9 ปี รถเมล์-รถไฟฟรี ใช้งบฯ มากกว่า 3.73 หมื่นล้านบาท
วันนี้ (18 ต.ค.2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เดือนตุลาคมจะเป็นเดือนสุดท้ายที่มาตรการรถเมล์ รถไฟฟรีจะสิ้นสุดโครงการ หลังทุกรัฐบาลต่ออายุมาตรการมาแล้ว 23 ครั้ง ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2551 ถึงตุลาคม 2560 หรือเกือบ 10 ปี
ใช้งบประมาณดำเนินการกว่า 37,300 ล้านบาท แบ่งเป็นมาตรการรถเมล์ฟรี ประมาณ 28,000 ล้านบาท และรถไฟฟรีกว่า 9,300 ล้านบาท สร้างภาระแก่รัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการให้เกิดภาวะขาดทุนต่อเนื่อง
นายทนงศักดิ์ พงษ์ประเสริฐ รองผู้ว่าการ กลุ่มธุรกิจการเดินรถ รฟท. กล่าวว่า ได้รับงบประมาณอุดหนุนจากรัฐบาลประมาณปีละ 1,000 -2,000 ล้านบาท จากต้นทุนการบริหารโครงการจริงปีละ 3,000 ล้านบาท โดยยอมรับว่าการดำเนินการที่ผ่านมา อาจไม่ได้ช่วยผู้มีรายได้น้อยตามเจตนารมณ์เต็มที่ แต่การนำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาใช้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโครงการ
“ต้นทุนค่าตั๋ว เราใช้ราคาค่าโดยสารเดิม ซึ่งเราไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรเลย ไม่ได้ปรับราคามาร่วม 20 ปี เป็นต้นทุนที่ต่ำกว่าข้อเท็จจริงอยู่แล้ว” นายทนงศักดิ์ กล่าว
ส่วนรถเมล์ฟรีขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ออกวิ่งให้บริการคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล วันละ 800 คัน มีผู้ใช้บริการเฉลี่ยวันละ 600,000 คน มีค่าใช้จ่ายวันละประมาณ 8,000,000 บาท หรือปีละกว่า 2,900 ล้านบาท
โดยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ผู้มีรายได้น้อยต้องนำบัตรสวัสดิการไปใช้บริการ ขสมก.และรถไฟ ในวงเงิน 500 บาทต่อเดือนแทน
ทั้งนี้ มาตรการลดค่าครองชีพเริ่มจากยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เศรษฐกิจไทยซบเซา เพราะผลจากวิกฤตการเงินโลก หรือ แฮมเบอร์เกอร์ ไคร์ซิส ปี 2551 มาตรการนี้จึงถูกประกาศออกมาช่วยเหลือประชาชน ยุคนั้นมีมาตรการช่วยเหลือน้ำ-ไฟ-รถไฟ-รถเมล์ แต่มี 2 มาตรการที่ต่ออายุสูงสุด 23 ครั้งคือ รถเมล์ รถไฟฟรี ซึ่งรัฐบาลแบกภาระงบประมาณกว่า 37,000 ล้านบาท