โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถ้ามัวแต่มองยอดเขา อาจสะดุดหินที่อยู่ข้างหน้า เมื่อชีวิตเต็มไปด้วยเป้าหมายมากมาย แล้วเป้าหมายแบบที่ไหนควร ‘พัก’ หรือ ‘ไปต่อ’

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราถึงเวลาที่ควรจะละทิ้งเป้าหมายในชีวิตตัวเองไป?

Coryxkenshin ยูทูบเปอร์แคสต์เกมชาวอเมริกัน ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในบรรดายูทูบเบอร์ที่มีผู้ติดตามมากที่สุดคนหนึ่งในการแคสต์วิดีโอเกมสยองขวัญ ปัจจุบันเขากลายเป็นที่รู้จักในฐานะยูทูบเบอร์ที่ “มาๆ หายๆ” เว้นช่วงหายไปหลายเดือน กลับมาอีกครั้ง และก็หายไปอีกครั้ง โดยล่าสุดเขาได้กล่าวกับแฟนๆ ทุกคนว่าจะพยายามทำคลิปออกมาครบ 100 คลิปภายในปี 2026 นี้ แต่แล้วเขาก็หายไปอีกเช่นเคย แล้วพอผ่านไปไม่กี่เดือน เขากลับมาอีกครั้งพร้อมกับมุมมองเกี่ยวกับชีวิตที่เปลี่ยนไป โดยกล่าวว่า “เขาไม่สามารถทำตามเป้าหมายที่ว่าจะทำคลิปครบ 100 คลิปได้แล้ว”

Coryxkenshin หรือโครี (Cory) ให้ข้อคิดกับแฟนคลับบน YouTube ว่า การที่เรามีเป้าหมายนั้นมันดีมาก มันมอบโอกาสให้เราเริ่มทำในสิ่งที่เราเคยคิดจะทำ แต่บางทีชีวิตเรามันมีอะไรมากกว่านั้น และมันก็มาในแบบที่เราไม่ทันตั้งตัว โครียังกล่าวเสริมว่านอกจากชีวิตการเป็นยูทูบเบอร์แล้ว เขายังมีโปรเจกต์ส่วนตัว มีครอบครัวให้ดูแล และใช้ชีวิตกับเพื่อนฝูงมากขึ้น

คำพูดเพียงไม่กี่นาทีของยูทูบเบอร์นั้นทำให้แฟนคลับต้องขบคิด และเริ่มเห็นอกเห็นใจเหล่ายูทูบเบอร์ที่ท่ามกลางเงินทอง และความประสบความสำเร็จ พวกเขาก็จำเป็นต้องสละชีวิตส่วนตัวไปเช่นกัน เหมือนกันกับ Pewdepie อีกหนึ่งยูทูบเบอร์ชื่อดังที่จำเป็นต้องลดจำนวนคอนเทนต์ และความถี่ของผลงานลง เพื่อใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น

เกือบทุกสายงาน ไม่ว่าจะเป็นงานประจำ หรืองานอดิเรก ล้วนมีเป้าหมายที่ถูกตั้งไว้ หากเราวาดภาพเราก็อยากเป็นศิลปินดังบ้าง หากเราทำเพลงก็อยากให้มีคนเปิดฟัง หรือหากเราทำงานในตำแหน่งหนึ่งก็อยากให้มีเจริญไปตาม career path ไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น

แต่เรื่องราวของยูทูบเบอร์ก็ทำให้เรากลับไปทบทวนความเป็นไปได้ของเป้าหมายของตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่เพราะว่าเป้าหมายของเรานั้นมันดูยิ่งใหญ่เกินไป แต่เป็นปลอบประโลมใจมากกว่าว่าเราไม่ควรจะยึดติดกับการมีเป้าหมายจนมากเกินพอดี เราควรวางใจเป็นกลาง เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องรับผลกระทบทางความรู้สึกที่เลวร้ายในภายหลัง

มาดูกันว่าทำไมชีวิตของเราไม่ควรยึดเป้าหมายใหญ่ (Goal) ในชีวิตเป็นศูนย์กลาง หรือเป็นข้ออ้างในการสร้างให้ชีวิตของตัวเราเองมีความหมาย

หลายคนทราบกันดีเป้าหมายนั้นมีอยู่หลายแบบหลายประเภท มีตั้งแต่เป้าหมายเล็กๆ กลางไปจนถึงเป้าหมายใหญ่ และการมีเป้าหมายเล็กและพอดีเหมาะกับเราทุกคน เพราะทำได้ง่าย เห็นผลเร็ว ขณะเดียวกัน ทุกคนก็ล้วนมีเป้าหมายใหญ่ในชีวิตอย่างแน่นอน แม้ว่าเรายืดหยันปฏิเสธว่าจะไม่มีก็ตาม เพราะเป้าหมายในชีวิตเป็นหนึ่งในกลไกของมนุษย์ที่ทำให้ชีวิตชีวิต หนึ่งเกิดคุณค่าและมีความหมาย

แต่เราจะทราบได้อย่างไรว่าเป้าหมายนั้นใหญ่เกินพอดีจนเป็นไปไม่ได้ หรือเมื่อไรเราถึงจะรู้ตัวว่าเราควรพอแล้วกับเป้าหมายใหญ่ที่เราหมายปองไว้?

เราอาจจำใจทำไปเพราะเสียดายเวลา

บ่อยครั้งเป้าหมายในชีวิตมักเกิดจาก “ตัวเรา” ในอดีต ไม่ใช่เราในปัจจุบัน เราอาจเติบโตมากขึ้น และมีประสบการณ์เกินความฝันที่เราเคยมีในอดีต ดังนั้น อยากให้ลองกลับมาทบทวนตัวเองครั้งว่า “ถ้าเราไม่ได้ลงทุนทั้งแรงกายและเวลาไปกับสิ่งนี้มาก่อน เราจะยังเริ่มทำมันในวันนี้อยู่ไหม?”

ถ้าคำตอบคือ ไม่ เราอาจยังติดหล่มอยู่กับอาการอคติเรื่องต้นทุนจม (Sunk Cost Fallacy) ซึ่งเป็นหลักจิตวิทยาว่าด้วยการตัดสินใจที่ไม่สมเหตุสมผล เราเกิดอาการเสียดายทรัพยากร (เงิน เวลา หรือความพยายาม) ที่ลงทุนไป แต่เรายังต้องฝืนทำสิ่งนั้นๆ ต่อไป ซึ่งผลลัพธ์จะทำให้เรารู้สึกแย่ลงเรื่อยๆ บางคนอาจมีอีโก้ในตัวเอง เกรงว่าหากยกเลิกอาจทำให้ตัวเองรู้สึกขายหน้า สิ่งนี้ยิ่งทำให้เป้าหมายในชีวิตไร้ความหมาย และปราศจากคุณค่า

เป้าหมายอาจทำลายความสัมพันธ์ต่อคนรอบข้าง

ให้ลองตั้งคำถามว่าเป้าหมายในชีวิตของเราทำลายอะไรเราไปบ้างหรือยัง ด้วยการมองผู้คนรอบข้างเราว่าได้รับกระทบจากสิ่งที่เราทำบ้างหรือไม่ บางทีการที่เราสนใจกับเป้าหมายนั้นทำให้เราไม่มีเวลาให้กับครอบครัว เพื่อน ลูก หรือคนรัก ซึ่งอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันมีความเหินห่าง และไม่สามารถย้อนเวลากลับมาแก้ไขได้ เมื่อใดที่เรารู้ว่าเราขาดการเชื่อมต่อกับคนใกล้ชิด ให้เราลองมาทบทวนตัวเองว่าเป้าหมายที่เราต้องการไปให้ถึงนั้นคุ้มค่ากับสิ่งที่เราเสียไปหรือไม่ เพราะเมื่อใดที่เราไม่มีรากฐานของชีวิต เป้าหมายก็จะไม่มีค่าด้วยเช่นกัน

เป้าหมายทำให้เราเกิดภาวะเครียด

ตามปกติแล้วเวลาเราทำในสิ่งที่เราชอบ หรือทำสิ่งที่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย ตอนแรกมักจะยากเสมอ เราอาจเครียดว่าจะทำไม่ได้ แต่เมื่อลองทำไปแล้ว เราก็เริ่มต่อติด มีความต่อเนื่อง แต่เมื่อใดที่เรารู้สึกเครียดทั้งตอนเริ่ม และระหว่างทำ อีกทั้งยังส่งผลต่อการนอน และภาวะอารมณ์ นี่คือสัญญาณว่าเรากำลังหมกมุ่นกับเป้าหมายของเรามากเกินไป เกิดเป็นการเปรียบเทียบ และประเมินศักยภาพตัวเองต่ำไปกว่าที่ควร

เมื่อทุกอย่างดูไร้ความหมายไปหมด

การมีเป้าหมายในชีวิตทำให้เราชีวิตเรามีความหมาย รวมถึงกระบวนการระหว่างที่จะนำไปสู่เป้าหมายด้วย เมื่อใดที่เราเริ่มรู้สึกทุกอย่างยากไปหมด น่าเหนื่อยหน่าย และหาความหมายจากมันไม่ได้ คงต้องถึงคราวที่เราต้องทบทวนเป้าหมายของเรากันใหม่ เราไม่ควรรู้สึกว่าอุปสรรคเป็นปัญหาที่ทำให้เราหยุดทำ แต่ควรมองอุปสรรคเป็นข้ออ้างในการเพิ่มทักษะใหม่ๆ อีกอย่างหนึ่งคือเราไม่ควรรู้สึกเฉยเมยกับเรื่องที่เราทำ หากเป้าหมายนั้นมีคุณค่า เราควรรู้สึกภูมิใจในตัวเองในแต่ละย่างก้าว

เชื่อว่าหลายคนมักมีภาพจำว่าการเปลี่ยนหรือหยุดเป้าหมายในชีวิตคือความขี้ขลาดและเรื่องน่าอาย แต่คือความกล้าหาญ อีกทั้งยังส่งผลดีในระยะยาวให้กับเรา การที่เราละทิ้งเป้าหมายคือการกลไกการรับมือที่เรียกว่า Goal Disengagement นักวิจัยพบว่าคนที่สามารถดึงตัวเองออกจากเป้าหมายที่ไม่มีวันทำได้นั้นจะไม่เกิดภาวะเครียด รวมถึงมีปัญหาสุขภาพน้อยลงอีกด้วย แต่เมื่อใดที่เรายึดติดกับเป้าหมายนั้นมากเกินไป เราจะเสี่ยงต่อความเครียดเรื้อรัง และพบกับความล้มเหลวซ้ำซ้อน การละทิ้งเป้าหมายจึงเป็นระบบภูมิคุ้มกันทางจิตวิทยา เพื่อให้เราคงไว้ซึ่งความมั่นใจในตัวเองมากกว่าลดทอนคุณค่าของเรา

ถ้าอย่างนั้นเราควรมีวิธีการในมองเป้าหมายใหญ่ของตัวเองอย่างไรให้ไม่เกิดผลร้าย หรือสร้างผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่เรามีต่อคนรอบข้าง?

วิธีที่เหมาะที่สุดสำหรับโลกที่เต็มไปด้วยความต้องการจนทำให้เราเกิดเป้าหมายไม่จบสิ้นคือการสร้าง Kill Criteria หรือเกณฑ์ความเด็ดขาดในการล้มเลิก วิธีนี้เป็นการกำหนดกรอบเป้าหมายให้กับตัวเอง เพื่อที่เราจะไม่ได้ตกอยู่ในหล่มของ Sunk Cost Fallacy คือการตัดสินใจไปเลยว่าเราควรจะเริ่ม และควรจะลด หรือถอยในตอนไหน Kill Criteria จะเป็นการช่วยเราตัดอารมณ์ออกจากการตัดสินใจ ด้วยการกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจน และสามารถทำให้เราเลิกทำสิ่งๆ หนึ่งได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด

วิธีการสร้าง Kill Criteria นี้คือ

  • เขียนประโยคเดิมพันกับตัวเอง “ฉันจะทำ เป็นเวลา เพื่อที่จะให้เกิด ___”

เราต้องคิดก่อนเลยว่าเป้าหมายทุกอย่างล้วนคือ “การเดิมพัน” คือเรากำลังเดิมพันว่าการทำ X จะส่งผลให้เกิด Y (การทำเพลงจะส่งผลให้เกิดชื่อเสียง หรือการขยันทำงานจะทำให้เลื่อนตำแหน่ง) ก่อนที่เราจะตัดสินใจว่าตอนไหนที่เราควรหยุดเป้าหมาย เราต้องกำหนดการเดิมพันนี้ให้ชัดเจนด้วยการเขียนเหตุผลออกมาว่าทำไมเราถึงยอมทุ่มตัวเองเพื่อให้ได้สิ่งนี้ เช่น

  • เรายอมทำคลิปทุกวัน เพราะจะเป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้เรามีตัวตน และได้รายได้อีกช่องทางหนึ่งได้

  • ตั้งผลลัพธ์ขั้นต่ำ ถ้าไม่ถึง = ไม่ทำต่อ

“ภายในวันที่ ผลลัพธ์ต้องถึง ถ้าไม่ถึงฉันจะ ___” กำหนดขอบเขตไว้ว่าอะไรจะเป็นตัวพิสูจน์ว่าความพยายามของเราไม่นำไปสู่เป้าหมายนั้น และข้อพิสูจน์นี้ต้องมีรูปธรรมมากพอที่จะทำให้เราไม่เกิดข้ออ้างได้ เช่น

  • ถ้าเราทำไประยะเวลา 2 ปี ต่อให้เป็นตัวเองในการสร้างเนื้อหา แต่ได้รายได้ต่ำกว่าที่วางไว้ ให้ตัดสินไปเลยว่าสิ่งที่เราพยายามไม่เป็นผล

  • เขียน 3 ประเด็นที่เราจะไม่ยอมเสียเด็ดขาด

“ถ้าเกิดเรื่องนี้กระทบกับ___ ฉันจะพิจารณาเรื่องนี้ใหม่”

เราไม่ควรมีแค่ขอบเขตหรือตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายของเราเท่านั้น แต่เราต้องมีขอบเขตสำหรับสุขภาพกายใจ หรือผลกระทบกับคนรอบข้างด้วย เช่น

  • เราจะไม่ยอมเสียสุขภาพจิต - ถ้าเราเกิดความเครียด จนนอนไม่หลับ เพราะสิ่งที่ทุ่มไปไม่เกิดผล จะหยุดทำ

  • เราจะไม่ยอมเสียความสัมพันธ์ - ถ้าการช่องยูทูบส่งผลระยะยาวกับความสัมพันธ์ต่อคนในครอบครัว เช่น มีเวลาให้กันน้อยลง หรือมีความห่างเหินกับคนใกล้ชิด จะต้องหยุดทำ

  • เราจะไม่ยอมให้กระทบการเรียน - ถ้าการทำช่องส่งผลการเรียนจนเกรดตกเกิน 3.00 เราอาจจะต้องพิจารณาทางเลือกนี้ใหม่

  • กำหนดวันที่จะตัดสินใจไว้ตั้งแต่แรก

“ฉันจะตัดสินใจภายในวันที่___” หากเราทำเพื่อเป้าหมายโดยที่ไม่มีเส้นตายหรือเดดไลน์ที่ชัดเจน จะทำให้เราทำไปเรื่อยๆ จนเราไม่สามารถรู้ได้ว่าควรหยุดตอนไหน การมีกำหนดวันจะทำให้เรารู้ว่าเราควรเริ่มเป้าหมายอื่นๆ ดีหรือไม่ เช่น

  • ตลอดเวลาในการทำยูทูปที่ผ่านมาจะประเมินตัวเอง (ทั้งรายได้ และความคุ้มค่าของเวลา) ในวันที่ X เดือน Y

  • เลือกว่าจะ ทำต่อ - เลิก - ปรับแผน

ถ้าสิ่งที่เราทำทั้งหมดชี้ชัดว่าเราควรยกเลิกเป้าหมายที่วางไว้ ให้เราตั้งคำถามว่าเราจะยกเลิกเป้าหมายนี้ไหม หรือเราควรปรับเปลี่ยนแผนเพื่อเข้าสู่เป้าหมายเดิมด้วยวิธีอื่น การตั้งคำถามนี้จะทำให้เรารู้ว่าเราควรให้โอกาสตัวเองกับเป้าหมายเดิม หรือล้มเลิกเพื่อวางแผนตัวเองสำหรับเป้าหมายอื่นๆ ต่อไป

สรุปแล้วการมีเป้าหมายใหญ่นั้นยังมีข้อดีในตัวมันเอง เพียงแต่เราต้องประเมินตัวเองให้ดี มีการเปรียบเทียบว่าหากเราขึ้นเขาเอเวอเรสต์ ถ้าเรามัวแต่มองยอดเขา เราอาจสะดุดหินที่อยู่ตรงหน้า ดังนั้น เราควรมองเขาเอเวอเรสต์ให้เป็นเหมือนดาวเหนือนำทาง เพื่อเป็นเข็มทิศว่าเรามาถูกทางจริงๆ อาจจะเป็นในรูปแบบขั้นตอนที่เรารู้ว่าเราควรทำอะไร เช่น อ่านหนังสือเล่มไหน ควรศึกษาเรื่องอะไร หรืองานอะไรที่เราควรเริ่มก่อน เป็นต้น แต่ระหว่างทางนั้นขึ้นอยู่กับเราว่าจะรับมืออย่างไรให้เหมาะกับเรามากที่สุด เหมือนกับว่าเรารู้ทิศทาง แต่วิธีการเดินทางไปสู่ทิศทางนั้นมีอยู่หลายรูปแบบให้เราเลือกใช้นั่นเอง

ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าจะเราทำสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ทุกเป้าหมายที่เราเคยมีล้วนเป็นตัวจุดประกายให้เราเริ่มทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำ เพิ่มพูนทักษะที่เราไม่เคยมี เหล่านี้อาจเป็นองค์ประกอบที่เราต้องการในอนาคตข้างหน้าอย่างไม่รู้ตัวก็เป็นได้

อ้างอิง:

National Library of Medicine. Goal Adjustment Capacities, Subjective Well-Being, and Physical Health. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC4145404/

Frontiers. The Reciprocal Relationships Between Escalation, Anger, and Confidence in Investment Decisions Over Time. https://www.frontiersin.org/journals/psychology/articles/10.3389/fpsyg.2018.01136/full

Springer Nature. You have to let go sometimes: advances in understanding goal disengagement. https://link.springer.com/article/10.1007/s11031-022-09980-z

บทความต้นฉบับได้ที่ : ถ้ามัวแต่มองยอดเขา อาจสะดุดหินที่อยู่ข้างหน้า เมื่อชีวิตเต็มไปด้วยเป้าหมายมากมาย แล้วเป้าหมายแบบที่ไหนควร ‘พัก’ หรือ ‘ไปต่อ’

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...