โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

IAA ชี้ SET ปีนี้แตะ 1,231 จุด แนะเก็บ 4 หุ้นเด่นเข้าพอร์ต

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 02 ก.ค. 2568 เวลา 11.13 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 11.13 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน IAA เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนต่อมุมมองการลงทุนในตลาดทุนไทยและคาดการณ์ทิศทางดัชนีไทย (SET Index) ประจำไตรมาส 3/2568 โดยการสำรวจครั้งนี้มีผู้ตอบแบบสอบถามรวมทั้งสิ้น 22 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ 18 บริษัท บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน 2 บริษัท และบริษัทโกลด์ฟิวเจอร์ส 2 บริษัท

ทั้งนี้ GDP ในปี 68 ถูกปรับลดลงจากรอบก่อนหน้า โดยผู้ตอบแบบสอบถามประเมินตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 1.87% จากเดิมในเดือนเมษายนที่ 2.56% สะท้อนความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังเปราะบาง ขณะที่สมมติฐานราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 68.65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยครึ่งหนึ่งของผู้ตอบคาดการณ์ไว้ในช่วง 60–69.99 ดอลลาร์

ด้านปัจจัยทางการเงินผู้ตอบใช้ Risk-Free Rate เฉลี่ยในการประเมินมูลค่าที่ระดับ 2.22% และ Market Risk Premium อยู่ที่ 7.74%

ในส่วนของมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 3/2568 พบว่า ผู้ตอบ 36.36% ประเมินว่าดัชนีจะเคลื่อนไหวในลักษณะ "Sideways" ไม่แตกต่างจากไตรมาสก่อน ในขณะที่อีก 36.36% เห็นว่ามีแนวโน้มปรับตัวลดลง และ 27.27% คาดว่า SET Index มีโอกาสปรับขึ้น โดยให้ค่าเฉลี่ยดัชนีสิ้นไตรมาส 3 อยู่ที่ระดับ 1,166 จุด

ปัจจัยสำคัญที่ผู้ตอบให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดในไตรมาสนี้ ได้แก่ สถานการณ์การเมืองภายในประเทศ และผลการเจรจาทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา

สำหรับการประเมินดัชนี SET Index ในช่วงครึ่งปีหลัง (ก.ค.–ธ.ค. 68) ผู้ตอบคาดว่าจุดสูงสุดจะอยู่ที่เฉลี่ย 1,267 จุด โดยช่วง 1,201–1,300 จุดได้รับคะแนนโหวตสูงสุดถึง 55.56% ส่วนจุดต่ำสุดเฉลี่ยอยู่ที่ 1,023 จุด

โดยเป้าหมายสิ้นปี 2568 ของ SET Index ถูกประเมินเฉลี่ยไว้ที่ 1,231 จุด โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญ ได้แก่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศ ซึ่งได้รับความเห็นเป็นบวกจากผู้ตอบถึง 90.91% รองลงมาคือทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ 72.73%

ทางกลับกัน ปัจจัยลบที่กดดันตลาดทุนไทยอย่างชัดเจน ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งได้รับความเห็นเป็นลบจากผู้ตอบทั้งหมด (100%) ตามมาด้วยสภาวะเศรษฐกิจในประเทศ (85.71%) และกระแสเงินทุนไหลออก รวมถึงความขัดแย้งทางการทูตระหว่างไทย–กัมพูชา (80.95%)

ด้านประมาณการ EPS ของตลาดหุ้นไทยในปี 2568 อยู่ที่ค่าเฉลี่ย 85.43 บาทต่อหุ้น โดย 83.33% ของผู้ตอบประเมินอยู่ในช่วง 80–89.99 บาท ขณะที่การเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS Growth) อยู่ที่เฉลี่ย 10.45%

ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ สิ้นปี 2568 นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ 71% คาดว่าจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.50% จากปัจจุบันที่ 1.75% และอีก 29% มองว่าอาจปรับลดลงไปถึงระดับ 1.25%

สำหรับคำแนะนำในการจัดพอร์ตการลงทุน ผู้ตอบแบบสอบถามเสนอให้ถือเงินสดหรือเงินฝากระยะสั้นประมาณ 11.50% และลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ในประเทศ 20.25% ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง แนะนำให้จัดสรรในหุ้นต่างประเทศหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 33.50% หุ้นไทย 19% ทองคำ 10.55% และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (REIT) 5.20%

หมวดธุรกิจไทยที่ควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุน ได้แก่ การท่องเที่ยว การแพทย์ เทคโนโลยีและการสื่อสาร ในขณะที่หมวดอาหารและเครื่องดื่ม พลังงาน และปิโตรเคมี เป็นกลุ่มที่ควรลดน้ำหนักการลงทุน

ส่วนการลงทุนในต่างประเทศผ่านตราสาร DR หลักทรัพย์ที่ได้รับคำแนะนำตรงกันจากนักวิเคราะห์ 4 สำนักขึ้นไป ได้แก่ AAPL80, AMD80 และ NVDA80 ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจคือ ตราสารหนี้สหรัฐ, AI–Technology และ Selective Asia เช่น จีน เวียดนาม อินเดีย และเกาหลีใต้

ข้อเสนอเชิงนโยบายที่รัฐบาลควรดำเนินการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ 40.74% เห็นควรเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาอุตสาหกรรม New S-Curve และเทคโนโลยี รองลงมาคือมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจ (37.04%) และช่วยเหลือภาคประชาชน (22.22%) ผ่านโครงการภาษีและพัฒนาทักษะแรงงาน

โดยรายชื่อหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำโดยมีจำนวนสำนักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 4 บริษัทจดทะเบียนขึ้นไป มีดังนี้

1.บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC มองว่าผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 2/2568 เติบโต โดยรายได้หลักๆ ธุรกิจมือถือ APRU เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ธุรกิจอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงโมเมนตัมดี ส่วนธุรกิจลูกค้าองค์กร ได้แรงหนุน Data center and Cloud ขณะที่ได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีก – พรีเมียร์ลีกอังกฤษ คาดส่งผลเชิงบวกในระยะยาวต่อการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ใช้บริการ และต้องติดตามความคืบหน้าการประมูลคลื่น

2.บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS มองว่าเป็น Defensive play ที่ได้รับผลกระทบจำกัดจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ขณะที่ ผลประกอบการไตรมาส 2/2568 คาดได้แรงหนุนจากผู้ป่วยในประเทศที่เร่งตัวขึ้น ตามโรคระบาดที่กลับมาอีกครั้ง

3.บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ และคาดกำไร 2Q25 ยังเติบโตต่อเนื่อง

4.บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ปัจจัยสนับสนุนจากผลการดำเนินงานมั่นคงจากธุรกิจไฟฟ้าและ ADVANC จ่ายปันผลได้สม่ำเสมอ โอกาสเติบโตเข้าสู่ธุรกิจ Digital

สำหรับหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ หุ้นบางบริษัทในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่ราคาเกินพื้นฐาน ได้รับผลกระทบจาก CAP WEIGHT และหุ้นที่มีประเด็นธรรมาภิบาลที่ต้องใช้เวลาสร้างความเชื่อมั่น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...