โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

KTIS ปักธงปี 69 หีบอ้อยทะลุ 7 ล้านตัน! รับอานิสงส์ราคาตลาดโลก-ซัพพลายตึง

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายปริญญ์ ศิริวิริยะกุล ผู้จัดการโรงงาน บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยในปี 2569 เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ หลังผ่านช่วงวัฏจักรขาลงของสินค้าโภคภัณฑ์ โดยแรงหนุนหลักมาจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศเอื้ออำนวย ประกอบกับแนวโน้มราคาน้ำตาลโลกที่เริ่มกลับเข้าสู่ช่วงขาขึ้นจากภาวะอุปทานตึงตัวในตลาดโลก

สำหรับแนวโน้มธุรกิจปี 2569 บริษัทประเมินว่าปริมาณอ้อยเข้าหีบในฤดูการผลิตถัดไปมีโอกาสเพิ่มขึ้นราว 15% จากระดับประมาณ 6.4 ล้านตัน เป็นราว 7 ล้านตัน สะท้อนผลดีจากปริมาณน้ำฝนและอุณหภูมิที่เหมาะสมในปีก่อนหน้า ซึ่งช่วยชดเชยความผันผวนด้านราคาน้ำตาลได้บางส่วน

อย่างไรก็ตามโครงสร้างรายได้ของอุตสาหกรรมยังคงพึ่งพาตลาดส่งออกในสัดส่วนสูงถึงราว 70% ทำให้ราคาขายผันผวนตามราคาน้ำตาลโลกและอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ราคาจำหน่ายในประเทศยังถูกควบคุมโดยภาครัฐเพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงผ่านการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และการอ้างอิงกลไกราคาของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ควบคู่กัน

นอกจากนี้ในเชิงโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลยังมีกลไกกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพ หากราคาขายจริงเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลสูงกว่าราคาประเมิน โรงงานต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มให้เกษตรกร แต่หากราคาต่ำกว่าคาด กองทุนจะเข้ามาชดเชย เพื่อลดความผันผวนและรักษาสมดุลทั้งระบบ

อย่างไรก็ตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพและบริโภคน้ำตาลลดลง ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมได้เร่งปรับกลยุทธ์เชิงรุก โดยลดการพึ่งพารายได้จากน้ำตาลเพียงอย่างเดียว และขยายพอร์ตสู่ธุรกิจไบโอ (Non-sugar Business) เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว

ปัจจุบันรายได้จากน้ำตาลและกากน้ำตาลยังคิดเป็นสัดส่วนหลักราว 70–79% ขณะที่ธุรกิจไบโอมีสัดส่วนประมาณ 20–30% ประกอบด้วย ไฟฟ้าชีวมวลประมาณ 7.7%, เยื่อกระดาษและบรรจุภัณฑ์ 3.9% และเอทานอล 2.5% ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

โดยธุรกิจบรรจุภัณฑ์จากชานอ้อยยังได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์การค้าโลก หลังสหรัฐอเมริกาเพิ่มภาษีนำเข้าจากจีน ส่งผลให้สินค้าไทยมีความสามารถแข่งขันสูงขึ้นในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป ขณะที่ธุรกิจพลังงานชีวมวลและเอทานอลช่วยสร้างรายได้ประจำ และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารกำลังการผลิตในช่วงที่ราคาน้ำตาลผันผวน

ขณะเดียวกันประเด็น ESG และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะกับลูกค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ผู้ประกอบการไทยจึงเร่งพัฒนาโครงการอ้อยคาร์บอนต่ำและ Carbon Farming ร่วมกับพันธมิตรต่างชาติ พร้อมผลักดันการรับรองมาตรฐานสากลอย่าง Bonsucro เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลก

ส่วนการแก้ปัญหาการเผาอ้อยซึ่งเชื่อมโยงกับฝุ่น PM 2.5 เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม จากการบูรณาการมาตรการของภาครัฐ ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และบทลงโทษทางกฎหมาย ส่งผลให้สัดส่วนอ้อยสดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยอ้อยไฟไหม้จะถูกหักราคารับซื้อประมาณ 30 บาท และอาจไม่ได้รับสิทธิในมาตรการช่วยเหลือจากรัฐ ซึ่งในบางปีทำให้ส่วนต่างราคาสูงถึง 150 บาท ช่วยยกระดับภาพลักษณ์อุตสาหกรรมในระยะยาว

ขณะเดียวกันผู้ประกอบการยังเร่งนำเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำมาใช้ ตั้งแต่โดรน เครื่องจักรอัตโนมัติ การวิเคราะห์ดิน และระบบปุ๋ยสั่งตัด เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และลดการปล่อยคาร์บอน ควบคู่กับการผลักดันเกษตรกรสู่บทบาท “นักธุรกิจไร่อ้อย” เพื่อดึงคนรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรม

นายปริญญ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ราคาน้ำตาลโลกน่าจะผ่านพ้นจุดต่ำสุดแล้ว และกำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวตามวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์ จากการปรับสมดุลซัพพลายโลกและการเปลี่ยนผ่านสภาพอากาศจากลานีญาสู่เอลนีโญ ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณผลผลิตลดลงในบางพื้นที่ของไทย ถือเป็นปัจจัยบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมในปี 2569 และระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...