“ดาโอ” มองกลุ่ม “แบงก์” รับอานิสงส์ ครม. ขยายโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ชู KTB ท็อปพิก
ข่าวหุ้นธุรกิจ
อัพเดต 03 ก.ค. 2568 เวลา 07.25 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2568 เวลา 01.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรณี ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลารับสมัครเข้าร่วมโครงการ "คุณสู้ เราช่วย" ออกไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 จากเดิมที่สิ้นสุดในวันที่ 30 มิถุนายน 2568 พร้อมทั้งพิจารณากำหนดคุณสมบัติของลูกหนี้ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568
นอกจากนี้ ยังได้มีการขยายขอบเขตคุณสมบัติของลูกหนี้ที่สามารถเข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม และช่วยบรรเทาภาระหนี้ของประชาชนได้มากขึ้น โดยประกอบด้วย 3 มาตรการ ได้แก่ มาตรการจ่ายตรง คงทรัพย์, มาตรการจ่าย ปิด จบมาตรการใหม่ “จ่าย ตัด ต้น”
ทั้งนี้ สอดคล้องกับฝ่ายนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การขยายเวลาโครงการออกไปอีก 3 เดือน จะส่งผลเป็นกลางต่อภาพรวม เนื่องจากในเฟสแรกของโครงการ มียอดหนี้ลงทะเบียนเข้าร่วมกว่า 460,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียง 1–2% ของสินเชื่อรวมในระบบ
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวอาจช่วยลดการตั้งสำรองฯ และลดปริมาณหนี้เสีย (NPL) ได้ในระยะยาว หากลูกหนี้สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขครบระยะเวลา 3 ปี แต่ในระยะสั้นธนาคารอาจได้รับผลกระทบจากการสูญเสียรายได้ดอกเบี้ยทันที เนื่องจากไม่มีการรับรู้ดอกเบี้ยในช่วงเวลาดังกล่าว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากสินเชื่อ (Loan Yield) และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ลดลงจากการใช้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (EIR) ต่ำลง
สำหรับมาตรการข้อ 1-2 ยังคงเป็นมาตรการเดิมจากเฟสแรกของโครงการ แต่มีการปรับปรุงเงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อขยายความช่วยเหลือให้ครอบคลุมลูกหนี้กลุ่มใหม่มากขึ้น
มาตรการที่ 1: “จ่ายตรง คงทรัพย์” มีการขยายเงื่อนไขให้ครอบคลุมลูกหนี้ที่มีสถานะค้างชำระระหว่าง 1-30 วัน หากลูกหนี้รายนั้นเคยผ่านการปรับโครงสร้างหนี้มาแล้ว รวมถึงขยายช่วงหนี้ค้างชำระจากเดิม 31-365 วัน ให้ครอบคลุมลูกหนี้ที่ค้างชำระเกิน 365 วันด้วย โดยมีลูกหนี้ลงทะเบียนในมาตรการนี้รวมคิดเป็นยอดหนี้กว่า 460,000 ล้านบาท
มาตรการที่ 2: “จ่าย ปิด จบ” มีการปรับเพิ่มวงเงินคงค้างที่สามารถเข้าร่วมได้เป็นไม่เกิน 10,000 บาท สำหรับหนี้ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Loan) และ 30,000 บาท สำหรับหนี้มีหลักประกัน (Secured Loan) จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 5,000 บาททั้งสองประเภท โดยมีลูกหนี้ลงทะเบียนในมาตรการนี้รวมมูลหนี้ 216 ล้านบาท
มาตรการใหม่ ข้อ 3: “จ่าย ตัด ต้น” เป็นมาตรการที่เพิ่มขึ้นในรอบนี้ เพื่อรองรับลูกหนี้ในกลุ่มสินเชื่อไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลโดยเฉพาะ โดยมียอดหนี้ที่ลงทะเบียนในมาตรการนี้รวม 874 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม คาดว่าจำนวนลูกหนี้ที่จะเข้าร่วมมาตรการในข้อ 2 และข้อ 3 จะอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากเป็นกลุ่มหนี้ไม่มีหลักประกันที่ส่วนใหญ่มีอายุค้างชำระยาวนาน (เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. 2564) และโดยทั่วไป ธนาคารมักมีนโยบายตัดบัญชีหนี้เสีย (write-off) กลุ่มนี้ภายใน 3-6 เดือนหลังจากเริ่มค้างชำระ
ขณะที่มาตรการ “จ่ายตรง คงทรัพย์” คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า แต่ก็ยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการจะไม่สามารถขอก่อหนี้ใหม่เพิ่มเติมได้ในช่วง 12 เดือนแรก ของการเข้าร่วม ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดสำคัญสำหรับบางกลุ่มลูกหนี้
นักวิเคราะห์ยังคงแนะนำ "มากกว่าตลาด" (Overweight) สำหรับกลุ่มธนาคารไทย โดยมองว่า Valuation ของกลุ่มยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ที่มีฐานลูกค้าหลากหลายและมีเสถียรภาพด้านคุณภาพสินทรัพย์
ในเชิงโครงสร้าง บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO และ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ยังคงเป็นธนาคารที่มีสัดส่วนของสินเชื่อรายย่อยสูงที่สุดที่ระดับ 68% รองลงมาคือ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB (62%), ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB (46%), บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB (40%) และ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK (28%) ตามลำดับ
กลุ่มธนาคารโดยรวมมีระดับการซื้อขาย (valuation) ที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 0.65 เท่า PBV หรือราว -1.25 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ของกลุ่มอยู่ในระดับสูงถึง 7% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของตลาดที่ประมาณ 3%
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ยังคงเลือก KTB เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม (Top Pick) โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 25 บาท อิงจากประมาณการปี 2568 ที่ระดับ PBV 0.75 เท่า หรือประมาณ -0.5 SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว
KTB มีจุดแข็งในด้านคุณภาพสินทรัพย์ โดยพอร์ตสินเชื่อหลักเน้นปล่อยให้กับภาครัฐ ส่งผลให้แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) มีเสถียรภาพดีกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม อีกทั้งราคาหุ้นในปัจจุบันยังไม่สะท้อนผลกำไรที่แข็งแกร่ง โดยธนาคารสามารถทำกำไรสุทธิได้เกินระดับ 10,000 ล้านบาทต่อไตรมาส ต่อเนื่องถึง 5 ไตรมาสติดต่อกัน
ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ควบคู่กับ Valuation ที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว ทำให้ KTB ยังคงเป็นหุ้นเด่นในกลุ่มธนาคาร สำหรับการลงทุนระยะกลางถึงยาว