โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไขปริศนาเมฆก๊าซ G-clouds สายธารลึกลับที่หล่อเลี้ยงหลุมดำ Sagittarius A* มีต้นกำเนิดจากดาวคู่พิฆาต

SPACEMAN

อัพเดต 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • SPACEMAN มนุษย์อวกาศ

ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky Way Galaxy) ของเรานั้นไม่ใช่สถานที่ที่เงียบสงบ แต่เป็นย่านที่คลาคล่ำไปด้วยดวงดาวและกลุ่มฝุ่นมหาศาลที่โคจรอยู่รอบหลุมดำมวลมหาศาล (Supermassive Black Hole) ที่มีชื่อว่า แซจิทเทอเรียส เอสตาร์ (Sagittarius A)*

นักวิทยาศาสตร์เฝ้าสังเกตการณ์พฤติกรรมของมัน และสงสัยมาตลอดว่ากลุ่มเมฆก๊าซประหลาดที่ลอยละล่องอยู่ใกล้ ๆ นั้นมาจากไหนกันแน่ จนกระทั่งล่าสุดทีมวิจัยจากสถาบัน MPE (Max Planck Institute for Extraterrestrial Physics) ได้ค้นพบความจริงที่น่าทึ่งว่าเมฆเหล่านี้มีผู้สร้างที่เฉพาะเจาะจงอยู่ไม่ไกลนัก

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2555 นักดาราศาสตร์ได้ตรวจพบกลุ่มก๊าซร้อนและฝุ่นที่มีความหนาแน่นสูงเรียกว่า G2 ซึ่งโคจรเข้าใกล้หลุมดำอย่างน่าพิศวง ก่อนจะพบเพื่อนบ้านในตระกูลเดียวกันอย่าง G1 และก้อนก๊าซล่าสุดที่แยกตัวออกมาจนถูกขนานนามว่าสายธาร G1–2–3 กลุ่มเมฆเหล่านี้มีความมวลใกล้เคียงกับโลกของเรา และทำหน้าที่เหมือนเป็น "ขนมขบเคี้ยว" ที่ตกลงไปในหลุมดำทุก ๆ 10 ปี ช่วยให้หลุมดำยักษ์ยังมีสภาวะที่ตื่นตัวและปลดปล่อยพลังงานออกมาได้จนถึงปัจจุบัน แต่ปริศนาที่ใหญ่กว่านั้นคือ ก้อนก๊าซที่ดูเหมือนจะไร้ทิศทางเหล่านี้ แท้จริงแล้วพวกมันมีวงโคจรที่สอดประสานกันอย่างน่าเหลือเชื่อจนดูเหมือนมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน

ภาพนี้แสดงให้เห็นสภาพแวดล้อมอันไม่หยุดนิ่งรายรอบหลุมดำมวลยิ่งยวด (supermassive black hole) ณ ใจกลางทางช้างเผือก (Milky Way) โดยปรากฏเมฆแก๊ส (gas cloud) จีทูที (G2t) ที่ค้นพบใหม่ เคียงคู่กับเมฆแก๊สจีวัน (G1) และจีทู (G2) ที่รู้จักกันอยู่เดิม ซึ่งวงโคจรที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันนั้นบ่งชี้ว่ามีต้นกำเนิดร่วมกันจากระบบดาว (star system) ไออาร์เอสสิบหกเอสดับเบิลยู (IRS16SW)

เครดิตภาพ: ESO/D. Ribeiro for the MPE GC team

จากการวิเคราะห์ด้วยเครื่องตรวจวัดสเปกตรัมอินฟราเรดประสิทธิภาพสูงอย่าง SINFONI และ ERIS ทีมวิจัยได้แกะรอยเส้นทางการเคลื่อนที่ของสายธารก๊าซย้อนกลับไปในอดีต จนพบกับตัวการสำคัญนั่นคือ IRS 16SW ซึ่งเป็นดาวคู่แบบประชิด (Contact Binary Star) ขนาดมหึมาที่ตั้งอยู่รอบนอกของหลุมดำ ดาวฤกษ์คู่นี้โคจรเบียดเสียดกันจนเกือบจะรวมเป็นเนื้อเดียว ส่งผลให้เกิดลมดาวฤกษ์ที่รุนแรงมหาศาล เมื่อกระแสลมจากดาวทั้งสองดวงปะทะกันเองและปะทะกับสสารรอบข้าง แรงอัดมหาศาลได้บีบเค้นก๊าซจนกลายเป็นก้อนที่มีความหนาแน่นสูง ก่อนจะถูกแรงดึงดูดอันมหาศาลของกาแล็กซีเหวี่ยงให้หลุดออกมาและพุ่งตรงเข้าหาหลุมดำ

การค้นพบครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการไขปริศนาที่มาของเมฆก๊าซเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่าง วิวัฒนาการของดาวฤกษ์ (Stellar Evolution) และการเติบโตของหลุมดำเข้าด้วยกัน มันแสดงให้เห็นว่าดาวฤกษ์มวลมากที่อยู่รายล้อมหลุมดำไม่ได้อยู่เฉย ๆ แต่พวกมันทำหน้าที่เป็นเครื่องจักรผลิตเชื้อเพลิงที่ส่งมอบสสารป้อนเข้าสู่ปากหลุมดำอย่างต่อเนื่องผ่านกระบวนการทางฟิสิกส์ที่ซับซ้อน ซึ่งภาพจำลองทางอุทกพลศาสตร์ยืนยันว่ากระบวนการนี้เกิดขึ้นจริงและสอดคล้องกับภาพที่กล้องโทรทรรศน์ตรวจพบทุกประการ

ก้าวต่อไปของทีมนักดาราศาสตร์คือการเฝ้าระวังว่าจะมีก้อนก๊าซใหม่ ๆ ถูกสลัดออกมาจาก IRS 16SW อีกหรือไม่ เพราะนี่คือโอกาสทองที่จะได้เห็นการ "ให้อาหาร" หลุมดำแบบสด ๆ ในช่วงชีวิตของเรา ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจกลไกการทำงานของใจกลางกาแล็กซีที่มืดมิดและลึกลับที่สุดได้ดีกว่าที่เคยเป็นมาในประวัติศาสตร์ดาราศาสตร์

ข้อมูลอ้างอิง: Sci Tech Daily

  • Scientists Uncover the Surprising Source of Strange Clouds Near the Milky Way’s Supermassive Black Hole
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...