“กลุ่มแบงก์” ปี 67 อวดกำไร 2.53 แสนลบ. จัดหนัก KBANK โกย 4.8 หมื่นล้านบาท
“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ทำการรวบรวมข้อมูลผลประกอบการประจำปี 2567 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ของกลุ่ม “ธนาคารพาณิชย์” จำนวน 11 แห่ง ซึ่งรายงานผลการดำเนินงานครบถ้วนเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้ จากผลการสำรวจข้อมูล พบว่า ภาพรวมกำไรสุทธิกลุ่มธนาคารพาณิชย์ทั้ง 11 แห่ง ประจำปี 2567 มีกำไรสุทธิรวม 252,748 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.22% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิรวม 235,732 ล้านบาท
ขณะที่ เมื่อเจาะลึกไปยังผลประกอบการของธนาคารรายตัว พบว่า ธนาคารที่สามารถมีกำไรสุทธิประจำปี 2567 เติบโตแข็งแกร่งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีจำนวน 5 บริษัท คือ KTB, KBANK, TTB, BBL และ CIMBT โดยมีรายละเอียดสนับสนุนการเติบโตจากรายได้ดอกเบี้ย การบริหารต้นทุนที่ดี ดังต่อไปนี้
ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMBT รายงานผลประกอบการปี 2567 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,852.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77.70% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 1,605.27 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้ดำเนินงานเพิ่มขึ้น 9.70% และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นลดลง 13.70%
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB รายงานผลประกอบการปี 2567 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 43,855.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.77% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 36,615.91 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 119,115 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.0% จากการบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่ออย่างสมดุล โดยสินเชื่อเติบโตจากกลุ่มลูกค้ารายย่อยและการขยายตัวของสินเชื่อภาครัฐ ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตแบบระมัดระวังในสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) อยู่ที่ 3.29% เพิ่มขึ้นจาก 3.22% ในปี 2566 นอกจากนี้ ธนาคารยังมีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ 22,282 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.8%
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK รายงานผลประกอบการปี 2567 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 48,598.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 42,405.04 ล้านบาท โดยเป็นผลมาจากรายได้ดำเนินงานสุทธิ 48,685 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน นอกจากนี้ ยังมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้จำนวน 110,673 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.77% จากปีก่อน โดยรายได้จากการดำเนินงานสุทธิมีจำนวน 197,946 ล้ามบาท เพิ่มขึ้น 2.75% เป็นผลจากการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของธนาคารและการขยายตัวของปริมาณธุรกิจ
อีกทั้งมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 48,570 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.86% หลัก ๆ จากรายได้ค่าธรรมเนียมรับจากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้าผ่านการนำเสนอดติดภัณฑ์ทางกางการเงินที่ครอบคลุมทั้งของธนาคารและบริษัทย่อย
ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB รายงานผลประกอบการปี 2567 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 21,031.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.94% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 18,621.53 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากควบคุมต้นทุนการเงินที่ดีการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย (NIM) ในปี 67 ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ร้อยละ 3.26 จากร้อยละ 3.24 ในปี 66 เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งเป็นผลจากการบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL รายงานผลประกอบการปี 2567 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 45,211.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.59% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 41,635.52 ล้านบาท เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นจากปริมาณเงินให้สินเชื่อและอัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่เติบโต ส่งผลให้เกิดรายได้สุทธิกับต้นทุนเงินรับฝากเพิ่มขึ้น และมีรายได้ที่มีการใช้ดอกเบี้ยรวม 41,911 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.4% จากปีก่อน โดยได้แรงผลักดันจากรายได้จากการลงทุน รวมทั้งรายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจบัตรเครดิต บริการประกันผ่านธนาคาร
บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB รายงานผลประกอบการปี 2567 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 43,943.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.97% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 43,521.33 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจาก รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 129,424 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% จากปีก่อน จากการขยายตัวของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย
บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG รายงานผลประกอบการปี 2567 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,046.99 ล้านบาท ลดลง 2.35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 2,096.29 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นผลมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 6,944.3 ล้านบาท ลดลง 2.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน อีกทั้งบริษัทมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยอยู่ที่ 6,206.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นการลดลงของกําไรจากเงินลงทุนและรายได้เงินปันผล นอกจากนี้ มีค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานอื่น 3,858.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน อาทิ พนักงาน อาคาร สถานที่และอุปกรณ์
บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO รายงานผลประกอบการปี 2567 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 6,901.28 ล้านบาท ลดลง 5.48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 7,301.11 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.6% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย ซึ่งเป็นไปตามแผนการเพิ่มสำรองเพื่อกลับสู่ระดับปกติ พร้อมทั้งเพื่อรองรับความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง นอกจากนี้ บริษัทมีรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจวาณิชธนกิจเพิ่มขึ้นจากการเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ครั้งแรก (IPO)
ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP รายงานผลประกอบการปี 2567 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,985.07 ล้านบาท ลดลง 8.42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 5,443.40 ล้านบาท โดยเป็นผลมาจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ 11% จากการชะลอตัวของสินเชื่อตามมาตรการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารที่มุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อไปในประเภทที่มีคุณภาพสูง รวมถึงการปรับเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินตามภาวะอัตราดอกเบี้ย และรายได้ที่การปล่อยสินเชื่อ ในส่วนของรายได้ค่านายหน้าประกันปรับตัวลดลง ภายใต้มาตรการชะลอการเติบโตสินเชื่อของธนาคาร
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY รายงานผลประกอบการปี 2567 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 29,699.75 ล้านบาท ลดลง 9.81% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 32,929.52 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากในปี 67 ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอยู่ที่ 45,782 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 35,617 ล้านบาท ซึ่งมาจากแนวทางการบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวดและรอบคอบของกรุงศรีภายใต้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง ของประเทศ และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงการตั้งสํารองเพื่อรองรับธุรกิจในต่างประเทศ
ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMBT รายงานผลประกอบการปี 2567 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,852.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77.70% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 1,605.27 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากจากรายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 9.70% และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นลดลง 13.70% สุทธิกับการเพิ่มขึ้นในค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานร้อยละ 2.60%
โดยภายหลังกลุ่ม “ธนาคารพาณิชย์” รายงานผลการดำเนินงานปี 67 บริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ ได้ออกบทวิเคราะห์ถึงทิศทางในปี 68 อาทิ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุผ่านบทวิเคราะห์ถึง TTB แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 2.18 บาท โดยบริษัทรายงานกำไรไตรมาส 4/67 เป็นไปตามคาดการณ์ โดยเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการตั้งสำรองลดลง ทั้งนี้ฝ่ายนักวิเคราะห์คาดการณ์ปี 68 กำไรเพิ่มขึ้น จากสินเชื่อที่คาดการณ์จะฟื้นตัว และยังมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีช่วยหนุน
บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุผ่านบทวิเคราะห์ถึง KBANK แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 177.00 บาท ซึ่งภายหลังการรายงานกำไรปี 67 ฝ่ายนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า สำหรับกำไรปี 68 เราคาดว่าจะเห็นการเติบโตอยู่ที่ 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการเติบโตของสินเชื่อยังคาดหวังให้เป็นปัจจัยสนับสนุนได้ไม่มาก เนื่องจากยังมีปัจจัยกดดันด้านคุณภาพหนี้อยู่
สำหรับค่าใช้จ่ายสํารองหนี้ที่คาดว่าจะลดลงได้ เนื่องจากในปี 66-67 ที่ผ่านมาได้มีการบริหารจัดการหนี้เสีย (NPL) และมีการตั้งสํารองหนี้ในเชิงรุกไปแล้ว นอกจากนี้ ยังมี JV AMC ร่วมกับ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ที่จะช่วยในการบริหารจัดการ NPL แต่อาจไม่ถึงระดับ 1.6% ที่ทางธนาคารตั้งเป้าไว้ โดยฝ่ายนักวิเคราะห์คาดการณ์ในให้อยู่ในระดับ 1.8% เนื่องจากยังเห็นการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้ Stage2 อยู่
อีกทั้ง บล.ทรีนีตี้ ยังระบุถึง BBL แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 185 บาท โดยฝ่ายนักวิเคราะห์คาดการณ์กําไรปี 68 จะเติบโตได้ 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่าจะมีแรงกดดันจาก NIM ที่ลดลงบ้างตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่คาดการณ์สินเชื่อจะยังเติบโตได้ช่วยชดเชย NIM ที่ลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ค่าใช้จ่ายสํารองหนี้คาดการณ์ว่าจะค่อนข้างทรงตัว ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีโอกาสปรับตัวขึ้นมาบ้างจากฐานต่ำในปี 67 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ บล.กรุงศรี ระบุผ่านบทวิเคราะห์ถึง KTB แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 24 บาท โดยคาดการณ์กำไรของ KTB ปี 68 อยู่ที่ 4.78 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรวม โดยเฉพาะสินเชื่อภาครัฐ การเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ และการลดลงของค่าใช้จ่ายสำรอง (Credit cost) ซึ่งกำไรสุทธิปี 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนการเติบโตจากงบประมาณภาครัฐ ที่คาดการณ์มีการเร่งเบิกจ่ายในครึ่งแรกของปี 68 รวมถึงมีโอกาสเห็น KTB ปรับเพิ่ม Payout ratio ขึ้น จากปัจจุบันที่ราว 30%