ล้มไปข้างหน้า…เปลี่ยนความล้มเหลวเป็นบทเรียนทรงคุณค่า เพราะใครๆ ก็ต้องล้ม
Cambridge Dictionary ให้ความหมายของคำว่า ความล้มเหลว (Failure) ไว้ 3 ความหมาย คือ
- การปราศจากความสำเร็จในการกระทำบางสิ่งบางอย่าง
- การที่เราไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรจะทำ
- การที่บางสิ่งบางอย่างทำงานไม่ได้ในแบบที่มันควรจะเป็น
ดังนั้น หากเราพิจารณาความล้มเหลวในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงาน ชีวิตส่วนตัว ครอบครัว หรือแม้กระทั่งล้มเหลวในเรื่องความรัก มนุษย์ทุกคนต่างมีกระบวนการเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นและผ่านไป แต่ในกระบวนการเรียนรู้นั้นจะมีประสิทธิภาพเพียงใด ย่อมแปรผันไปตามประสบการณ์และความเชื่อของแต่ละบุคคล
ก่อนอื่นเราจึงอยากชวนมาทำความรู้จักกับ 4 แนวคิดที่จะช่วยเพิ่มความเข้าใจในตัวเราเอง พร้อมติดเลนส์ใหม่ในการมองเพื่อให้รับมือกับความทุกข์และความล้มเหลวได้ดียิ่งขึ้น
4 แนวคิดที่บอกเราว่า อ๋อ! ที่ล้มเหลวเพราะแบบนี้นี่เอง
01 ทฤษฎีองุ่นเปรี้ยว (Sour-Grape Effect)
แนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่ค้นพบโดย Hallgeir Sjåstad อาจารย์ด้านจิตวิทยาและภาวะผู้นำแห่ง Norwegian School of Economics โดยเขาได้ตั้งสมมติฐานว่า เมื่อมนุษย์เจออุปสรรคเข้าไปจะมีแนวโน้มด้อยค่าตัวเองและด้อยค่างานที่ทำอยู่ จนทำให้แม้จะทำงานได้สำเร็จ เราก็จะไม่ได้มีความรู้สึกยินดีไปกับผลสำเร็จนั้น
Hallgeir Sjåstad ได้ทดลองโดยการให้ผู้เข้าทดลองคาดการณ์ว่า แอปเปิล 20 ลูก ควรมีน้ำหนักรวมกันประมาณเท่าไร โดยจะมีการตอบคำถามสองรอบ แบ่งเป็นรอบทดลองกับรอบตอบจริง และก่อนเริ่มรอบทดลอง ผู้เข้าทดสอบจะได้รับข้อมูลว่า หากตอบได้ใกล้เคียงความจริง คือผลต่างไม่เกิน 10% จะถือว่าเป็นคนที่เก่งและมีความสามารถมาก เพื่อเป็นแรงจูงใจในการตอบให้ถูกต้อง
เมื่อผู้เข้าทดลองตอบคำตอบในรอบทดลองแล้ว ทุกคนจะได้รับคะแนนปลอมซึ่งมีทั้งคะแนนที่ต่ำและคะแนนที่สูง โดย Hallgeir Sjåstad พบว่า จากการสอบถามทั้งผู้ที่ได้รับผลคะแนนปลอมที่ต่ำและผลคะแนนปลอมที่สูงว่า เขาจะรู้สึกอย่างไรหากเขาทำคะแนนได้สูงในรอบทดสอบจริง ผลปรากฏว่า ผู้ที่ได้รับผลคะแนนปลอมที่ต่ำ ไม่รู้สึกดีใจแล้ว แม้รอบทดสอบจริงจะได้คะแนนที่สูง ส่วนผู้ที่ได้รับผลคะแนนปลอมที่สูง พบว่ายังดีใจเช่นเดิม
แต่อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์จากการทดสอบจริงไม่เป็นแบบนั้น Hallgeir Sjåstad พบว่า คนที่ได้คะแนนปลอมที่ต่ำในรอบแรกและได้คะแนนปลอมที่สูงในรอบทดสอบจริง ก็ได้รับความดีใจผิดกับที่ตัวเองคาดการณ์ไว้
engin akyurt / Unsplash
Hallgeir Sjåstad กล่าวว่าสิ่งนี้คือกระบวนการ Self-Protective หรือการป้องกันตนเองจากความผิดหวัง เพราะมนุษย์เรามักมีภาพจำของตัวเองว่าเราเป็นคนที่มีความสามารถ แต่เมื่อเจอกับอุปสรรคหรือความล้มเหลวแล้วนั้น ร่างกายจึงเปลี่ยนความล้มเหลวนั้นให้เป็น “ภัยคุกคาม” ที่จะเข้ามาทำลายภาพจำอันแข็งแรงในอุดมคติของเรา ทำให้ร่างกายเลือกที่จะหยุดกั้นตัวเองไว้เพียงเท่านี้ ในกรณีนี้คือการไม่ดีใจกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในรอบทดสอบจริง
ตัวอย่างเช่น เมื่อเราไปสัมภาษณ์งานในตำแหน่งหนึ่งแต่เรากลับได้รับการปฏิเสธ นั่นอาจจะทำให้เราคิดไปว่า เราไม่เหมาะกับงานสายนี้แล้ว และทำให้เราเลือกจะไปสายงานอื่น การปกป้องภาพจำของตัวเอง เราจึงสร้างทางเลือกอื่นอย่างรวดเร็ว (และกล่อมตัวเองว่าทางเลือกอื่นนั้นเป็นทางเลือกที่ดีที่เราควรจะไปแทน) เพื่อกำจัดภัยคุกคาม (หรือการล้มเหลวในการสัมภาษณ์อีกในครั้งที่สอง สาม และครั้งต่อ ๆ ไป) ตั้งแต่เนิ่น ๆ
Sour-Grape Effect นั้นมีที่มามาจากนิทานอีสปเรื่องสุนัขจิ้งจอกกับพวงองุ่น (The Fox and the Grapes) โดยเรื่องมีอยู่ว่า สุนัขจิ้งจอกผู้หิวโหยเดินผ่านมายังไร่องุ่น มันเห็นองุ่นสุกฉ่ำอยู่บนกิ่งไม้สูง มันจึงใช้ทุกวิถีทางเพื่อเอื้อมไปเด็ดพวงองุ่นนั้นลงมา แต่จนแล้วจนรอดก็ทำไม่สำเร็จ สุนัขจิ้งจอกจึงทอดถอนใจเดินจากไปพร้อมพูดขึ้นมาว่า “องุ่นนั้นคงจะเปรี้ยวมาก ไม่เห็นน่ากินสักนิด”
การทดลองนี้ ไม่ได้ต้องการจะสื่อว่า เราไม่ควรเปลี่ยนเส้นทางในชีวิตตัวเอง เพราะทุกเส้นทางที่เราเลือก สามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเราไม่รู้สึกถึงการมีอยู่และความสำคัญของตัวเองแล้ว แต่การทำความเข้าใจ Sour-Grape Effect จะช่วยให้เราเข้าใจว่า ของบางอย่างอาจจะไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป และทำให้เราไม่ถอดใจไปไวกว่าที่ควรจะเป็น เหมือนองุ่นบนต้นที่สุนัขจิ้งจอกตั้งเป้าหมายไว้แต่ดันไม่สำเร็จ เพราะความจริงแล้วมันอาจจะไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป ทั้งเราก็จะสามารถรู้สึกดีใจไปกับผลลัพธ์สุดท้ายได้เหมือนเดิม และอาจจะมากกว่าเดิมเสียด้วย เพราะองุ่นอาจจะหวานกว่าที่คิดไว้ในตอนต้นเสียอีก
02 ทฤษฎีปิดหูปิดตาเหมือนนกกระจอกเทศที่เอาหัวฝังดิน (The Ostrich Effect)
ทฤษฎีนี้ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในปี 2006 โดยนักเศรษฐศาสตร์ชาวอิสราเอล Dan Galai และ Orly Sade โดยเริ่มจากการอธิบายพฤติกรรมของ “นักลงทุน” บางกลุ่มที่เลือกจะลงทุนโดยไม่อ่านและทำความเข้าใจข้อมูลความเสี่ยง เมื่อถูกมาใช้กับด้านจิตวิทยา อาจมองได้ว่า มนุษย์เรามักจะเลือกที่จะไม่รับรู้ถึงผลร้าย ๆ ในการตัดสินใจและการกระทำของตัวเอง เปรียบเหมือนนกกระจอกที่ชอบเอาหัวมุดลงไปในทรายเพื่ออำพรางศัตรู
ตัวอย่างเช่น เราใช้จ่ายเงินไปเป็นจำนวนมากในเดือนนี้ และเรารับรู้ว่าสภาพคล่องของเรานั้นอยู่ในเกณฑ์ย่ำแย่ แต่เราก็ไม่อยากเข้าไปดูว่า คำว่าแย่นั้นมันอยู่ในระดับไหน เราจึงเลือกที่จะไม่รับรู้และใช้จ่ายต่อไป หรือในที่ทำงานที่หลายคนมักไม่อยากรับรู้ถึงข้อท้วงติงต่าง ๆ ที่มีต่อตัวเอง จึงนำมาซึ่งการไม่ได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อมองดูตัวอย่างที่กล่าวมา เจ้านกกระจอกอาจกำลังบอกเราว่า แม้หัวมันจะมุดอยู่ใต้ผืนทราย แต่ลำตัวทั้งหมดก็ยังเด่นอยู่ดี เราไม่สามารถปัดการรับรู้ได้ตลอดไป เหมือนที่นกกระจอกเทศก็ไม่สามารถมุดอยู่อย่างนั้นได้ตลอดเช่นกัน ปัญหาจึงไม่มีทางหมดไปด้วยการปิดหูปิดตา แต่การเปิดใจรับความล้มเหลว และใจดีกับตัวเองให้เป็นด้วยการหันมาเรียนรู้ถึงต้นเหตุความผิดพลาด จะเป็นหนทางที่ดีกว่าในการรับมือกับความล้มเหลว
03 ทฤษฎีการเว้นระยะห่างกับตัวเอง (Self-Distancing)
แน่นอนว่าการพบเจอกับความล้มเหลวไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ย่อมส่งผลต่อความรู้สึกลบในด้านอารมณ์ งานวิจัยหลายชิ้นโดยนักจิตวิทยา Ethan Kross จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า การเว้นระยะห่างกับตัวเอง (Self-Distancing) จะช่วยลดผลกระทบด้านอารมณ์ความรู้สึกของเราที่เป็นการตอบสนองต่อความล้มเหลวลงได้
กล่าวโดยง่ายก็คือ การสร้างระยะห่างจากตัวตนของเรา จะช่วยให้เราได้มีเวลาในการพิจารณาใคร่ครวญหรือรับมือกับปัญหาผ่านมุมมองภาพรวม หรือผ่านมุมมองของบุคคลที่สามแทนตัวเรา ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงคำถามที่มีต่อตัวเรา เมื่อเกิดปัญหาขึ้น แทนที่จะถามตัวเองว่า “ทำไมฉันถึงทำแบบนี้?” อาจจะลองเปลี่ยนเป็นการถามว่า “ทำไมนาย ข (ชื่อบุคคลนั้น ๆ) ถึงทำแบบนี้?” แทน ซึ่งจะช่วยสะท้อนตัวตนของเราออกมาได้ดี และยังอาจจะทำให้เราเห็นส่วนบกพร่องที่ควรจะเติมเต็มเพื่อให้ให้เกิดความล้มเหลวขึ้นอีกในอนาคตได้
04 ทฤษฎีล้มเร็ว…เพื่อลุกให้เร็วกว่า (Fail Fast)
ในอีกด้านของการรับมือความล้มเหลว ที่แตกต่างจากการไม่รีบด่วนสรุปรสชาติของผลองุ่นเปรี้ยว ก็คือการใช้ทฤษฎี Fail Fast หรือการล้มให้เร็วเพื่อเรียนรู้และลุกขึ้นได้ดีกว่าเดิม โดยเป็นแนวคิดที่มาจากฝั่งของซิลิคอน แวลลีย์ หรือกลุ่มสตาร์ทอัปยุคดิจิทัลที่เชื่อว่าการล้มให้เร็ว จะทำให้เราลุกขึ้นยืนใหม่ได้เร็วเช่นกัน นอกจากนี้การล้มให้เร็วยังสามารถช่วยให้เรารีบแก้ไขและปรับปรุงแนวทางในอนาคตของสิ่งที่เรากำลังทำได้ดีและทันท่วงทีมากกว่าด้วย
Sohrab Salimi CEO แห่ง Agile Academy กล่าวถึง 4 คุณประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อองค์กรและทีมงานเมื่อนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้
- สามารถระบุปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
- ช่วยสร้างวัฒนธรรมความโปร่งใสในองค์กร
- ลดค่าเสียโอกาสต่าง ๆ เช่นแรงกาย เวลา ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
- เพิ่มประสิทธิภาพให้กับการพัฒนาโปรเจ็กต์
ทว่าแนวคิดนี้มีข้อควรระวังในการนำไปปฏิบัติเช่นกัน การล้มให้เร็วนั้นอาจจะไม่สามารถใช้ได้กับทั้งแบบแผนขององค์กร แต่ควรจะถูกใช้เป็นเพียงกลยุทธ์เป็นกรณี ๆ ไป คือควรจะมีพื้นฐานตาข่ายรองรับการล้มเหลวไว้อย่างมั่นคง แล้วจึงนำกลยุทธ์การล้มให้เร็วนี้มาประยุกต์ใช้ นอกจากนี้ เหนือไปกว่าการล้มให้เร็ว ก็คือการเรียนรู้ให้เร็วเช่นกัน Leah Weiss เจ้าของงานเขียนชื่อ How We Work : Live Your Purpose, Reclaim Your Sanity, and Embrace the Daily Grind กล่าวว่าการล้มเหลวให้ดีกว่าเดิม (Failing better) คือขั้นกว่าของการล้มให้เร็ว (Failing Fast) โดยเธอได้อธิบายว่า ความล้มเหลวนั้นไม่มีคุณค่าในตัวของมันเอง แต่คุณค่านั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรานำความล้มเหลวนั้นมาเรียนรู้
ล้มยังไงให้ยังไปข้างหน้า
อย่างที่ Leah Weiss ได้กล่าวไว้ว่า คุณค่าของความล้มเหลวจะเกิดขึ้นเมื่อนำมาเรียนรู้ สอดคล้องกับความเห็นของ Amy Edmondson อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านแนวคิด Psychological Safety จาก Harvard Business School และเจ้าของผลงานหนังสือชื่อRight Kind of Wrong : The Science of Failing Well
RDNE Stock project / Unsplash
Amy Edmondson ให้ความเห็นไว้ว่า การล้มเหลวแตกต่างจากการทดลอง หากเรากำลังทำสิ่งใหม่ขององค์กรในขอบข่ายความรู้ที่ยังไม่เคยได้ลองเข้าไป จงเข้าใจไว้ว่านั่นคือการทดลอง และมันมีโอกาสสูงแน่นอนที่จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่เมื่อเราทำผิดพลาดในรูปแบบที่อาจจะเกิดจากการขาดการเอาใจใส่ ความระมัดระวัง เราจงนำความล้มเหลวนั้นกลับมาศึกษาให้ละเอียดถี่ถ้วน โดยเธอได้ให้ความหมายของการล้มเหลวอย่างชาญฉลาดไว้ว่า คือการที่เราศึกษาความผิดพลาดนั้นอย่างรอบคอบ ศึกษาในทุกแง่มุมว่าความล้มเหลวนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะแม้กระทั่งการล้มเหลวที่เกิดจากการทดลองใหม่ ๆ นั้นจะรับได้ในทีแรก และอาจจะทำให้ดูฉลาดขึ้นจากการลองผิดลองถูก แต่เมื่อมันยังเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง มันก็จะดูไม่ฉลาดอีกต่อไปแล้ว
อย่างไรก็ดี งานบางอย่างก็ไม่สามารถที่จะล้มเหลวได้เลย ยกตัวอย่างเช่นงานที่มีความเสี่ยงสูงอย่างงานสายการบิน Amy ได้อธิบายว่า อย่างกรณีสายการบินนั้น ไม่มีใครอยากให้เกิดความล้มเหลวไม่ว่าจะด้านไหน และบุคลากรเหล่านั้นก็ไม่มีใครชอบ ดังนั้นพวกเขาเหล่านั้นจึงจำเป็นที่จะต้องยิ่งให้ความสำคัญกับการนำความล้มเหลวในห้องปฏิบัติการ (Simulator) มาศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากที่สุด นั่นจึงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงเหตุผลว่า ทำไมเราจึงต้องนำความล้มเหลวมาศึกษา ไม่ปล่อยลอยไปและปกปิดมัน
ความล้มเหลวในที่นี้จึงเป็นเสมือนโอกาสทองในการได้เรียนรู้และลองผิดลองถูกได้ใหม่อีกครั้ง เพราะความจริงที่ยากปฏิเสธก็คือ ในโลกใบนี้ไม่มีใครที่ไม่ล้มเหลว แต่เราจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นโอกาสได้อย่างไรต่างหากคือโจทย์ที่ต้องแก้
Tips จากคนที่ล้มเหลวมานับไม่ถ้วน กับความคิดที่ตกตะกอน
Scott Adams ผู้แต่งหนังสือ How to Fail at Almost Everything and Still Win Big: Kind of the Story of My Life และยังเป็นเจ้าของผลงานตัวการ์ตูนที่ชื่อว่า ดิลเบิร์ต (Dilbert) การ์ตูนล้อเลียนชีวิตพนักงานออฟฟิศของสหรัฐอเมริกาที่โด่งดังเป็นอย่างมาก และจากชีวิตที่เขาได้ผ่านมากับตัวละครนี้มีอยู่ 2 ประเด็นที่นำมาประยุกต์ใช้ได้กับการรับมือความล้มเหลวในชีวิต
- สร้างระบบที่ดี ไม่ใช่มุ่งแต่เป้าหมาย : มนุษย์เราควรจะมีระบบการทำงานที่ดี ไม่ใช่มุ่งแต่จะทำให้ได้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ ยกตัวอย่างเช่นในโลกธุรกิจ การจะสร้างอาณาจักรธุรกิจพันล้านคือเป้าหมาย แต่การวางโครงสร้างให้กับองค์กรคือการสร้างระบบที่ดี
Scott Adams อธิบายว่า เป้าหมายคือสิ่งที่ทำเพื่อให้สำเร็จ แต่ระบบคือสิ่งที่คุณนั้นทำอยู่ทุกวันเป็นกิจลักษณะ คุณทำไปเพื่อหวังว่าชีวิตคุณจะก้าวหน้ามากขึ้น ดังนั้นระบบไม่มีวันหมดอายุ “ถ้าคุณศึกษาคนที่ประสบความสำเร็จ คุณจะเห็นว่าคนเหล่านั้นส่วนใหญ่เดินตามรอยระบบที่ดี ไม่ใช่เป้าหมายที่ดี” - ความสำเร็จสร้างให้เกิดแพชชั่น มากกว่าที่แพชชั่นสร้างให้เกิดความสำเร็จเสียอีก : อ่านหนแรกอาจจะขัดกับความเข้าใจที่คนสมัยนี้ต่างควานหาคำว่า “แพชชั่น” กันอย่างไม่หยุดพัก แต่ Scott Adams ให้เหตุผลสนับสนุนประโยคนี้ไว้จากประสบการณ์ตรงของเขา เมื่อเขาสร้างเจ้าตัวการ์ตูนดิลเบิร์ตด้วยความคิดที่อยากจะสร้างโปรเจ็กต์อะไรสักอย่างเพื่อทำให้ตัวเองร่ำรวย วันเวลาผ่านไป เมื่อมันมีทีท่าจะไปได้สวยในเส้นทางการ์ตูน แพชชั่นในการวาดการ์ตูนจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามมา ฉะนั้นสำหรับเขาแล้ว “ความสำเร็จทำให้เกิดความหลงใหล มากกว่าที่ความหลงใหลจะทำให้เกิดความสำเร็จ”
Ryoji Iwata / Unsplash
“ฉันไม่ได้ล้มเหลว แต่ฉันเพิ่งได้พบ 10,000 หนทางที่ไม่ประสบผลสำเร็จต่างหาก” นี่คือประโยคที่น่าจะคุ้นหูคุ้นตาใครหลายคน ประโยคคลาสสิกว่าด้วยความล้มเหลวนี้มาจากปากของ Thomas Alva Edison หากมองให้กว้างกว่านั้น ในวงการแพทย์ การทดสอบตัวยาในขั้นทดลองนั้น โอกาสพบกับความล้มเหลวมีมากกว่าครึ่ง ในวงการกีฬา นักกีฬาเบสบอลหวดลูกพลาดนับครั้งไม่ถ้วน ขณะที่นักลงทุนก็คาดการณ์ตลาดผิดอยู่ร่ำไป และจากนิยามความหมาย 3 ความหมายของคำว่าล้มเหลว ต่างก็ตอกย้ำถึงบริบทที่ต่างออกไป ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การที่เราได้เรียนรู้แนวคิดและเครื่องมือซึ่งช่วยให้เราทำความเข้าใจความล้มเหลว และเรียนรู้หนทางในการนำมันมาประยุกต์ใช้ให้กลายเป็นโอกาสที่สำคัญในการเรียนรู้และพัฒนาตามบริบทที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละคนนั่นเอง
ที่มา : บทความ “The smart way to learn from failure” โดย David Robson
บทความ “Does Failure Make Victory Seem Sweeter?” โดย Hallgeir Sjåstad
บทความ “The Psychology of Failure and How To Deal With It” โดย Ray Williams
บทความ “Why do we prefer to ignore negative information?” โดย The Decision Lab
บทความ “Fail Fast” โดย Sohrab Salimi
บทความ “How To Fail at Almost Everything And Still Win Big” โดย Eric Barker
บทความ “It’s OK to Fail, but You Have to Do It Right” โดย Adi Ignatius
เรื่อง : คณิศร สันติไชยกุล