รู้จัก “City Pop” เสียงดนตรีและศิลปะแห่งความรุ่งเรืองของญี่ปุ่นในยุค 80s
ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970-1980 เมื่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังเฟื่องฟูอย่างเต็มที่ และเมืองหลวงอย่าง “โตเกียว” เป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยและนวัตกรรม ศิลปะและวัฒนธรรมป็อปได้พัฒนาไปสู่แนวที่เรียกว่า "City Pop" ซึ่งเป็นแนวดนตรีและศิลปะที่สะท้อนถึงความฝันของชีวิตเมือง ความทะเยอทะยาน และความรุ่งเรืองของช่วงเวลาที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังทะยานสูง
City Pop เป็นการผสมผสานอันลงตัวระหว่างเสียงดนตรีสดใสจากเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ซินธิไซเซอร์ กีตาร์อิเล็กทริก และเสียงร้องที่เต็มไปด้วยความหวัง เนื้อร้องมักจะเกี่ยวกับชีวิตในเมือง ความรัก การเดินทาง และความฝันของการมีชีวิตที่ดีกว่า โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในรูปแบบของเพลงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงภาพประกอบ การออกแบบ และวัฒนธรรมที่สะท้อนความเป็นเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แม้ว่า City Pop จะมีช่วงเวลาล่มสลายในประวัติศาสตร์เพลงญี่ปุ่น แต่ในปัจจุบันแนวทางนี้กำลังกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง อันเป็นบทพิสูจน์ว่า บางสิ่งบางอย่างไม่เคยเก่าเลย
City Pop คือแนวเพลงและศิลปะที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังฟื้นฟูหลังสงครามโลก ในช่วงเวลาที่ทั้งประเทศกำลังเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอันไร้ขีดจำกัด และได้พบรักกับไลฟ์สไตล์การเป็นโตเกียวแบบสากลที่แสนหรูหรา ความน่าสนใจคือแนวเพลงประเภทนี้ได้ถูกค้นพบและถูกรักโดยชาวโลกตะวันตกในช่วงเวลาหลายสิบปีให้หลัง เนื่องจากจังหวะดนตรีที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอเมริกันป็อปที่ชวนให้นึกถึงอดีตและให้ความรู้สึกเบาใจไร้กังวลนี้ ได้ทำงานกับใจผู้ฟังได้ทั่วโลก บางคนอาจจะเจอเพลงเหล่านี้ในช่วงที่ชีวิตกำลังเป็นสีเทาหม่น ไม่ว่าจะเป็นช่วงล็อกดาวน์จากโรคระบาด ช่วงหายนะทางภัยธรรมชาติ หรือแม้แต่การเมืองการปกครองที่สถานการณ์ไม่สู้ดี นี่จึงเป็นแนวดนตรีที่ถือว่าเพอร์เฟ็กต์ที่จะฟังเพื่อปลอบประโลมใจในช่วงเวลาเหล่านี้เลยก็ว่าได้
(Alex Knight / Unsplash)
City Pop ดนตรีที่ฟังเมื่อไรก็เหมือนวนกลับไปที่เดิมทุกครั้ง
การถือกำเนิดของ “ซิตี้ป็อป (City Pop)” เกิดขึ้นในช่วงยุค 80s โดยสามารถนำไปเชื่อมโยงกับความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งทำให้ประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเฟื่องฟูเป็นอันดับสองของโลกในขณะนั้น ชาวญี่ปุ่นทั้งหลายที่ได้รับผลประโยชน์จาก “มหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ” หลังสงครามนี้ ต่างก็มีความกระตือรือร้นที่จะเฉลิมฉลองโดยการรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากสหรัฐอเมริกาเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าราคาแพง ดินเนอร์สุดหรู การเดินทางท่องเที่ยว หรือแม้แต่การเที่ยวกลางคืน ในยุคที่เครื่องเล่นเพลงยอดฮิตอย่างโซนี่วอล์กแมนได้ถือกำเนิด พร้อม ๆ กับระบบเสียงในรถยนต์ สิ่งเหล่านี้ประกอบกันทำให้ไลฟ์สไตล์นี้ต้องมี “เพลงประกอบ” ที่มีความเป็นสากลสักหน่อย นั่นจึงเป็นจุดกำเนิดของแนวดนตรีสุดคลาสสิกอย่างซิตี้ป็อป
ในความเป็นจริงแล้วเพลงซิตี้ป็อปเพลงแรกเกิดขึ้นเมื่อสมัยเริ่มต้นยุค 70s โดยวงดนตรีสไตล์โฟล์กร็อกที่ชื่อว่า Happy End โดยได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมป็อปของอเมริกาในช่วงหลังสงครามโลก ซึ่งสมาชิกในวงต่างก็ช่วยกันนำความเป็นดนตรีญี่ปุ่นและดนตรีอเมริกันมาผสมผสานกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ เนื้อหาของเพลงส่วนใหญ่จะพูดถึงชีวิตในเมืองใหญ่และการหวนคำนึงถึงช่วงเวลาที่ผ่านไปแล้ว
แม้ว่าวง Happy End จะทำหน้าที่ในฐานะวงดนตรีอยู่แค่ระยะเวลาสั้น ๆ (1969-1973) แต่ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในวงดนตรีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์เพลงญี่ปุ่น ไม่เพียงแต่เพลงภาษาญี่ปุ่นสไตล์โฟล์กร็อกของพวกเขาที่มีเอกลักษณ์ ท่ามกลางช่วงเวลาที่เหล่าวงร็อกญี่ปุ่นนิยมร้องเพลงภาษาอังกฤษเพียงเท่านั้น แต่พวกเขายังได้มีส่วนช่วยสร้างสรรค์อัตลักษณ์ของดนตรีโมเดิร์นป็อปแบบญี่ปุ่นขึ้น ด้วยเนื้อเพลงที่สื่อถึงภาพของวิถีชีวิตชาวโตเกียวที่ก้าวเข้าสู่โลกสากล พวกเขาจึงเป็นดั่งผู้ให้กำเนิดของแนวดนตรีที่ภายหลังถูกเรียกว่า “ซิตี้ป็อป” นั่นเอง
หลังจากที่วง Happy End ได้ยุบไปในปี 1973 สมาชิกของวง ได้แก่ ฮารุโอมิ โฮโซโนะ เอย์อิจิ โอทาคิ ชิเกรุ ซูซูกิ และทาคาชิ มัทสึโมโตะ ก็ได้สานต่อแนวดนตรีซิตี้ป็อปต่อไปจากยุค 70s จนถึง 80s จนกระทั่งพวกเขาได้มีส่วนในการต่อยอดไปในสไตล์ที่หลากหลายและมีเพลงมากมายที่กลายเป็นเพลงฮิตประจำแนวเพลง อีกทั้งยังได้สร้างชื่อเสียงในฐานะนักประพันธ์และโปรดักชันที่มีคุณภาพสูง ตัวอย่างผลงานที่มีชื่อเสียงและได้รับอิทธิพลของพวกเขาสามารถพบได้ในปี 1978 เมื่อฮารุโอมิ โฮโซโนะได้จัดตั้งวงดนตรีที่ชื่อว่า Yellow Magic Orchestra ขึ้นมา โดยถือว่าเป็นผู้บุกเบิกดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับความนิยมจากการนำเอาเครื่องสังเคราะห์เสียง (Synthesizers) มาผสมผสานกับการใช้ Samplers และเครื่องดนตรีในรูปแบบดิจิทัลชนิดอื่น ๆ
ด้วยศิลปินและโปรดิวเซอร์ที่มีชื่อเสียงที่มีมากมายในวงการซิตี้ป็อปในช่วงปลายทศวรรษ 1980 จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะกำหนดความหมายของเสียงเพลงซิตี้ป็อปแบบเฉพาะเจาะจงได้ ดนตรีประเภทนี้เป็นการผสมผสานระหว่างแจ๊ส ฟังก์ และอาร์แอนด์บี ที่มีเสียงกลมกลืนกัน อาจเป็นอะไรก็ได้ตั้งแต่ซอฟต์ร็อกไปจนถึง Boogie Disco ที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้เกี่ยวกับเสียงเพลงซิตี้ป็อป ก็คือทำนองที่ติดหูและฟังสบาย ซึ่งทั้งสร้างความรู้สึกดีแต่ก็แฝงด้วยความเศร้าและความคิดคำนึง
วง Yellow Magic Orchestra (MacQ / Flickr)
การล่มสลายของ City Pop ในญี่ปุ่น และการกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งในโลกตะวันตก
การล่มสลายของตลาดหุ้นในช่วงทศวรรษที่ 1990 ทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นหยุดชะงักลงอย่างหนัก และแน่นอนว่าแนวเพลงซิตี้ป็อปที่มีเนื้อหาสร้างกำลังใจเองก็หายไปด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจถดถอยนี้ไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้ซิตี้ป็อปตกต่ำ ศิลปินในแนวนี้ได้รับความสนใจน้อยลงเนื่องจาก "การเฟื่องฟูของไอดอลเพลงป็อป" และ "การเฟื่องฟูของวงดนตรีร็อก" ที่ส่งผลให้เพลงป็อปและร็อกกลายมาเป็นที่นิยมแทนที่ และดนตรีแนวซิตี้ป็อปก็ไม่ได้กลับมาปรากฏอีกจนกระทั่งช่วงต้นทศวรรษ 2010 ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่ในญี่ปุ่น แต่กลับเป็นในโลกตะวันตกแทน
ในช่วงปลายทศวรรษที่ 2000 ความสนใจในแนวเพลงซิตี้ป็อปได้อุบัติขึ้นในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบญี่ปุ่นในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร รวมถึงเหล่าดีเจใต้ดินที่ไม่เคยหยุดตามหาแผ่นเสียงที่มี “จังหวะหายาก” สำหรับผู้ฟังเหล่านี้ ซิตี้ป็อปเป็นแนวดนตรีที่มีท่วงทำนองคล้ายดนตรีตะวันตกซึ่งถูกดัดแปลงโดยคนญี่ปุ่น การผสมผสานจังหวะป็อปที่คุ้นเคยในยุค 80s เข้ากับเนื้อเพลงภาษาญี่ปุ่นที่ทำให้เพลงเหล่านี้ดูลึกลับ ชวนให้หวนรำลึก ทำให้ผู้ฟังที่ไม่ใช่ชาวญี่ปุ่นรู้สึกคิดถึงยุคที่พวกเขาไม่เคยอยู่มาก่อน
เพลงซิตี้ป็อปเริ่มได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2010 เนื่องจากอัลกอริทึมของ YouTube ที่มักจะแนะนำเพลง Lo-fi ที่มีจังหวะช้า ๆ สบาย ๆ ผสมผสานกับเพลงฮิปฮอปและเพลงชิลเอาต์ ในฐานะเพลงประกอบการเรียนหรือการทำงาน จากนั้นอัลกอริทึมของ YouTube จึงเริ่มแนะนำให้ผู้ใช้งานได้รู้จักกับเพลงซิตี้ป็อปที่มีจังหวะฟังสบาย ๆ คล้าย ๆ กัน เพลงที่ถูกแนะนำโดยอัลกอริทึมที่โดดเด่นที่สุดก็คือเพลง “Plastic Love” ของมาริยะ ทาเคอุจิ ในปี 1984 ซึ่งเป็นเพลงที่เกี่ยวกับการพยายามเต้นรำเพื่อลืมความเศร้าจากการอกหัก แม้ว่าเพลงนี้จะไม่ใช่เพลงฮิตที่ดังมากนักในช่วงเวลาที่เปิดตัว แต่กลับได้รับความนิยมจากคนทั่วโลกในหลายสิบปีให้หลัง
เมื่อโลกตะวันตกได้รู้จักกับเพลงซิตี้ป็อปผ่านโลกอินเทอร์เน็ต ต่อไปก็ถึงเวลาที่ซิตี้ป็อปจะได้เฉิดฉายในสายตาชาวโลก ในปี 2020 เพลงของมิกิ มัทสึบาระ ที่ปล่อยในปี 1979 อย่าง “Mayonaka no Door (Stay with Me) ได้ทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 ในไวรัลชาร์ตของ Spotify ด้วยอิทธิพลของ TikTok
ฮิโรชิ นากาอิ (Hiroshi Nagai) นักวาดภาพประกอบและนักออกแบบกราฟิกชาวญี่ปุ่น (Plan Do See Inc. / Wikimedia Commons)
ศิลปะ City Pop ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่แนวดนตรีเท่านั้น
ในยุคสมัยนั้น การที่แนวเพลงหนึ่งจะดังขึ้นมาเป็นพลุแตก แน่นอนว่าก็จำเป็นต้องมีภาพปกอัลบั้มในการซื้อขายแผ่นซีดีเช่นเดียวกัน ส่งผลให้ภาพศิลปะแนวซิตี้ป็อปเป็นที่นิยมขึ้นเช่นเดียวกันในยุคนี้
ศิลปินที่ถือว่าเป็นไอคอนคนสำคัญของงานศิลปะซิตี้ป็อปก็คือ ฮิโรชิ นากาอิ (Hiroshi Nagai) นักวาดภาพประกอบและนักออกแบบกราฟิกชาวญี่ปุ่น ผู้มีผลงานออกแบบภาพปกอัลบั้มให้กับศิลปินนักร้องมามากกว่า 20 ปก ผลงานของเขามีเอกลักษณ์โดดเด่นตรงที่มักจะใส่ความเป็นประเทศแถบร้อน และมีภูมิทัศน์ที่โล่ง โปร่ง ดูสะอาดตา (Tropical and Clear) เนื่องจากได้รับแรงบันดาลใจจากทริปท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกาและความประทับใจในทิวทัศน์ของเกาะกวมในยุค 80s ทำให้เรามักจะได้เห็นต้นปาล์มที่พลิ้วไหวตามสายลม สระว่ายน้ำ และท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลในงานของฮิโรชิ นากาอิ บ่อย ๆ
ผลงานการออกแบบปกอัลบั้ม A Long Vacation ของเออิจิ โอทากิ (Eiichi Ohtaki) ของเขายังได้รับรางวัล Special Album Cover Prize จากงาน Golden Disc อีกด้วย ถือว่าเป็นผลงานการออกแบบที่โด่งดังและมีชื่อเสียงที่สุดของนากาอิเลยก็ว่าได้ ทำให้เขากลายเป็นไอคอนของงานศิลปะแบบซิตี้ป็อปไปโดยปริยาย
ในปัจจุบัน เรายังสามารถพบเห็นผลงานของนากาอิได้ตามการคอลแล็บกับแบรนด์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Uniqlo หรือ Carnival แบรนด์เสื้อผ้าชื่อดัง และสำหรับสาวกซิตี้ป็อปชาวไทยก็สามารถเตรียมปักวันบนปฏิทินไว้ได้เลย เพราะฮิโรชิ นากาอิ ได้ยกขบวนร่วมกับ 7 ศิลปินญี่ปุ่นร่วมสมัยมาจัดนิทรรศการศิลปะซิตี้ป็อปในกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน จนถึง 15 ธันวาคม 2567 ในนิทรรศการที่ชื่อว่า Tutti Frutti: Japanese Contemporary Art In Bangkok ณ Gallery CURU โกดัง 9 Warehouse 30 ซ.เจริญกรุง 26 โดยผลงานของนากาอิจะจัดแสดงร่วมกับผลงานของศิลปินญี่ปุ่นร่วมสมัยอีกมากมาย เช่น Wataboku, Karin, Maoka Ueda, Ginji Kinashi, Kahoko Sodeyama, Kumi Kosuge และ Reverse Cats โดยผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง instagram.com/curugallery
“ซิตี้ป็อป” ในการรับรู้ของเราในวันนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นแนวดนตรีหรือศิลปะ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและความฝันของคนในยุคสมัยนั้นที่สะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนาสู่ชีวิตที่ดีกว่าและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ในปัจจุบัน “ซิตี้ป็อป” ยังคงมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมป็อป โดยเฉพาะในด้านแฟชั่น การออกแบบ และการสร้างสรรค์คอนเทนต์ในสื่อต่าง ๆ พร้อมรอวันที่จะกลับมาเฉิดฉายหรือถูกกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงของโลกและผู้คนกลับมาสร้างเป็นปรากฏการณ์ครั้งใหม่ได้อยู่เสมอ
ที่มา : เฟสบุ๊ก "Tutti Frutti: Japanese Contemporary Art In Bangkok" จาก GroundControl
บทความ “NOSTALGIA FOR AN ERA THAT YOU DIDN’T EXIST IN: A DEEP DIVE INTO CITY POP” โดย Zeshan
บทความ “The Endless Life Cycle of Japanese City Pop” โดย Cat Zhang
บทความ “ชวนส่อง : CITY POP ART ของ Hiroshi Nagai” โดย AUMAUM
บทความ “City Pop is Spreading Around the World” จาก Web Japan
บทความ “The basic information about Japanese City Pop Music” โดย Sora Satoh
เรื่อง : ชลธิชา แสงสีดา