โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

'คนรุ่นใหม่ท้าทายขนบ'คิดแบบนี้มีทุกยุค จาก'ฮิปปี้-5ย.'ถึง'แต่งไปรเวทไปเรียน'

แนวหน้า

เผยแพร่ 01 ธ.ค. 2563 เวลา 05.35 น.

ยังคงเดินหน้าตั้งคำถามท้าทายขนบสังคมต่อไปกับบรรดาเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่นอกจากกิจกรรมชุมนุมทางการเมืองแล้วยังมีกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ตามแต่ประเด็นที่แต่ละคนแต่ละกลุ่มสนใจ ดังล่าสุดกับกลุ่ม “นักเรียนเลว” ที่ออกมาเชิญชวนให้เด็กและเยาวชนลุกขึ้นมา “แต่งตัวตามสบายไปเรียน” ซึ่งเป็นประเด็นที่กลุ่มนี้ตั้งคำถามอยู่ก่อนแล้วว่าทรงผมหรือเครื่องแบบนักเรียนมีความสำคัญอย่างไรกับคุณภาพการศึกษา และกลายเป็น “ดราม่า” ข้อถกเถียงอันเผ็ดร้อนบนโลกออนไลน์อยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะกับผู้ใหญ่ที่จำนวนไม่น้อยไม่สบายใจ

แต่อันที่จริง ท่าที “ขบถ” หรือต่อต้านค่านิยมวิถีปฏิบัติกระแสหลักในสังคมขณะนั้นในหมู่คนรุ่นใหม่ ไม่ใช่เพิ่งเกิดในยุคนี้เป็นครั้งแรก เพราะหากย้อนไปในช่วงทศวรรษ 1960s-1970s (ประมาณปี 2503-2522) ในยุคสงครามเย็นที่สหรัฐอเมริกาเป็นพี่ใหญ่ค่ายเสรีนิยมประชาธิปไตย ขับเคี่ยวกับสหภาพโซเวียต (รัสเซีย) และจีนอันเป็น 2 แกนนำฝ่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ เพื่อแย่งชิงการมีอิทธิพลเหนือรัฐน้อยใหญ่อื่นๆ ทั่วโลก คนรุ่นใหม่ในเวลานั้นก็พยายามสร้างสังคมที่แหวกออกไปจากขนบหลักเช่นกัน

“ฮิปปี้ (Hippie)” หรือที่มีผู้แปลเป็นภาษาไทยว่า “บุปผาชน” เป็นวัฒนธรรมของวัยรุ่นอเมริกันยุคนั้น ด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายทั้งด้านการเมืองที่สหรัฐฯ เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามนอกประเทศ โดยเฉพาะสงครามเวียดนามที่ทำให้คนหนุ่มซึ่งถูกส่งไปรบเสียชีวิตและบาดเจ็บพิการจำนวนมาก และทั้งด้านเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ เป็นทุนนิยมเต็มตัวตามหลักคิด “ความฝันแบบอเมริกัน (American Dream)” ซึ่งคนรุ่นใหม่ชาวอเมริกันเวลานั้นมองว่า แม้ทุนนิยมอาจมอบความสำเร็จให้คนขยันและฉลาดพอ แต่ก็แลกมาด้วยสังคมที่แก่งแย่งแข่งขันสูงจนเกิดความเครียดสะสม

คนรุ่นใหม่จำนวนมากที่เห็นปัญหาจากคนรุ่นพ่อแม่ ตัดสินใจหันเหชีวิตไปในทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เช่น ปฏิเสธที่จะใส่สูทผูกเน็คไทซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายภูมิฐานของสังคมตะวันตก สนุกสนานกับการร้องรำทำเพลงโดยไม่ยึดติดกับเวลาซึ่งถูกสอนว่าเป็นของมีค่าในสังคมทุนนิยม มีกิจกรรมทางเพศอย่างเสรีไม่สนขนบจารีตและศีลธรรมกระแสหลัก รวมถึงยังเสพยาเสพติดโดยเฉพาะกัญชา วัฒนธรรมฮิปปี้แพร่หลายไปทั่วสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 1960s ก่อนจะค่อยๆ เสื่อมความนิยมลงในช่วงกลางทศวรรษ 1970s และหายไปในที่สุด

สำหรับประเทศไทยนั้นในยุค 1960s-1970s มีความเกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ โดยตรง เพราะสหรัฐฯ ใช้ไทยเป็นฐานที่มั่นหลักเพื่อต่อต้านการขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการตั้งฐานทัพเพื่อส่งทหารไปรบในสงครามเวียดนาม วัฒนธรรมอเมริกันเริ่มไหลบ่าเข้ามาในสังคมไทย ซึ่งรวมถึงวัฒนธรรมฮิปปี้ที่คนรุ่นใหม่ชาวอเมริกันใช้เป็นเครื่องมือต่อต้านสงครามและเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่สร้างความเหลื่อมล้ำในสังคมด้วย

ในยุคนั้น สังคมไทยมีคำเรียก “5 ย.” หมายถึง “ไว้ผมยาว สะพายย่าม สวมเสื้อยืด กางเกงยีนส์และรองเท้าแตะยาง” ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่แต่งกายทำนองดังกล่าวไปเรียนตามมหาวิทยาลัยต่างๆ แทนที่จะสวมเครื่องแบบตามกฎระเบียบของแต่ละสถาบัน ซึ่งก็เช่นเดียวกับฮิปปี้ในสหรัฐฯ ที่ผู้คนร่วมสมัยมองคนเหล่านี้ในแง่ไม่ค่อยดีนัก วัฒนธรรม 5 ย. ดำรงอยู่คาบเกี่ยวกับเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองครั้งสำคัญอย่าง 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 รวมถึงการชุมนุมขับไล่ฐานทัพสหรัฐฯ ในปี 2518 ก่อนจะค่อยๆ คลายความนิยมลงไปพร้อมกับวัฒนธรรมฮิปปี้

ช่วงนี้กระแสคนรุ่นใหม่รณรงค์ท้าทายขนบสังคมกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ก็น่ามีใครลองไปถามคนรุ่นใหม่ในวันวานที่กลายเป็นคนรุ่นเก่าในวันนี้ ว่าเมื่อนึกถึงสิ่งที่ได้ทำลงไปเมื่อครั้งยังเป็นวัยหนุ่ม-สาว ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง เผื่อจะนำมาเป็นบทเรียนหรือข้อคิดกับบรรดาคลื่นลูกหลังนี้ได้ไม่มากก็น้อย!!!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...