พาณิชย์ลุยไล่บี้ลดราคาสินค้า หลังต้นทุนพลังงาน-ค่าขนส่งคลี่คลาย
วันนี้ (2 ก.ค.2569) นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่ากระทรวงฯ มีการติดตามสถานการณ์ราคาพลังงาน และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานอย่างต่อเนื่อง หลังจากราคาเริ่มปรับตัวลดลง ทำให้ต้นทุนสินค้าหลายรายการปรับตัวลดลงด้วย โดยเฉพาะสินค้าที่เคยได้รับผลกระทบด้านต้นทุน อย่างปุ๋ยเคมี และเม็ดพลาสติก ที่ปัจจุบันมีต้นทุนลดลง
ซึ่งหารือกับสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและจำหน่ายปุ๋ยเคมีไปแล้ว ให้ปรับราคาให้สอดคล้องกับต้นทุน โดยขณะนี้ปริมาณปุ๋ยและราคาปุ๋ย เริ่มคลี่คลาย จากเดิมราคาปุ๋ยยูเรียเคยขึ้นไปอยู่ที่ 1,400-1,500 บาทต่อกระสอบ ลดลงมาเหลือ 1,200-1,300 บาทต่อกระสอบ แนวโน้มหลังจากนี้ ก็น่าจะคลี่คลายลงเรื่อย ๆ เพราะการนำเข้าไม่หยุดชะงัก ปริมาณมีเพียงพอ และราคาก็น่าจะเป็นไปในทิศทางที่เป็นบวกต่อเกษตรกรมากขึ้น
สำหรับเม็ดพลาสติก กระทรวงพาณิชย์ได้มีการหารือร่วมกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการแล้ว โดยสถานการณ์ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ราคาถุงร้อน ถุงแกง ที่เคยขึ้นไป 47-51 บาท/กก. ปรับลดลงมาเหลือ 42-45 บาท/กก. ขณะที่บรรจุภัณฑ์อื่น ๆ ทิศทางราคาก็เริ่มปรับลดลง
อย่างไรก็ตาม กระทรวงจะติดตามสถานการณ์สินค้า ที่เคยได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและค่าขนส่ง ที่มีการปรับขึ้นราคาไปก่อนหน้านี้ และบางรายการที่มีการปรับขึ้นราคาสินค้าไปแล้ว ก็จะขอความร่วมมือให้ปรับลดราคาให้สอดคล้องกับต้นทุน โดยที่ผ่านมา แม้จะมีผู้ผลิตหลายราย ขอปรับขึ้นราคา เช่น สบู่ แชมพู แต่กรมการค้าภายใน ก็ขอความร่วมมือให้ตรึงราคาไว้ หรือบางรายการ เช่น น้ำมันปาล์ม ที่ได้อนุมัติให้ปรับขึ้นราคา ก็ต้องไปติดตามดูว่าปัจจุบัน ราคาสอดคล้องกับต้นทุนหรือไม่ หากต้นทุนลด ก็ควรจะปรับลดราคาลงมาด้วย
นอกจากนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ยังสั่งการให้กรมการค้าภายใน ไปตรวจสอบและติดตามต้นทุนสินค้าทุกรายการ หลังจากที่ราคาพลังงานปรับลดลง เพื่อกำกับดูแลสินค้าให้เหมาะสม และไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบประชาชน เพราะในช่วงที่ต้นทุนสูงขึ้น สินค้าที่เคยได้รับการให้ปรับราคา เมื่อต้นทุนลดลง ก็ต้องปรับลดราคาลงมาด้วย
โฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวอีกว่า กระทรวงฯ เดินหน้าแก้ไขปัญหาสินค้ากุ้ง ให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง หลังจากเจอปัญหามาเลเซียห้ามนำเข้ากุ้ง 5 สายพันธุ์ ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2569 ทำให้มีผลผลิตตกค้างประมาณ 300-400 ตันต่อเดือน จากยอดส่งออกไปมาเลเซียทั้งปีอยู่ที่ 3,400 ตัน โดยล่าสุดช่วยระบายผลผลิตให้กับเกษตรกรผ่านช่องทางต่าง ๆ ไม่มีผลผลิตตกค้างแล้ว และยังสามารถเพิ่มความต้องการกุ้ง ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งสามารถระบายผลผลิตได้ต่อเนื่อง
ขณะนี้สำนักงานพาณิชย์จังหวัด 40 แห่ง จัดโครงการรณรงค์บริโภคกุ้ง โดยซื้อกุ้งจากเกษตรกรนำไปจำหน่าย จังหวัดละ 10 ตัน มีการเชื่อมโยงกุ้งนำไปขายในห้างโมเดิร์นเทรด 500 ตัน และประสานผู้ประกอบการห้องเย็น เข้าไปรับซื้ออีก 2,000 ตัน ทำให้มีปริมาณความต้องการกุ้งรวม 2,900 ตัน แต่ไม่ได้จบเพียงเท่านี้ ยังมีการดำเนินการต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์กุ้งจะคลี่คลาย โดยทราบข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า น่าจะมีข่าวดีในเร็ว ๆ นี้
สำหรับมะพร้าวแกงในแหล่งผลิตสำคัญ ทั้งประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และชุมพร ที่ประสบปัญหาด้านราคา หลังผลผลิตออกสู่ตลาดมากได้ประสานโรงงานแปรรูปมะพร้าว และล้ง ให้เพิ่มการรับซื้อจากเกษตรกรโดยตรง เป้าหมาย 9 ล้านลูก และยังร่วมมือกับโรงงานแปรรูปในประเทศ ให้ซื้อมะพร้าวในประเทศเป็นหลักก่อน เพราะช่วงนี้ผลผลิตกำลังออกสู่ตลาด ทำให้สถิติการนำเข้าลดลงต่อเนื่อง โดยช่วง 5 เดือน ปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) นำเข้ามะพร้าวลูก ลด 60% และกะทิแช่แข็ง ลด 50%
ส่วนมะพร้าวน้ำหอม ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลังจากที่เข้าไปจัดการปัญหานอมินี การกดราคารับซื้อ ทำให้ราคาปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ลูกละ 12-14 บาท จากช่วงเดือน มี.ค.2569 ลูกละ 3-5 บาท และยังแก้ไขปัญหาน้ำมะพร้าวปลอมปน ที่ส่งผลให้ใช้น้ำมะพร้าวแท้ลดลง และกระทบต่อราคาขายของเกษตรกร ซึ่งหลังจากเข้าไปตรวจสอบและเข้มงวด ทำให้มีการรับซื้อมะพร้าวน้ำหอม ไปทำน้ำมะพร้าวน้ำหอมเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อราคาสูงขึ้น
อ่านข่าว:
ครม.ไฟเขียว กำหนดสินค้า–บริการควบคุม 66 รายการ
กกร. เห็นชอบคงสินค้า-บริการ 66 รายการ เป็นสินค้าควบคุมอีก 1 ปี