ถอดรหัส...ทำไมงานฉลองของคนไทยต้องกินโต๊ะจีน
เคยสงสัยหรือสังเกตกันไหมว่า ทำไมนะทำไม…ไม่ว่าจะไปงานเลี้ยงฉลองที่ไหน มื้ออาหารอันแสนโอชะก็มักจะเป็น “โต๊ะจีน” กลมใหญ่คุ้นหน้าคุ้นตาที่เรียงรายไปด้วยอาหารมากมายเสียทุกที คราวงานแต่งของญาติ งานบวชของเพื่อน หรือแม้แต่งานฉลองรับปริญญา เลื่อนยศ ปรับตำแหน่งก็ดี กลับไม่เคยหนีโต๊ะสีแดงนี้ไปได้เลย เราจะมาคลายข้อสงสัยกันว่าทำไมตอนต้นงานเลี้ยงก็เป็นคนไทยอยู่ดิบดี แต่ถึงมื้ออาหารแต่ละทีกลับเป็นคนจีนเสียได้
โต๊ะจีนคืออะไร ทำไมถึงมีอยู่ในงานมงคล
โต๊ะจีน หรือ Chinese Banquet แท้จริงก็เป็นวัฒนธรรมการกินอาหารตามปกติของคนจีน เพราะส่วนใหญ่ประเทศจีนนั้นเป็นครอบครัวใหญ่ที่มีจำนวนสมาชิกในครอบครัวเป็นจำนวนมาก ทำให้การกินอาหารแต่ละครั้งมักจะเป็นลักษณะของการนั่งกินบนโต๊ะหรือล้อมโต๊ะกินอาหารด้วยกันอย่างพร้อมหน้า คล้ายกับคนภาคเหนือของไทยที่กินอาหารแบบขันโตกกันโดยปกติ เพียงแค่วิธีการกินอาหารเหล่านั้นอาจจะดูพิเศษขึ้นมาสำหรับคนต่างถิ่นที่ไม่คุ้นเคยนั่นเอง
pikisuperstar / Freepik
แต่แม้ว่าการกินอาหารแบบโต๊ะจีนจะดูเป็นเรื่องทั่วไป ความจริงแล้วก็ยังแอบมีโต๊ะจีนที่แตกต่างขึ้นมาหน่อย คือ “การกินแบบโต๊ะจีนฉบับงานเลี้ยงฉลอง” ที่เป็นการล้อมโต๊ะกันกินอาหารเหมือนเดิม เว้นเสียแต่ว่าจะมีพิธีรีตองเพิ่มขึ้นมา ตั้งแต่การเชิญแขกไปยันการเลือกสรรอาหารที่อยู่บนโต๊ะ อย่างเช่น วิธีการเชิญแขกในการเดินผ่านประตู การลำดับแขกจากการจัดโต๊ะ ลำดับการเสิร์ฟอาหาร รวมไปถึงการกำหนดทั้งเมนูและจำนวนอาหารในมื้อนั้น ๆ
โต๊ะจีนฉบับงานเลี้ยงในงานมงคลหรืองานฉลองแบบจีน จะต้องมีอาหารทั้งหมด 8, 9 หรือ 10 อย่างเท่านั้น เพราะทั้งสามตัวเลขนี้ถือว่าเป็น “เลขมงคล” หรือเลขนำโชคของชาวจีนนั่นเอง โดยเฉพาะการออกเสียงในภาษาจีนของเลข 8 นั้นจะไปคล้องจองกับคำว่า “เจริญ” และการออกเสียงของเลข 9 ที่ไปคล้องจองกับคำว่า “ยั่งยืน หรือ อายุยืนยาว” นั่นเอง
pikisuperstar / Freepik
แล้วทำไมต้องมีอาหารเหมือนกันทุกที่ ไม่ว่างานไหนมักเจอแต่เมนูเดิม ๆ
ตามที่กล่าวว่า โต๊ะจีนฉบับงานเลี้ยงฉลองนั้นจัดขึ้นมาสำหรับงานมงคล แปลว่าทุกอย่างต้องเป็นมงคลทั้งหมด เริ่มตั้งแต่ตัวเลขของจำนวนอาหาร มาจนถึง “ประเภทและเมนูอาหาร” ที่ต่างก็ต้องเสริมความเป็นมงคลให้กับแขกภายในงาน รวมถึงเจ้าภาพด้วยเช่นกัน โดยที่อาหารบนโต๊ะจีนในงานเลี้ยงฉลองนั้นส่วนใหญ่จะถูกกำหนดประเภทเมนูอาหารไว้แล้ว ซึ่งเราลองมาดูกันว่า เมนูอาหารที่เราเห็นกันเป็นประจำมาตั้งแต่เด็กนั้นแฝงความหมายอันเป็นมงคลไว้อย่างไรบ้าง
- อาหารจานเย็น เป็นเมนูลำดับแรกของการเสิร์ฟอาหาร ซึ่งในอาหารกลุ่มนี้เรามักจะเห็นเมนูที่เป็นแมงกะพรุน เต้าหู้ เนื้อขาวัวปรุงรส สาหร่าย และหมูสไลซ์ เป็นต้น เพราะเป็นเหมือนตัวแทนของหยินหยางที่ให้ความหมายด้านความโชคดี ความงาม รวมไปถึงความแข็งแรง หรือความคิดสร้างสรรค์
- ซุปอันเข้มข้น เป็นเมนูที่มักจะเห็นตามมาซึ่งมักได้แก่ซุปร้อน ๆ น่ารับประทานอย่างซุปหูฉลาม หรือซุปกระเพาะปลา เพราะสำหรับชาวจีนนั้นมีความเชื่อว่าการเสิร์ฟอาหารในเมนูนี้ถือเป็นตัวแทนของความเจริญรุ่งเรือง เพราะอาหารทั้ง 2 เมนูนั้นค่อนข้างมีส่วนผสมที่มีราคาแพง รวมไปถึงมีสรรพคุณที่ดีต่อร่างกายด้วย
- ปลา เป็นเมนูที่สำคัญสำหรับงานมงคลของจีนเลยทีเดียว เพราะปลาเป็นเหมือนสัญลักษณ์และตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะสำหรับงานแต่งงานแล้วก็จะยิ่งให้พรที่มีความหมายกับคู่รักว่า “ขอให้ครอบครัวและลูกหลานอุดมสมบูรณ์ดั่งปลาในทะเล” และยังหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องของเงินทองได้ด้วยเหมือนกัน แถมปลาที่เสิร์ฟนั้นจำเป็นจะต้องมีหัวและหางอยู่ครบสมบูรณ์ด้วย
- กุ้ง หรือกุ้งมังกร ความจริงแล้วเมนูกุ้งสามารถสื่อได้ 2 ความหมายบนโต๊ะจีน อย่างแรกเพราะคำว่ากุ้งในภาษาจีนออกเสียงว่า HA ซึ่งเป็นเหมือนกับเสียงหัวเราะ หากกินกุ้งแล้วก็อาจจะได้เสียงหัวเราะและความสุขเกิดขึ้นในชีวิต แถมกุ้งยังแอบเป็นเหมือนสัญลักษณ์ตัวแทนของมังกรและสีแดงด้วยเช่นกัน ซึ่งสื่อได้ถึงความมีอำนาจ ลาภ ยศ และความมงคลนั่นเอง
- เป็ดย่าง อีกหนึ่งเมนูโปรดบนโต๊ะจีนที่หลายคนต่างเฝ้ารอ ซึ่งนอกจากรสชาติและน้ำซอสอันแสนอร่อยแล้ว สำหรับชาวจีนนั้น “เป็ด” เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ สันติภาพ และความสามัคคีนั่นเอง ถ้าลองเปรียบดูอย่างคู่รักที่แต่งงานกัน ก็จะเกิดความซื่อสัตย์ต่อชีวิตคู่ หากเป็นเพื่อนฝูงหรือครอบครัวจะเกิดเป็นความสามัคคี และสันติภาพในมิตรภาพนั่นเอง
- เส้นบะหมี่ หรือก๋วยเตี๋ยว หากมีเป็ดย่างจะขาดบะหมี่หยกไปได้อย่างไร เพราะเมนูลำดับต่อไปของโต๊ะจีนมักจะเสิร์ฟเส้นบะหมี่ หรือเมนูก๋วยเตี๋ยว เพราะลักษณะของเส้นที่แสนจะยาวจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่ยืนยาว หากเป็นงานฉลองวันเกิดก็เปรียบความหมายเป็นการอวยพรให้มีอายุที่ยืนยาว แต่หากเป็นงานแต่งงานก็เปรียบเป็นการอวยพรคู่แต่งงานให้ครองรักกันอย่างยาวนานได้เช่นกัน
- ข้าว ก่อนจะเข้าสู่เมนูปิดท้าย อาหารบนโต๊ะจีนนั้นมักจะเสิร์ฟเมนูข้าวเป็นเมนูถัดมา เพราะนอกจากจะเป็นการเลี้ยงแขกปิดท้ายให้อิ่มหนำสำราญแล้ว เมนูข้าวนั้นยังถือว่าเป็นอาหารที่มีเสถียรภาพในประเทศจีน แถมข้าวจานใหญ่ยังเป็นสัญลักษณ์ของอาหารที่อุดมสมบูรณ์อีกด้วย ทำให้เมนูคาวส่งท้ายของโต๊ะจีนนั้นมีความหมายในเรื่องของความอุดมสมบูรณ์ในชีวิต
- ของหวาน เมื่อรับประทานอาหารคาวแล้วก็ต้องตามด้วยของหวาน โดยเมนูของหวานมักจะปิดท้ายด้วยถั่วแดงหวาน ข้าวเหนียวหวาน และเม็ดบัว เพราะสีแดงเป็นสีแห่งความมงคล ความสุข ส่วนถั่วและเมล็ดพืชเป็นเรื่องของความอุดมสมบูรณ์ การเจริญเติบโต โดยที่เมนูของหวานบนโต๊ะจีนนั้นจะเน้นไปที่ความหวานมากให้สมกับชื่อ เพราะเปรียบความหมายให้ชีวิตนั้นหอมหวาน ไม่มีความขื่นขม
Krista Stucchio / Unsplash
ในเมื่อทุกอย่างแสนจะจีน แต่ทำไมโต๊ะนี้มาโผล่ที่ไทย
เชื่อว่าคนไทยแทบจะทุกคนที่เกิดมาตั้งแต่เป็นลูกเล็กเด็กแดงยันวัยทำงาน มักจะเห็นโต๊ะจีนกันอยู่แทบจะทั่วทุกงานฉลองกันอยู่แล้ว คำถามที่ว่า “ประเทศไทยมีโต๊ะจีนได้อย่างไร ตั้งแต่เมื่อไร” คงเกิดขึ้นในความคิดกันบ้างแน่นอน ซึ่งถ้าจะให้ย้อนไปตั้งแต่แรกนั้น คงต้องนับกันตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเลยนะออเจ้า
ช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยมีการโยกย้ายถิ่นฐาน หรือการโล้สำเภาของคนจีนที่เรามักจะพูดกันอยู่ติดปาก ซึ่งในช่วงสมัยนั้นชาวจีนต่างพากันย้ายถิ่นเข้ามาในประเทศไทย และเข้ามาตั้งรกรากอาศัยอยู่กันเป็นจำนวนมาก แน่นอนว่าสิ่งที่ติดตัวของคนต่างถิ่นที่นำเข้ามาคือ “วัฒนธรรม”
วัฒนธรรมของคนต่างถิ่นอาจจะมีหลายแบบที่ต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องง่าย ๆ อย่างเช่นการรับประทานอาหารที่สร้างความแปลกใหม่ไม่น้อย เพราะในสมัยนั้นเองการกินอาหารของคนไทยยังเป็นวิถีที่นั่งกิ นอาหารบนพื้นและใช้มือในการรับประทาน แต่สำหรับชาวจีนเอง การรับประทานอาหารนั้นต้องมีการนั่งบนโต๊ะ นั่งกันพร้อมหน้า และมีอาหารอยู่มากมาย จนเกิดเป็นคำเรียกขึ้นมาว่า “การกินแบบโต๊ะจีน”
การกินโต๊ะจีนฉบับงานฉลองที่เรารู้จักกันไป ก็ดูจะเป็นการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่สำหรับสายตาคนไทย เพราะในยุคนั้นการจะจัดโต๊ะจีนได้คงจะเป็นแค่เจ้าภาพที่มีฐานะเท่านั้น แถมเมนูอาหารของโต๊ะจีนยังถูกคัดสรรมาอย่างดี คุณภาพชั้นเลิศ ทำให้เป็นเหมือนการฉลองแบบใหม่สำหรับคนไทย แถมยังช่วยให้เปลี่ยนบรรยากาศจากอาหารไทยได้บ้าง นับจากนั้นมา โต๊ะจีนก็เริ่มได้รับความนิยมไปทั่วทุกแห่งในไทยมาโดยตลอด
ปัจจุบัน “โต๊ะจีน” จึงเป็นเหมือนวัฒนธรรมการเลี้ยงฉลองของคนไทยไปโดยปริยาย ซึ่งโต๊ะจีนดูเหมือนจะเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมให้เข้ากันเสียมากกว่าเข้ามากลืนกินวัฒนธรรม เพราะหลายปีที่ผ่านมา อาจจะมีบ้างที่เมนูอาหารโต๊ะจีนของบางร้านถูกปรับเปลี่ยนไปให้เข้ากับรูปแบบการกินอาหารและรสชาติที่ถูกปากของคนไทยมากขึ้น อย่าแปลกใจไป ถ้าบางงานที่เราจะได้กินผัดไทแทนบะหมี่หยก หรือปลาราดพริกแบบไทย ๆ แทนปลานึ่งซีอิ๊ว ไม่แน่ว่า อนาคตอาจจะมีโต๊ะจีนฉบับไทยแท้ที่มีแต่อาหารมงคลของไทยเกิดขึ้นได้เหมือนกัน
นอกจากประเทศไทยแล้ว โต๊ะจีน หรือ Chinese Banquet ยังแพร่หลายไปอีกหลายประเทศด้วย ทั้งประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไปจนถึงออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา แถมมีการปรับเปลี่ยนเมนูอาหารให้เข้ากับคนในประเทศนั้น ๆ ด้วยเหมือนกัน แต่อย่างไรแล้ว นี่ก็เรียกได้ว่าเป็นการนั่งกินอาหารธรรมดา ๆ ที่กลายเป็น Soft Power จากเมื่อร้อยปีที่ผ่านมาได้อย่างไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
ที่มา : บทความ “The meaning behind your Chinese banquet dishes” โดย Michelle Lee
บทความ “Chinese Wedding Banquets and the Meaning of Each Dish to the Bride and Groom's Future” โดย Cool Desserts
บทความ “The Traditional Chinese Banquet” โดย Foodie
บทความ “Chinese Culture and Customs” โดย Weisen Li จาก Lecture Notes of Fudan University
บทความ “โต๊ะจีนคืออะไร” จาก waymagazine.org
https://waymagazine.org/what-is-chinese-dishes/
บทความ “ความเป็นมาของโต๊ะจีนในประเทศไทย” จาก oceandragoncatering
เรื่อง : นัฐวรรณ วุทธะนู