โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อ่านฉบับเต็ม! จำคุก'วัฒนา เมืองสุข' 99 ปี ปิดฉากคดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร

แนวหน้า

เผยแพร่ 03 มี.ค. 2565 เวลา 17.00 น.

องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก"เสี่ยไก่-วัฒนา" 99 ปีคดีทุจริตบ้านเอื้อ แถมสั่งริบเงินและให้จ่ายเงินร่วมกับจำเลยอื่นคนละ 89 ล้าน ด้านทนายตกใจ แต่น้อมรับคำพิพากษา

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 4 มี.ค. 65 องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์  ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงคำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง ได้อ่านคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร ระยะที่ 4 ที่อัยการสูงสุดโจทก์และนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จำเลยกับพวกรวม 7 คนยื่นอุทธรณ์

องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์พิจารณาแล้ว ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า คณะกรรมการ คตส. แต่งตั้งประธานอนุกรรมการตรวจสอบโครงการบ้านเอื้ออาทรระยะที่ 5 ตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. 2559 จึงมีอำนาจรวบรวมพยานหลักฐานตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป รวมถึงอำนาจในการสอบปากคำพยานบางปากตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 9  จึงเป็นการไต่สวนที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว และปรากฏข้อเท็จจริงว่า คณะกรรมการป.ป.ช. และอัยการสูงสุดได้แต่งตั้งผู้แทนเป็นคณะทำงาน เพื่อพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ ซึ่งการประชุมครั้งสุดท้ายคณะทำงานผู้แทนฝ่ายคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะผู้แทนฝ่ายอัยการสูงสุดพิจารณาพยานหลักฐานที่ไม่สมบูรณ์จนไม่มีข้อโต้แย้งกัน และได้ข้อยุติแล้วก่อนมีการส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดฟ้องเป็นคดีนี้โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ประเด็นเรื่องการเป็นเจ้าพนักงานตามฟ้องของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 เป็นรมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประกอบกับพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. 2537 มาตรา 5 บัญญัติให้ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมาตรา 28 ยังบัญญัติด้วยว่า ให้รัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไป ซึ่งกิจการของการเคหะแห่งชาติ (กคช. ) จำเลยที่  1 จึงเป็นบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ และเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไป จำเลยที่ 1ย่อมมีอำนาจหน้าที่ในการออกนโยบาย กำหนดแนวทางในการจัดซื้อจัดจ้าง หลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติในการยื่นข้อเสนอเพื่อจัดทำโครงการ รวมทั้งการกำหนดแนวทางในการยกเลิกประกาศการเคหะแห่งชาติฉบับเต็มและออกประกาศการเคหะแห่งชาติฉบับใหม่ หรือสั่งให้การเคหะแห่งชาติปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ ซึ่งกิจการของการเคหะแห่งชาติ จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าพนักงานตามฟ้อง หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1ใช้อำนาจโดยมิชอบตั้งกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1ย่อมครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 (เดิม) แล้ว

ประเด็นจำเลยที่ 1กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจ หรือจูงใจเพื่อให้บุคคลได้มอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่นหรือไม่นั้น เห็นว่า “ขณะที่มีการไต่สวนโครงการบ้านเอื้ออาทร ระยะที่ 4 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2552 ยังไม่มีบทบัญญัติการกันบุคคลหรือผู้ถูกกล่าวหาไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดี ซึ่งเป็นอำนาจของ คตส. ที่จะกันบุคคล หรือผู้ถูกกล่าวหาเป็นพยานได้ เมื่อการสอบถ้อยคำพยานเป็นประโยชน์ต่อการไต่สวน และมิได้มีการจูงใจให้พยานต้องให้การผิดไปจากมูลความจริง และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคณะอนุกรรมการไต่สวนได้กำหนดเนื้อหาที่พยานต้องให้การไว้เป็นการล่วงหน้า หรือมีการชี้นำพยานว่าต้องให้การยืนยันไปในทางไต่สวน โดยพยานมีอิสระที่จะใช้การไปตามความเห็นของตน จึงมิได้เป็นพยานชนิดที่เกิดขึ้นจากการจูงใจหรือมีคำมั่นสัญญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 288 และรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความจริงได้ ขณะจำเลยที่ 1 เป็นรัฐมนตรี มีการจัดทำหนังสือนส่งเอกสาร
ประกอบการประชุมคณะกรรมการบริหารการเคหะแห่งชาติโดยระบุชื่อ จำเลยที่ 4 ในฐานะที่ปรึกษาจำเลยที่ 1หลายครั้ง และจำเลยที่ 5 ก็อ้างว่าจำเลยที่ 4 เป็นทีมงานที่ปรึกษาของจําเลยที่ 1 พฤติการณ์เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 4  เป็นที่ปรึกษาของจำเลยที่ 1 อย่างไม่เป็นทางการ

นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ได้เข้าร่วมประชุมมอบนโยบายให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์พิจารณาโครงการบ้านเอื้ออาทรใหม่ และจำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอนุมัติให้ผู้ประกอบการดำเนินโครงการบ้านเอื้ออาทร แม้ผู้ประกอบการบางรายได้รับอนุมัติก่อสร้างไปแล้ว แต่จำเลยที่ 1 เปลี่ยนหลักเกณฑ์โครงการบ้านเอื้ออาทรโดยผู้ประกอบการต้องวางหลักประกันมูลค่าร้อยละ 5 และได้รับเงินล่วงหน้าจากการเคหะแห่งชาติ ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งการเกี่ยวกับการจ่ายเงินล่วงหน้าให้กับผู้ประกอบการ เมื่อจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 4 แสดงออกว่าเป็นที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการ ประกอบกับมีการเรียกเงินจำนวนมากจากผู้ประกอบการหลายรายเกี่ยวพันกับโครงการบ้านเอื้ออาทรซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของจำเลยที่ 1 แล้วลำพังจำเลยที่ 4  ย่อมไม่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเองได้

การกระทำของจําเลยที่ 1 กับพวกจึงมีลักษณะเป็นขบวนการ เชื่อว่า จำเลยที่ 1 รู้เห็นถึงการกระทำของจำเลยที่ 4 ด้วย ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมข่มขืนใจหรือจูงใจแก่ให้ผู้ประกอบการมอบเงินให้เพื่อตอบแทนที่การเคหะแห่งชาติอนุมัติให้เข้าทำสัญญาตามฟ้อง การกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นความผิดตามพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ส่วนประเด็นการริบทรัพย์สินนั้น เห็นว่า เมื่อเงินที่จำเลยที่ 1กับพวกได้มาเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ซึ่งขณะนั้นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 42 และ 43 ยังไม่มีผลใช้บังคับ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการริบรัพย์สิน จึงต้องนำประมวลกฎหมายอาญาใช้บังคับแทน แม้โจทก์ไม่ได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (2) แต่เมื่อโจทก์มีคำขอให้ริบเงินแล้ว ศาลจึงมีอำนาจริบเงินได้ ทั้งต้องปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องและเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะที่ดี อันมีผลถึงประเด็นอื่นที่ไม่ได้อุทธรณ์ด้วย

สำหรับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดียาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 45 เป็นมาตรการเพื่อการบังคับให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ศาลสั่งริบ จึงนำมาใช้บังคับให้จำเลยที่ 1 ส่งเงินที่รับโดยชำระเป็นเงินแทนตามมูลค่าของเงินที่ศาลสั่งริบพร้อมด้วยดอกเบี้ยได้

ประเด็นการริบเงิน 89 ล้านบาท ตามอุทธรณ์โจทก์นั้น เห็นว่า การจ่ายเงินจำนวน 89 ล้านบาท ให้จำเลยที่ 7 เป็นการจ่ายเงินเพื่อตอบแทนในการผลักดันโครงการบ้านเอื้ออาทรของบริษัท  และโครงการอื่นเงินจำนวน 89 ล้านบาท จึงเป็นเงินที่สัมพันธ์กับเงินสินบนที่ใช้ในการอำนวยความสะดวกให้กับโครงการบ้านเอื้ออาทรอื่นของบริษัท เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดที่ศาลมีอำนาจริบได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 422, แต่ให้ปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (2) ริบเงิน 89 ล้านบาท ด้วย โดยให้จำเลยผู้มีหน้าที่ต้องส่งเงิน 89 ล้านบาท  และให้จำเลยที่ 1 ที่ 4-8 และที่ 10 ร่วมกันชำระเงินแทนตามมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกคนละ 89 ล้านบาท จากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกำหนดไว้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ภายหลังนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ ทนายความของนายวัฒนา เมืองสุข จำเลยที่ 1 เปิดเผยว่า จากการฟังคำพิพากษา จากชั้นต้นถึงชั้นอุทธรณ์ ขณะนี้ยังไม่มีเเนวทางว่าจะต่อสู้อย่างไร ยังตกใจกับคำตัดสิน ขอตั้งหลักก่อน เเต่ทางทีมทนายจะกลับไปทบทวนว่า การต่อสู้คดีมีความบกพร่องใดเรื่องใด เเต่พร้อมยอมรับคำพิพากษา เเต่ตัวนายวัฒนา ก็ยังยืนยันว่าไม่ได้ทำความผิด ยังยืนยันว่าการต่อสู้มานาน 5 ปี ก็ยังเชื่อว่านายวัฒนาเป็ผู้บริสุทธิ์ เเละ ไม่เคยคิดหลบหนี เชื่อในความบริสุทธ์ของตัวเอง เเต่ก็เคารพในการตัดสินศาลยุติธรรม โดยการเข้ามาฟังคำพิพากษาวันนี้ไม่ได้เตรียมทั้งเสื้อยืดเเละรองเท้าเเตะ มาเพราะพร้อมที่จะกลับบ้าน

ส่วนที่ผ่านมานายวัฒนา เชื่อว่าคดีนี้เป็นเรื่องการเมืองล้าน % นั้น ทนายความบอกว่า เรื่องนี้ไม่สามารถก้าวล่วงได้ แต่เชื่อว่าการที่ศาลตัดสินบนพยานหลักฐานจะคิดว่าเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ เชื่อว่าคำพิพากษาที่ออกมาโดยละเอียด ประชาชนที่ได้ได้ยิน ได้เห็นได้อ่าน ควรใช้วิจารณญานเเละเรียบเรียงเองว่า เป็นเรื่องการเมืองหรือไม่อย่างไร

-001

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...