โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แฟชั่น บิวตี้

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว !! รีบเช็กอาการเสี่ยงก่อนสาย

SistaCafe

อัพเดต 04 มิ.ย. 2568 เวลา 11.00 น. • เผยแพร่ 04 มิ.ย. 2568 เวลา 11.00 น. • SistaCafe

การพูดคุยเรื่องทางเพศไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกต่อไป ! 🙅🏻‍♀️ เพราะสัมันนี้ทุกคนต่างมองว่าเป็นเรื่องที่ธรรมชาติและปกติ ฉะนั้นเมื่อพูดถึงการมีเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นคู่รัก คู่นอน หรือความสัมพันธ์แบบอื่นๆ หากมีเพศสัมพันธ์กันแล้วต้องคำนึงถึงหลายสิ่งหลายอย่างควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มักพบเจอบ่อยๆ จากคู่นอน เพื่อให้เราเข้าใจอย่างมากขึ้นเกี่ยวกับ " โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ " เราควรรู้ถึงที่มาว่าเกิดจากอะไร มีโรคติดต่อประเภทไหนบ้าง พร้อมหาวิธีป้องกันไปด้วยนั่นเอง?

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เกิดจากอะไร ?

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Disease) คือ กลุ่มโรคที่ติดต่อจากคนสู่คน หรือเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อชนิดต่างๆ โดยไม่ได้รับการป้องกัน ซึ่งส่วนใหญ่ติดต่อจากการร่วมเพศระหว่างชายและหญิงตลอดจนเพศสัมพันธ์จากกลุ่ม LGBT ด้วย โดยสามารถติดต่อจากการสัมผัสทางใดทางหนึ่ง ได้แก่ ทางปากช่องคลอด ทางปาก หรือทวารหนัก และโรคกลุ่มนี้สามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกได้ หากพบว่าติดโรคมีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องเข้ารับการรักษากับแพทย์อย่างถูกต้องและปฏิบัติตนให้ถูกวิธีเพื่อการหลีกเลี่ยง

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตรวจยังไง? ใครควรตรวจบ้าง?

การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Diseases หรือ STDs) มีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับประเภทของโรคที่ต้องการตรวจ โดยทั่วไปมีวิธีดังนี้

  • การตรวจจากปัสสาวะ (Urinalysis)
  • การตรวจเลือด (Blood Test)
  • การตรวจจากสารคัดหลั่ง (Body fluid analysis)
  • การตรวจภายใน (Pervic Exam)
  • การตรวจร่างกาย (Physical Examination : PE)

เริ่มต้นแพทย์จะวินิจฉัย พร้อมซักประวัติคนไข้อย่างละเอียดเพื่อเลือกวิธีตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เหมาะสมที่สุด โดยทั่วไปแล้ววิธีที่นิยมมากที่สุดคือการตรวจผ่านการเจาะเลือด และการตรวจร่างกาย/ตรวจภายใน โดยการตรวจร่างกายหรือตรวจภายในนั้นจะใช้เพื่อวิเคราะห์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่แสดงอาการ เช่น โรคเริม หูด หนองใน หรือซิฟิลิสเป็นต้น ส่วนในกรณีของการตรวจเลือดจะนิยมใช้เพื่อตรวจหาโรคที่ไม่แสดงอาการ เช่น HPV, HIV เป็นต้น

ใครควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์?

  • คนที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย
  • คนที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันด้วยถุงยางอนามัยหรือถุงยางอนามัยฉีกขาดขณะมีเพศสัมพันธ์
  • คนที่ใช้สารเสพติดร่วมขณะมีเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะการใช้สารเสพติดที่มีการใช้เข็มร่วมกัน
  • คนที่ที่ตนหรือคู่นอนมีประวัติติดเชื้อมาก่อน แต่ไม่ได้ป้องกันอย่างถูกต้อง

⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีอะไรบ้าง?

1. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ HPV

มีสาเหตุสำคัญที่สามารถทำให้ก่อมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนักหรือมะเร็งช่องปากในผู้ชายได้ รวมถึงยังเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ตามบริเวณอวัยวะเพศทั้งภายในและภายนอกรวมบริเวณใกล้เคียงต่างๆ อย่างเช่น ขาหนีบ หรือทวารหนักได้อีกด้วย ซึ่งเชื้อนี้นั้นเกิดจากไวรัสHuman Papilloma Virusที่มีระยะฟักตัวตั้งแต่ 3 เดือนไปจนถึงหลายปีซึ่งอาการมักแสดงออกมาได้ 2 แบบ คืออาการของหูดหงอนไก่ที่จะมีลักษณะเป็นติ่งเนื้อคล้ายดอกกะหล่ำปลีขึ้นบริเวณอวัยวะเพศทวารหนักและง่ามขา และอาการที่ 2 ของโรคมะเร็งบริเวณอวัยวะเพศ เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งอัณฑะ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งทวารหนัก หรือมะเร็งช่องปาก เป็นต้น

✅ มีหูดหรือตุ่มนูนบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือปาก

✅ หูดมีลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำ อาจขึ้นเป็นกลุ่มหรือเดี่ยว

✅ อาการคัน ระคายเคือง หรือรู้สึกไม่สบายบริเวณอวัยวะเพศ

✅ บางสายพันธุ์ของ HPV ไม่มีอาการแต่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก

2. โรคเริม

ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส Herpes Simplex Virus (HSV) โดยจะมีอยู่ 2 ชนิดคือ HSV (Type 1) ที่ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และ HSV (Type 2) ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังชนิดหนึ่งที่เกิดกับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและเป็นโรคที่ใช้เวลาในการฟักตัวซักพักถึงจะแสดงอาการ เมื่อหายดีแล้วเชื้อชนิดนี้ก็มักจะแอบซ่อนอยู่ในปมประสาทใต้ผิวหนังของเราและพร้อมแสดงอาการได้ทุกเมื่อหากร่างกายของเราอ่อนแอหรือมีการพักผ่อนน้อยโดยการแสดงอาการของโรคเริมที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์นั้นมักจะเริ่มจากการมีแผลบวมแดง มีตุ่มพองใสๆ ขึ้นบริเวณที่ได้รับเชื้อ เช่น อวัยวะเพศ ง่ามขา หรือปาก ซึ่งบางคนอาจมีอาการคันร่วมด้วย หลังจากนั้นตุ่มพองใสจะแตกและทำให้มีอาการเจ็บ ปวดแสบปวดร้อนก่อนจะค่อยๆ แห้งตกเป็นสะเก็ดประมาณ 2-6 สัปดาห์ โดยบางคนนั้นอาจมีอาการไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หรือเกิดต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้ผิวหนังที่ติดเชื้อโตได้

✅ มีตุ่มน้ำใสหรือแผลพุพองบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก ปาก หรือรอบๆ

✅ แผลแตกออกเป็นแผลเปิด ทำให้รู้สึกแสบและเจ็บ

✅ คัน บวมแดง หรือมีอาการเสียวแปลบที่อวัยวะเพศ

✅ ปัสสาวะแสบขัด (ถ้าตุ่มพุพองอยู่ใกล้ท่อปัสสาวะ)

✅ มีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว คล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่ (อาการช่วงแรกติดเชื้อ)

3. โรคติดต่อซิฟิลิส

ซิฟิลิสมาจากเชื้อแบคทีเรียที่เรียกว่า Treponema Pallidum โดยมีระยะฟักตัว 1-90 วัน แต่ส่วนมากจะเฉลี่ยอยู่ที่ 21 วัน โดยเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่งที่มีความรุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง เนื่องจากโรคซิฟิลิสนั้นสามารถติดต่อได้ผ่านทางแผลเล็กๆ บนผิวหนัง โดยส่วนมากเกิดได้ที่บริเวณช่องคลอด ทวารหนัก และปาก จึงทำให้พบโรคนี้ได้มากในกลุ่มวัยรุ่นตลอดจนช่วงมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัย หรือเยาวชนที่มีอายุเพียง 15-24 ปีโดยอาการของซิฟิลิสนั้นจะเกิดอาการเป็นระยะดังนี้

✅ ระยะที่ 1: มีแผลริมแข็ง (Chancre) ที่อวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือปาก (ไม่เจ็บ)

✅ ระยะที่ 2: มีผื่นแดงตามลำตัว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า

✅ ระยะที่ 2: มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดเมื่อย

✅ ระยะที่ 3 (รุนแรง): อาจส่งผลต่อสมอง หัวใจ หรือระบบประสาท (หากไม่รักษา)

4. โรคหนองในแท้และหนองในเทียม

อาการของหนองในแท้ ในผู้ชายอาจมีหนองขาวขุ่นหรือเขียวไหลออกมาจากท่อปัสสาวะร่วมกับอาการเจ็บลึกๆ หรือแสบขัดขณะปัสสาวะ ในขณะที่ผู้หญิงอาจไม่มีอาการหรืออาการแสดงน้อย เช่น ตกขาวผิดปกติ ท่อปัสสาวะและปากมดลูกอักเสบ มีหนองไหลออกมาจากปากมด

✅ มีตกขาวข้นเป็นหนอง สีเหลืองหรือเขียว (ผู้หญิง)

✅ มีหนองไหลออกจากปลายอวัยวะเพศ (ผู้ชาย)

✅ ปัสสาวะแสบขัด ปวดเวลาถ่ายปัสสาวะ

✅ ปวดท้องน้อย (ผู้หญิง)

✅ เจ็บคอเรื้อรัง (หากติดเชื้อทางปาก)

อาการหนองในเทียม มักจะแสดงคล้ายกับหนองในแท้แต่รุนแรงน้อยกว่า โดยในผู้ชายนั้นมักจะมีคราบเหลืองติดที่กางเกงใน ส่วนผู้หญิงจะมีอาการคล้ายตกขาวแต่เป็นสีเหลืองตลอดเวลาและมักจะเป็นเรื้อรัง

✅ อาการคล้ายหนองในแท้ แต่บางครั้งไม่มีอาการชัดเจน

✅ ตกขาวผิดปกติ มีกลิ่น หรือมีสีเหลืองขุ่น

✅ ปัสสาวะแสบขัด หรือปวดขณะมีเพศสัมพันธ์

✅ เจ็บท้องน้อย (ถ้าติดเชื้อที่มดลูกหรือท่อนำไข่)

✅ ติดเชื้อที่ตา (ถ้ามือสัมผัสสารคัดหลั่งแล้วขยี้ตา)

5. อาการของโรค HIV

HIV เป็นเชื้อที่สามารถติดต่อได้จากการผ่านทางสารคัดหลั่งต่างๆ เช่น เลือด น้ำเหลือง น้ำอสุจิ ช่องคลอด หรือน้ำนม เป็นต้น โดยเชื้อจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องและทำให้เกิดโรคเอดส์(AIDS) ซึ่งผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีไม่จำเป็นต้องเป็นโรคเอดส์เสมอไป เพียงแต่หากติดเชื้อเอชไอวีแล้วเชื้อจะอยู่ในร่างกายตลอดไป❗อีกทั้งเชื้อเอชไอวีนี้สามารถติดต่อผ่านแม่สู่ลูกได้ในระยะการคลอดหรืออาจได้รับเชื้อจากน้ำนมแม่ด้วยเช่นกัน โดยทั่วไปผู้ติดเชื้อเอชไอวีมักไม่แสดงอาการให้เห็นชัดเจนแต่สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ 7 วันขึ้นไปตามเทคนิคการตรวจเพาะเชื้อด้วยวิธีต่างๆ ของแพทย์

✅ ไข้ต่ำๆ ต่อมน้ำเหลืองโต (ช่วงแรกของการติดเชื้อ)

✅ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว

✅ น้ำหนักลดผิดปกติ

✅ มีแผลร้อนในเรื้อรังในปากหรืออวัยวะเพศ

✅ ติดเชื้อง่าย เช่น ปอดบวม เชื้อราในปาก วัณโรค

⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕⁕

วิธีป้องกันการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

วิธีที่ดีที่สุดคือ งดการมีเพศสัมพันธ์ และปฏิบัติดังต่อไปนี้

ข้อควรปฏิบัติเมื่อเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

การมีเพศสัมพันธ์นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ผิด อย่างที่บอกว่าเป็นสิ่งที่เปิดกว้างและเป็นเรื่องที่เรามองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่สิ่งที่ควรคำนึงหรือใส่ใจมากๆ หากมีเพศสัมพันธ์ต้องอย่าลืมป้องกันอย่างการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเพื่อลดโอกาสการเกิด " โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ " นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นคนรัก คู่นอนแปลกหน้า โดยเฉพาะคู่ที่จะเริ่มแต่งงานใหม่อย่าลืมจับมือกันไปตรวจโรคเพื่อความสบายใจทั้งสองฝ่ายกันด้วย เพระหากเกิดการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์ขึ้นมาเรียกได้ว่าไม่คุ้มกับตัวเราเองสุดๆ ฉะนั้นป้องกันตั้งแต่แรกๆ อย่างการสวมถุงยางอนามัยและโดยเฉพาะผู้หญิงหลังการมีเพศสัมพันธ์เสร็จควรไปปัสสาวะออกให้เร็วที่สุดและทำความสะอาดเพื่อลดการเสี่ยงติดโรคนั่นเอง

ขอบคุณรูปภาพจาก : Freepik

ขอบคุณข้อมูลจาก Bangkok Pattaya Hospital, SAMITIVEJ CHINATOWN, Intouch Medicare, VIMUT

บทความอื่นๆ ที่แนะนำ

อ่านบทความต้นฉบับได้ที่: SistaCafe.com ครบเครื่องเรื่องบิวตี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...