20 วัตถุดิบล้ำค่าแห่งเกาะอาวาจิ ดินแดนแห่งอาหารในจังหวัดเฮียวโกะ!
เกาะอาวาจิ เป็นเกาะในจังหวัดเฮียวโกะ อยู่ระหว่างเกาะฮอนชูและเกาะชิโกกุ เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในทะเลเซโตะอุจิ แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงในหมู่คนท้องถิ่นและยังเป็นที่รู้จักในด้านทัศนียภาพอันงดงามรวมไปถึงอาหารรสเลิศ โดยเกาะนี้มีสภาพอากาศอบอุ่นตลอดทั้งปีและดินที่อุดมสมบูรณ์ทำให้กลายเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบชั้นยอดมากมายจนได้รับการขนานนามว่า “ดินแดนแห่งอาหาร” วันนี้เราจะพาไปดูวัตถุดิบขึ้นชื่อทั้ง 20 ชนิดที่ควรค่าแก่การไปลองทานหากได้ไปเที่ยว!
1. เนื้ออาวาจิ
เกาะอาวาจิมีการอนุรักษ์และสืบทอดคุณภาพของ เนื้ออาวาจิ ด้วยการคัดเลือกแม่พันธุ์ที่ดีเยี่ยมและการผสมข้ามสายพันธุ์อย่างเป็นระบบ ในบรรดาวัวที่เลี้ยงดูภายใต้แสงแดดอันอ่อนโยนและดินแดนที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่พัดพามาตามลมทะเล มีเพียงวัวที่ผ่านมาตรฐานการรับรองที่เข้มงวดเท่านั้นที่จะได้ชื่อว่าเป็นเนื้ออาวาจิ ซึ่งถือเป็นเนื้อวัวคุณภาพสูงที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน เนื้ออาวาจิแบรนด์ดังที่สายเนื้อจะต้องรู้จักแน่นอนก็คือเนื้อมัตสึซากะและเนื้อโกเบ เนื้ออาวาจิมีจุดหลอมเหลวต่ำและมีเส้นใยอัดแน่นอยู่ในกล้ามเนื้อ ทำให้ได้เนื้อสัมผัสที่อร่อยพร้อมความหวานและรสชาติอันหรูหราที่กระจายอยู่ในปาก
2. หอมใหญ่
หอมใหญ่ในฤดูใบไม้ร่วงถือเป็นผักตัวแทนความอุดมของเกาะ โดยมีการเริ่มปลูกหอมใหญ่บนเกาะอาวาจิเมื่อประมาณปี 1890 และเนื่องจากบนเกาะมีสภาพอากาศอบอุ่นตลอดทั้งปีโดยมีอุณหภูมิเฉลี่ย 16 องศาและมีแสงแดดที่ยาวนาน จึงเหมาะสำหรับการปลูกหอมใหญ่อย่างมาก หอมใหญ่อาวาจินั้นขึ้นชื่อในเรื่องความนุ่มและความหวานกำลังดี จากการวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีเกษตร ป่าไม้ และประมงจังหวัดเฮียวโกะ พบว่ามีปริมาณน้ำตาลซึ่งเป็นส่วนประกอบที่ให้ความหวานอยู่ที่ประมาณ 9-10% ซึ่งสูงกว่าหอมใหญ่ในพื้นที่การผลิตอื่น ๆ และมีกรดไพรูวิคที่ให้ความฉุนน้อยกว่าที่อื่น
3. ปลาเอบิสึได
ปลาเอบิสึได เป็นปลาทะเลที่อาศัยอยู่ในกระแสน้ำเชี่ยวของช่องแคบอากาชิกับช่องแคบนารูโตะ มีเนื้อหนาชุ่มฉ่ำเต็มปากเต็มคำ สามารถนำไปทำได้หลากหลายเมนู ความจริงแล้วปลาเอบิสึไดเป็นคำเรียกโดยรวมสำหรับปลาไทที่จับได้บริเวณเกาะอาวาจิ ซึ่งรอบ ๆ เกาะนั้นก็มีด้วยกันอยู่ 3 ช่องแคบ ได้แก่
- ช่องแคบนารูโตะ
- ช่องแคบอากาชิ
- ช่องแคบคิตัน
ช่องแคบเหล่านี้ก็จะมีปูและกุ้งที่เป็นอาหารของปลาเอบิสึไดอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งด้วยกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวทำให้ปลาต้องเคลื่อนไหวมากกว่าปกติ กล้ามเนื้อจึงมีความแน่นและอร่อยเป็นพิเศษ ปลาชนิดนี้ยังสามารถจับได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย โดยปลาไทในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนจะเรียกว่า “โมมิจิได” มีไขมันมากและอร่อยที่สุด ส่วนปลาไทในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนจะเรียกว่า “ซากุระได” มีรสชาติอ่อน ๆ ที่น่าดึงดูด
4. ปลาปักเป้าเสือ
ปลาปักเป้าเสือ หรือ โทระฟุกุ ถูกเลี้ยงในแหล่งธรรมชาติที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุเป็นเวลานาน 3 ปี ทำให้ได้เนื้อปลาชั้นเลิศที่มีรสชาติอร่อย เนื้อสัมผัสแน่นและแตกต่างไปจากปลาปักเป้าที่จับได้ตามธรรมชาติ ปลาปักเป้าเสือถือเป็นปลาปักเป้าระดับชั้นเลิศที่สหกรณ์ประมงฟุคุระได้ดำเนินการเพาะเลี้ยงมาเป็นเวลานาน 40 ปี การเลี้ยงปลาปักเป้าให้มีอายุ 3 ปีจะทำให้ปลามีน้ำหนักถึง 1.2-1.8 กิโลกรัม ซึ่งโดยปกติจะใช้เวลาเลี้ยงเพียง 2 ปีเท่านั้น และตอนนี้ก็กลายเป็นอาหารจานพิเศษยอดนิยมของเกาะที่สามารถลิ้มรสได้เฉพาะในฤดูหนาว
5. ปลาฮาโมะ
ปลาฮาโมะ เป็นปลาที่มีความสำคัญมาตั้งแต่อดีต เนื่องจากเกาะนี้เคยส่งปลาฮาโมะไปที่ราชสำนักเกียวโต และถือเป็นปลาที่ได้ชื่อว่าอึดถึกทนอย่างมาก! เพราะในยุคที่ยังไม่มีเทคโนโลยีเก็บรักษาความเย็นก็ยังสามารถส่งตรงปลาชนิดนี้ไปยังเกียวโตและโอซาก้าได้แบบยังมีชีวิตอยู่ ปลาฮาโมะจึงมีคุณค่าเป็นพิเศษในเกียวโตและโอซาก้า และเป็นปลาที่ขาดไม่ได้สำหรับเทศกาลกิออนหรือเทศกาลฮาโมะของเกียวโต รวมถึงเทศกาลเท็นจินของโอซาก้า
ปลาฮาโมะในฤดูร้อนมีรสชาติอร่อยมากและสามารถทำอาหารได้หลากหลายรูปแบบ นอกจากสุกี้ปลาฮาโมะซึ่งเป็นอาหารท้องถิ่นสุดคลาสสิกที่เป็นที่ชื่นชอบมายาวนานแล้ว ยังมีการครีเอตไปถึงพิซซ่า นักเก็ต ข้าวหน้าต่าง ๆ และอาหารสไตล์ตะวันตก เป็นวัตถุดิบที่สามารถรังสรรค์ได้หลากหลายตั้งแต่เมนูคลาสสิกไปจนถึงเมนูสมัยใหม่
6. ปลาชิราสุ
ปลาชิราสุ ถือเป็นตัวแทนของอาหารทะเลของเกาะ โดยเป็นปลาขนาดเล็กที่มีความยาวประมาณ 35 มิลลิเมตรหรือน้อยกว่า ส่วนใหญ่จับได้ตามแนวชายฝั่งแปซิฟิกตั้งแต่จังหวัดอิบารากิไปจนถึงจังหวัดคาโกชิมะและทะเลเซโตะอุจิ นำไปทำอาหารได้หลากหลายอย่างคามาอาเกะ หรือตากแห้ง
การจับปลาชิราสุจะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน วิธีการจับปลาชิราสุของเกาะอาวาจินั้นยังมีลักษณะพิเศษคือจะใช้เรือประมง 2 ลำในการลากอวนและมีเรือบรรทุก 1 ลำที่จะนำปลาไปส่งยังท่าเรือทันทีหลังจับได้เพื่อคงความสดให้ได้มากที่สุด ด้วยเหตุนี้ เกาะแห่งนี้จึงถือเป็นแหล่งของปลาชิราสุที่มีชื่อเสียงและให้ความสำคัญเรื่องความสดเป็นอย่างมาก
7. ปลาซาวาระ
ปลาซาวาระ เป็นปลาประจำฤดูใบไม้ผลิ มีความยาวกว่า 1 เมตร ปากขนาดใหญ่ ฟันแหลมคม ด้านข้างลำตัวมีจุดสีดำ และมีชื่อเรียกต่างกันตามขนาดตัว หากน้ำหนักน้อยกว่า 2 กิโลกรัมจะเรียกว่า “ซาโกชิ” หากน้ำหนักเกินกว่า 2 กิโลกรัมจึงจะเรียกว่า “ซาวาระ” ในฤดูหนาวจะอาศัยอยู่ในน้ำลึกของมหาสมุทรแปซิฟิก และในฤดูใบไม้ผลิจะมาวางไข่ที่ทะเลเซโตะอุจิ ปลาซาวาระชอบวางไข่ในบริเวณที่มีกระแสน้ำพัดเบา ๆ ทำให้สามารถจับปลาซาวาระได้มากที่ทะเลรอบ ๆ โกชิกิฮามะที่ซึ่งกระแสน้ำอ่อนที่สุด อีกทั้งยังเป็นปลาที่ขาดไม่ได้ในวันมงคลหรือวันแห่งการเฉลิมฉลอง มีรสชาติหวานสดชื่นและละลายในปากเหมือนจูโทโร่ ว่ากันว่าถ้าทานแบบสดจะอร่อยมากจนแทบจะเลียจานเลยทีเดียว
ดูโพสต์นี้บน Instagram
8. ปลาซากุระมาสุ
ปลาซากุระมาสุ เกิดในแม่น้ำโดยเป็นลูกของปลายามาเมะ แต่เมื่อไปเติบโตในทะเลก็จะกลายเป็นปลาซากุระมาสุ อาศัยในกระแสน้ำเชี่ยวในช่องแคบนารูโตะ และด้วยความที่ในทะเลมีอาหารมากมายไม่เหมือนกับในแม่น้ำ ปลาซากุระมาสุจึงสามารถเติบโตได้ขนาดใหญ่กว่า 50 เซนติเมตร! และจะกลับคืนสู่แม่น้ำในช่วงฤดูดอกซากุระบาน แต่เนื่องจากการสร้างเขื่อน ฝายกั้นน้ำ รวมถึงมลพิษทางน้ำ ที่อยู่อาศัยของพวกมันจึงลดลง ปลาตามธรรมชาติจึงหายากมากจนต้องมีการเพาะเลี้ยงโดยผู้เชี่ยวชาญ และมีชื่อเสียงจนว่ากันว่าเป็นปลาคุณภาพสูงที่ได้รับการยกย่องจากร้านอาหารมากมาย แม้จะมีไขมันมากแต่ก็มีความบางเบาที่แสนอร่อย จัดเป็นวัตถุดิบพิเศษของเกาะที่สามารถทานได้เฉพาะฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น
9. มะเดื่อ
มะเดื่อ อุดมไปด้วยสารอาหาร มีความนุ่มชุ่มฉ่ำ เชื่อว่าเป็นผลไม้แห่งความเยาว์วัยและอายุยืนยาว และว่ากันว่าเป็นผลไม้ที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ ประวัติศาสตร์ของต้นมะเดื่อบนเกาะอาวาจินั้นย้อนกลับไปในปี 1980 เมื่อมีการนำต้นมะเดื่อมาปลูกในเมืองโกชิกิเพื่อเป็นพืชในนาข้าว นี่คือจุดเริ่มต้นของการผลิตมะเดื่อบนเกาะอาวาจิมาจนถึงปัจจุบัน โดยจังหวัดเฮียวโกะยังมีปริมาณการผลิตมะเดื่อมากเป็นอันดับ 4 ของประเทศ และเมืองอาวาจิก็มีปริมาณการส่งออกมากเป็นอันดับ 2 ของจังหวัด
มะเดื่อของเกาะอาวาจินั้นกำลังได้รับความสนใจในฐานะวัตถุดิบใหม่ยอดนิยมในฤดูใบไม้ร่วง จุดเด่นคือมีขนาดใหญ่และรสหวาน มีระยะเวลาจัดส่งตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมถึงกลางเดือนพฤศจิกายนซึ่งนานกว่ามะเดื่อจากที่อื่น ๆ ประมาณ 2 สัปดาห์ พันธุ์ส่วนใหญ่ที่ปลูกบนเกาะอาวาจิคือ “มาซุย โดฟิน” ซึ่งเป็นแบรนด์หลักของญี่ปุ่น มีปริมาณน้ำตาลและคุณภาพสูงสุด
10. ส้มนารูโตะ
ดูโพสต์นี้บน Instagram
ส้มนารูโตะ มีถิ่นกำเนิดบนเกาะอาวาจิ เป็นสายพันธุ์หายากเฉพาะถิ่น เกิดจากเมล็ดของส้มโทคังที่หว่านในสวนโดยผู้ดูแลตระกูลฮาจิสึกะเมื่อประมาณ 200 ปีที่แล้ว ซึ่งส้มชนิดนี้ก็ยังมีการปลูกเฉพาะบนเกาะเท่านั้นโดยไม่มีการผสมข้ามสายพันธุ์ด้วย ทั้งนี้เนื่องจากยังไม่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ ผลส้มชนิดนี้จึงร่วงหล่นและเสียหายได้ง่าย ทำให้เกิดการสูญเสียมูลค่าทางการค้า และมีอัตราการเก็บเกี่ยวไม่ค่อยสู้ดีนัก นอกจากนี้ผิวเปลือกยังไวต่อโรค ทำให้กลายเป็นพันธุ์ที่ผลิตได้ยาก มีราคาสูง
แต่ต่อมาเมื่อเข้าสู่ช่วงต้นสมัยโชวะ เนื่องด้วยการผลิตลดลงและปัญหาเรื่องความอยู่รอด จึงมีการรีแบรนด์ส้มสายพันธุ์นี้ในฐานะแบรนด์ของเกาะอาวาจิ และในปี 2018 ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ส้มนารูโตะเกาะอาวาจิ” ที่มีความโดดเด่นด้วยกลิ่นหอมเข้มข้นของเปลือกและน้ำรสเปรี้ยวอมหวานปมขมเบา ๆ
11. ไข่หอยเม่น
ในบรรดาเม่นทะเลกว่า 100 สายพันธุ์ อากะอูนิ หรือ ไข่หอยเม่นของยูระ ถือเป็นวัตถุดิบหายากและมีราคาแพง พวกมันอาศัยอยู่ใต้โขดหินในน้ำลึก หากได้รับการกระทบกระเทือนแม้แต่น้อยก็ตายได้ง่าย ทำให้จับได้ยากและต้องลดจำนวนการจับลงทุกปี ส่วนใหญ่จับได้ที่ฮิกาชิอุระและต้องใช้วิธีดำน้ำลงไปจับอย่างระมัดระวัง หรือที่ท่าเรือยูระก็เป็นที่รู้จักทั่วประเทศในด้านอาหารทะเลคุณภาพสูง โดยเฉพาะอากะอูนิที่จับในฤดูร้อนจะได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม มีเอกลักษณ์เฉพาะด้วยรสหวานและเข้มข้น สีสด สัมผัสได้ถึงรสชาติที่แท้จริงจากทะเล ถือเป็นวัตถุดิบคุณภาพสูงที่เสิร์ฟในร้านอาหารและร้านซูชิในญี่ปุ่นฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นแหล่งผลิตส่วนใหญ่
12. ผักกาดแก้ว
โพสต์ที่แชร์โดย YURI⌇マタニティ&産前産後ケア✽フェムケア✽サロン経営講師 (@yuri_airy)
ผักกาดแก้ว ของเกาะอาวาจิส่วนใหญ่เพาะปลูกในเมืองมินามิอาวาจิด้วยปุ๋ยหมักจากมูลวัวและสภาพอากาศที่อบอุ่น ทำให้ได้ผักกาดแก้วหัวใหญ่ นุ่มฟู และหวานกรอบ มีปริมาณการจัดส่งอยู่ที่อันดับ 5 ของประเทศ และจัดส่งทั่วประเทศเป็นเวลา 7 เดือนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนพฤษภาคม โดยเมื่อถึงช่วงฤดูหนาวตั้งแต่ประมาณเดือนธันวาคมจะเริ่มคลุมพลาสติกบนแปลงผักเหมือนเป็นเรือนกระจกเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผักกาดแก้วเติบโตได้ง่ายขึ้น และสิ่งสำคัญที่สุดคือการเก็บเกี่ยวในเวลาที่เหมาะสม เหล่าเกษตรกรในท้องถิ่นสามารถกะช่วงเวลาเก็บเกี่ยวได้อย่างชำนาญ ทำให้ได้ผักกาดแก้วที่มีความหวานอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเกาะอาวาจิ
13. หมึกมาดาโกะ
หมึกมาดาโกะ หรือ หมึกยักษ์แห่งเกาะอาวาจิ อาศัยอยู่บริเวณช่องแคบอากาชิ พื้นที่รอบ ๆ ช่องแคบเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่เป็นอาหารของหมึกทำให้พวกมันอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ อีกทั้งในสภาพที่มีกระแสน้ำเชี่ยวจึงมีหนวดที่หนาและสั้นเพื่อกันไม่ให้โดนกระแสน้ำพัดไป น้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1 กิโลกรัม ตัวใหญ่สามารถหนักถึง 4 กิโลกรัม
หมึกที่จับในพื้นที่กระแสน้ำเชี่ยวบริเวณช่องแคบอากาชิจะเรียกว่า “อากาชิดาโกะ” เป็นหมึกยักษ์ที่มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ จังหวัดเฮียวโกะมีปริมาณการจับหมึกยักษ์ที่โดดเด่นมากที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น จึงถือเป็นวัตถุดิบที่คนในท้องถิ่นคุ้นเคย ชาวประมงจะจับโดยใช้อวนลากเล็ก ๆ หรือลอบในการดักจับ เมื่อนำไปต้มจะมีสีเหมือนถั่วแดง มีกลิ่นหอมหวานและรสชาติที่ละเอียดอ่อน
14. บิวะ
ลูกบิวะ ภาษาอังกฤษเรียกว่า โลควอท ภาษาไทยเรียกว่าผีผาหรือปี่แป่ เป็นผลไม้รูปทรงไข่ สีส้ม มีขนปกคลุม ฉ่ำน้ำ รสหวานอมเปรี้ยว เพาะปลูกให้เติบโตตามธรรมชาติด้วยอากาศบริสุทธิ์ มีลมทะเลที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุจากทะเลและแสงแดดที่เพียงพอ บิวะของบริเวณโฮคุดันจะเพาะปลูกบนเนินเขาที่มีการระบายน้ำได้ดีทำให้มีผลขนาดใหญ่และมีรสหวาน ส่วนบิวะของแถบนาดะปลูกบนเนินที่หันหน้าไปทางทิศใต้และมีการระบายน้ำได้ดีทำให้มีปริมาณน้ำตาลสูง
สำหรับความเป็นมาของการปลูกบิวะบนเกาะอาวาจินั้นยาวนานโดยเริ่มจากการนำพันธุ์ “ทานากะ” ที่ลูกใหญ่และอร่อยเข้ามาปลูกราวปีเมจิที่ 33 และด้วยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม บิวะของเกาะอาวาจิจึงเป็นผลไม้แสนอร่อยขึ้นชื่ออย่างหนึ่งประจำเกาะ นอกจากนี้ จังหวัดเฮียวโกะยังเป็นหนึ่งในพื้นที่ผลิตบิวะชั้นนำในญี่ปุ่น และลูกบิวะส่วนใหญ่ที่จำหน่ายในจังหวัดก็ผลิตบนเกาะอาวาจิ
15. สาหร่ายโนริ
สาหร่ายโนริ ได้รับความนิยมในฐานะอาหารที่ต้องมีติดโต๊ะมาตั้งแต่สมัยโบราณ การปลูกสาหร่ายโนริก็เป็นที่นิยมมากบนเกาะอาวาจิโดยจะเริ่มกลางเดือนกันยายนไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ใช้วิธีการเพาะเลี้ยงบนผืนอวนให้ลอยอยู่บนผิวน้ำ อีกทั้งเกาะอาวาจิยังเป็นผู้ผลิตสาหร่ายทะเลรายใหญ่อันดับ 2 ของประเทศและมีการเก็บเกี่ยวหลายครั้งใน 1 ปี มีเอกลักษณ์เฉพาะด้วยกลิ่นหอม รสชาติอูมามิ กรอบ และทนต่อการฉีกขาด เหมาะสำหรับนำไปทำข้าวปั้น สาหร่ายทะเลที่เก็บเกี่ยวครั้งแรกในเดือนธันวาคมจะเรียกว่า “อิจิบันซึมิ” ว่ากันว่าเป็นสาหร่ายทะเลคุณภาพสูงที่ทั้งหอม นุ่ม อร่อย รสชาติหรูหรา
16. สาหร่ายวากาเมะ
สาหร่ายวากาเมะ ของเกาะอาวาจิมีสีสันสดใสและเนื้อสัมผัสนุ่มแต่เคี้ยวหนึบสู้ฟัน เติบโตด้วยสารอาหารอันอุดมสมบูรณ์และกระแสน้ำของช่องแคบนารูโตะ สาหร่ายวากาเมะจากช่องแคบนารูโตะมีชื่อเสียงเป็นพิเศษเรียกว่า “นารูโตะวากาเมะ”
ในช่วงปีโชวะที่ 60 สามารถผลิตสาหร่ายวากาเมะได้ราว 10,000 ตัน โดยส่วนใหญ่อยู่ในเมืองมินามิอาวาจิ และขยายจนกลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตชั้นนำของประเทศ ปัจจุบันเพาะเลี้ยงในมินามิอุระเป็นหลัก ช่วงเดือนมีนาคมเป็นฤดูกาลแห่งวากาเมะที่จะสามารถเห็นการแปรรูปที่หลากหลาย มีทั้งวากาเมะตากแห้งที่ตากหลังจากเก็บมาสด ๆ, วากาเมะอบแห้งซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พิเศษของอานากะ และวากาเมะลวกซึ่งเป็นการถนอมอาหารที่แพร่หลายโดยการต้มและโรยเกลือ สาหร่ายวากาเมะที่เก็บเกี่ยวเร็วจะมีความนุ่ม และหากเก็บเกี่ยวช้าจะมีความแน่น จึงสามารถเพลิดเพลินกับเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันได้ขึ้นอยู่กับช่วงที่เก็บเกี่ยว
17. นมวัว
เกาะอาวาจิเป็นเกาะแรกทางตะวันตกของญี่ปุ่นที่มีการนำโคนมพันธุ์โฮลส์ไตน์ฟรีเชี่ยน (Holstein Friesian) เข้ามาเลี้ยงในปีเมจิที่ 33 แต่ก็ยังไม่แพร่หลายเนื่องจากเป็นวัวขนาดใหญ่ ดูแลจัดการได้ยาก
ต่อมาในปีไทโชที่ 8 เศรษฐกิจของญี่ปุ่นดีขึ้นเนื่องจากผลพวงของสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้การเลี้ยงโคนมแพร่กระจายอย่างต่อเนื่องบนเกาะ และด้วยสภาพอากาศที่อบอุ่น อากาศบริสุทธิ์ สภาพแวดล้อมอุดมสมบูรณ์ก็ช่วยให้โคนมมีสุขภาพแข็งแรง บวกกับได้รับสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงซึ่งประกอบด้วยหญ้าแห้ง ข้าวโพด และธัญพืช จึงสามารถผลิตน้ำนมดิบที่มีรสชาติเข้มข้น ล้ำลึก และความหวานที่อ่อนโยน ในอดีตการเลี้ยงโคนมเป็นเพียงการทำเกษตรกรรมแบบผสมผสาน แต่ในปัจจุบันได้เติบโตขึ้นจนกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ผลิตนมชั้นนำของญี่ปุ่นฝั่งตะวันตก
18. มะเขือเทศ
มะเขือเทศของเกาะอาวาจิเพาะปลูกในพื้นที่อบอุ่น หันหน้าไปทางทะเลฮาริมะนาดะ เนื่องจากปลูกด้วยดินที่เป็นปุ๋ยหมักและปุ๋ยอินทรีย์ มีการจำกัดปริมาณน้ำ ทำให้ได้รสชาติมะเขือเทศเข้มข้นเหมาะสำหรับคนรักมะเขือเทศ มีระยะเวลาจัดส่งตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงมิถุนายน มะเขือเทศจากเกาะอาวาจิที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษคือมะเขือเทศ “ฮารูรุ” เป็นมะเขือเทศที่ค่อย ๆ เพาะเลี้ยงให้เติบโตช้า ๆ ในฤดูหนาวและเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ผลิ มีรสชาติอร่อย มีความสมดุลระหว่างความหวานและความเปรี้ยวอย่างลงตัวพร้อมเนื้อสัมผัสที่นุ่มนวล
19. สตรอว์เบอร์รี
เกาะอาวาจิมีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 16 องศา มีดินที่เหนียวและสามารถกักเก็บน้ำได้ เรียกได้ว่ามีทั้งสภาพอากาศและดินที่เหมาะสำหรับการปลูกสตรอว์เบอร์รีอย่างมาก สตรอว์เบอร์รีของเกาะอาวาจิปลูกจากหลายสายพันธุ์ที่ยอดเยี่ยมทั่วประเทศ เช่น ซาจิโนกะ, ซากะโฮโนกะ, เบนิฮปเปะ ใช้เทคนิคการผลิตขั้นสูงทำให้มีรสหวาน ลูกใหญ่ แต่ละฟาร์มจะใช้เทคนิคที่หลากหลาย เช่น การควบคุมอุณหภูมิของโรงเพาะปลูก แสงไฟยามค่ำคืน การเสริมสารอาหาร และไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ทำให้สามารถผลิตสตรอว์เบอร์รีที่หวานกรอบอร่อยมาได้เป็นเวลายาวนาน
ฤดูกาลของสตรอว์เบอร์รีนั้นจะเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงมิถุนายน การเก็บสตรอว์เบอร์รีก็เป็นที่นิยมบนเกาะเช่นกัน เนื่องจากแต่ละสายพันธ์ุจะมีขนาด สี และความหวานแตกต่างกันไป จึงสามารถเพลิดเพลินกับการชิมและเปรียบเทียบได้
20. โซเม็งยืดมือ
โพสต์ที่แชร์โดย ふくら手延べ製麺所 兵庫県淡路島 (@fukura_tenobe_seimenjyo)
ในอดีตโซเม็งยืดมือเป็นงานเสริมในช่วงฤดูหนาวของชาวประมงในฟุคุระ มีเอกลักษณ์เฉพาะด้วยรสชาติที่เรียบง่ายซึ่งทำขึ้นด้วยวิธีแบบโบราณคือใช้มือยืดเส้นโซเม็งเป็นเวลาสองวันในช่วงอากาศหนาวเย็น แม้ว่าปัจจุบันจะมีเครื่องจักรที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้มากมาย แต่โรงงานผลิตโซเม็งส่วนใหญ่ก็ยังคงรักษากรรมวิธีดั้งเดิมคือการยืดด้วยมือซึ่งหาได้ยากทั่วประเทศ ทำให้ได้รสชาติและเนื้อสัมผัสแบบออริจินัล แม้ว่าปริมาณการผลิตจะน้อยมาก แต่ก็มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง จัดว่าเป็นโซเม็งยืดมือคุณภาพสูงที่สามารถลิ้มรสได้ตามร้านอาหารระดับหรูในภูมิภาคคันไซ
สรุปเนื้อหาจาก gourmet.awajishima-kanko