ถกโรงกลั่นฯเพิ่มนำเข้าน้ำมัน 3 ประเทศ ด้านผู้ค้าค้านสำรอง 3%
นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ได้ลงนามในประกาศ 2 ฉบับ ตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งประกาศฉบับแรกเป็นการระงับการส่งออกน้ำมัน 4 ประเภท ได้แก่ กลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ , ดีเซล,น้ำมันเครื่องบิน JET A1 และก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี ) ยกเว้น การส่งออกไปเมียนมาและ สปป.ลาว ,การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปในคลังสินค้าฑัณฑ์บน ที่เป็นการนำเข้าเพื่อส่งออก และน้ำมันที่ไม่ได้สเปคสำหรับการใช้ในประเทศ
ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวจะทำให้มีปริมาณน้ำมันในประเทศเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่มีการส่งออก 20 ล้านลิตรต่อวัน ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกไป สปป.ลาวประมาณ 5 ล้านติตรต่อวัน และส่งออกไป เมียนมา ไม่ถึง 1 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเหตุผลที่ยังต้องส่งออกไป 2 ประเทศนี้ ก็เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจระหว่างกันเนื่องจากมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนพลังงานร่วมกับไทย
ขณะที่ประกาศ ฉบับที่ 2 เป็นการเพิ่มสำรองน้ำมันทางกฏหมาย ของผู้ค้าน้ำมันโดยทยอยเพิ่มสัดส่วนจากปัจจุบัน 1% หรือ 3.5 วัน เป็น 1.5% ในวันที่ 31 มี.ค. และเพิ่มเป็น 3 % หรือ 10.5 วัน ในวันที่ 30 เม.ย. 69 ซึ่งในส่วนนี้ แม้ว่าผู้ค้าอาจจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็นับว่าเพิ่มไม่มากนัก เพราะได้มีการงดการส่งออกก็นำส่วนนี้มาสำรองเพิ่ม
อย่างไรก็ตามทางกรมธุรกิจพลังงานได้เรียกประชุมโรงกลั่นน้ำมันและผู้ค้าน้ำมัน เพื่อหาความร่วมมือวางแผนป้องกันการขาดแคลนและลดปัญหาการกักตุนของผู้ใช้น้ำมันทั้งภาคประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจ โดยในส่วนของโรงกลั่นน้ำมันจะไม่มีการเพิ่มสำรองน้ำมันทางกฏหมายจาก ปัจจุบันที่สำรองอยู่ 6% ทางโรงกลั่นฯยืนยันว่า ขณะนี้ได้เจรจาทยอยนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯ แอฟริกาใต้ และมาเลเซีย มาทดแทนสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางที่มีสัดส่วน 50% ของกำลังกลั่น ส่งผลให้ภาพรวมตัวเลขน้ำมันสำรองเพิ่มจาก60 วัน เป็น 95 วัน
ด้านนายรังสรรค์ พวงปราง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงินและความยั่งยืน บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ผู้ค้าน้ำมันแบรนด์ PT กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับมาตรการเพิ่มสำรองน้ำมันในช่วงนี้ เนื่องจาก ปัจจุบันราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง หากซื้อน้ำมันในปริมาณมากมาเก็บสต๊อกไว้ เมื่อราคาในตลาดโลกปรับลดลง จะทำให้เกิดปัญหาขาดทุนสต๊อกหรือ Stock Loss ได้แล้วใครจะรับผิดชอบ
ปัจจุบันผู้ค้าก็ได้ทำการสำรองน้ำมันตามกฏหมายในปริมาณสูงอยู่แล้ว โดยโรงกลั่นฯที่ส่งน้ำมันช่วยรับภาระได้หรือไม่ ดังนั้นการจะให้เพิ่มสำรองน้ำมันเป็น 3% มองว่าเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ค้า จึงอยากให้ชะลอไว้ก่อน และอยากให้มีการหารือร่วมกันในรายละเอียดให้ชัดเจนกว่านี้
ด้านนายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเพิ่มสำรองน้ำมันจาก 1% เป็น 3% จะทำให้ผู้ค้ามีรายจ่ายเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับช่วงนี้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น หากเพิ่มสำรองน้ำมันแล้วเกิดปัญหา Stock Loss แล้วใครจะรับผิดชอบ โดยมองว่าแนวทางที่เป็นไปได้อาจจะเพิ่มสำรองในระดับ 1.5% น่าจะพอรับไหว