โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับตา SET ยืนเหนือ 1,500 จุด ชูสะสม 16 หุ้น Laggard เป้าต่างชาติไล่เก็บ

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ หลังจากกระแสเงินทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาอันสั้นภายหลังการเลือกตั้งต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเมืองและแนวโน้มเศรษฐกิจไทย

เพียง 10 วันทำการ เม็ดเงินต่างชาติไหลกลับเข้าตลาดมากกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของเงินที่เคยไหลออกทั้งรอบก่อนหน้า ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนเปลี่ยนจากความระมัดระวังสู่การมองหาโอกาส โดยเฉพาะหุ้น Laggard ที่ราคายังไม่สะท้อนพื้นฐาน และเริ่มมีสัญญาณ Smart Money เข้าสะสม

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า นักลงทุนต่างชาติหวนกลับเข้ามาลุยซื้อหุ้นไทย ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบระดับ 1,500 จุด พร้อมเปิดรายชื่อหุ้น Laggard ที่น่าสะสม

หากย้อนกลับไปดูสถิติในช่วง 1 ปี 4 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม 2568 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทยมาอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นมูลค่าเงินไหลออกสูงถึงประมาณ 1.1 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปหลังการเลือกตั้งในไทยเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยภายในระยะเวลาเพียง 10 วันทำการ ระหว่างวันที่ 9–19 กุมภาพันธ์ นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิสูงถึง 5.6 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของเม็ดเงินที่เคยไหลออกตลอดช่วงก่อนหน้า

จากการคำนวณของฝ่ายวิจัย พบว่าต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนต่างชาติในการเข้าซื้อรอบล่าสุดอยู่ที่บริเวณดัชนีประมาณ 1,430 จุด ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวรับเชิงจิตวิทยาที่สำคัญ หากดัชนีมีการปรับฐานในระยะถัดไป

ในช่วงที่ดัชนีปรับตัวขึ้นมาแล้วระดับหนึ่ง การไล่ซื้อหุ้นที่ราคาปรับขึ้นไปมากอาจมีความเสี่ยงด้านความผันผวน ดังนั้น กลยุทธ์ที่น่าสนใจในช่วงนี้คือการมองหาหุ้น Laggard หรือหุ้นที่ราคายังปรับขึ้นไม่ทันตลาด แต่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง และเริ่มเห็นเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าสะสม

จากข้อมูลเชิงสถิติ ฝ่ายวิจัยได้คัดกรองหุ้นที่เข้าเกณฑ์จำนวน 16 บริษัท โดยใช้เงื่อนไขสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

1.ราคาหุ้นยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดยราคาปัจจุบันยังต่ำกว่าช่วงวันที่ 18 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของดัชนีรอบก่อน

2.Valuation ถูกลง โดยราคาหุ้นปรับตัวลดลงมากกว่าการลดลงของค่า Trailing P/E สะท้อนความเป็นหุ้น Undervalued

3.Smart Money เข้า โดยเป็นหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยซื้อสุทธิตั้งแต่ช่วงวันที่ 9–18 กุมภาพันธ์ 2569

สำหรับหุ้นที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือก แบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่

-กลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยว ได้แก่ BDMS, AWC และ SHR

-กลุ่มค้าปลีกและพาณิชย์ ได้แก่ CPN, CBG, OSP, SINGER และ MC

-กลุ่มการเงิน ได้แก่ KTC และ MTC

-กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค ได้แก่ RATCH, CKP, GUNKUL และ EPG

กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ได้แก่ AMATA และ SJWD

ฝ่ายวิจัยมองว่าหุ้นในกลุ่มดังกล่าวมีโอกาสฟื้นตัวตามทิศทาง Fund Flow ต่างชาติ และอาจเป็นเป้าหมายสำคัญของการลงทุนในช่วงที่ตลาดอยู่ในรอบฟื้นตัว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...