน ในระหว่างที่ทีมงานเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการภาษีอื่น ๆ ที่ถูกต้องตามกฎหมายในระยะต่อไป ดร.กอบศักดิ์ ชี้ให้เห็นว่าเพียงแค่มาตรการตอบโต้สองระลอกแรกนี้ ก็ส่งผลให้หลายประเทศต้องเผชิญกับความยากลำบากที่เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับมาตรการ Reciprocal Tariffs รอบแรกที่ตกลงกันไว้เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เนื่องจากมีประเทศนับร้อยที่เคยได้อัตราภาษี 10% จะต้องแบกรับภาระภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 15% อาทิ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งก่อนหน้านี้มีท่าทีสงวนท่าทีมาโดยตลอดเนื่องจากได้รับความได้เปรียบจากอัตราภาษีที่ต่ำสุด แต่ในรอบนี้สิงคโปร์จะสูญเสียแต้มต่อดังกล่าวและเผชิญความยากลำบากเช่นเดียวกับสหราชอาณาจักร ที่เคยได้ข้อตกลงแรกของ Reciprocal Tariffs ที่ดีที่สุดในอัตรา 10% ก็จะได้รับผลกระทบทางลบเช่นเดียวกัน
สำหรับภูมิภาคยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ยังคงต้องเผชิญกับอัตราภาษีที่ระดับ 15% ในขณะที่ประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มอาเซียน ซึ่งเดิมเคยเผชิญกับอัตรา 19-20% นั้น ปัจจุบันแม้จะต้องจ่ายในอัตราที่ลดลงเล็กน้อย แต่กลับต้องแลกมาด้วยความไม่แน่นอนที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง จากเดิมที่เคยมีข้อตกลงและสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ดร.กอบศักดิ์ ได้ทิ้งท้ายด้วยข้อกังวลที่สำคัญที่สุดว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น และเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าจะมีมาตรการตอบโต้เป็นหมัดที่สาม สี่ ห้า หก และเจ็ด ตามมาอีกอย่างต่อเนื่องหลังจากนี้