โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เทรนด์ "กินมื้อเช้าตอนเที่ยง" ได้ประโยชน์หรือโทษกันแน่? ผู้เชี่ยวชาญมีคำตอบ

sanook.com

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
เทรนด์

ปัจจุบัน หลายคนเลือกที่จะงดมื้อเช้าหรือเลื่อนเวลาทานอาหารออกไปจนเกือบเที่ยง เพื่อประหยัดเวลาและช่วยลดน้ำหนัก ซึ่งเทรนด์นี้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และพนักงานออฟฟิศ

อย่างไรก็ตาม นพ.หุยน์ ตัน วู ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์และเภสัชศาสตร์แห่งโฮจิมินห์ (สาขา 3) ระบุว่า อาหารเช้ายังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต การงดอาหารเช้าอาจเป็นประโยชน์ต่อบางคนหากทำอย่างถูกวิธี แต่ก็มีความเสี่ยงสูงหากทำไม่เหมาะสมหรือไม่สอดคล้องกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

หลังจากอดอาหารมาทั้งคืน ร่างกายจำเป็นต้องเติมพลังงานเพื่อฟื้นฟูระดับไกลโคเจนและรักษาสภาพการทำงานของอวัยวะต่างๆ ซึ่งอาหารเช้าจะช่วยให้สมองและร่างกายมีพลังงานเพียงพอสำหรับการทำงานและการเรียนอย่างมีประสิทธิภาพตลอดวัน

ดร.วู กล่าวว่า การกินอาหารเช้าสายเกินไปหรือข้ามมื้อเช้าเป็นประจำ อาจทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะพลังงานต่ำ ส่งผลให้เกิดอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ อ่อนเพลีย กระสับกระส่าย สมาธิสั้นลง และประสิทธิภาพการทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด

คิดว่า "งดมื้อเช้า" แล้วจะผอม? ระวังอ้วนกว่าเดิม!

หลายคนเชื่อว่าการไม่ทานอาหารเช้าเป็นวิธีลดน้ำหนักที่ง่ายที่สุด แต่ในความเป็นจริง ผลลัพธ์อาจไม่เป็นอย่างที่คิด เมื่อเราข้ามมื้อเช้า ความหิวจะทวีความรุนแรงขึ้นในมื้อกลางวันหรือมื้อเย็น ทำให้หลายคนเผลอกินมากกว่าที่ร่างกายต้องการ โดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำตาล ไขมัน และแคลอรี่สูง

ผลที่ตามมาคือ น้ำหนักไม่ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้น เพราะปริมาณแคลอรี่ที่บริโภคในช่วงท้ายของวันนั้นเกินกว่าที่ร่างกายจะเผาผลาญได้หมด

เสี่ยงโรคเรื้อรัง และทำร้ายระบบย่อยอาหาร

ผลการศึกษาจำนวนมากชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการงดอาหารเช้าเป็นประจำ กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานชนิดที่ 2

นอกจากนี้ ผู้ที่ข้ามมื้อเช้ายังมีแนวโน้มที่จะขาดวิตามินและแร่ธาตุสำคัญ เช่น วิตามินดี วิตามินเอ แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และสังกะสี ซึ่งการขาดสารอาหารรองเหล่านี้เป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน คุณภาพการนอนหลับ สุขภาพจิต และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

สำหรับระบบย่อยอาหาร การปล่อยให้ท้องว่างเป็นเวลานานแล้วจัดหนักในมื้อกลางวัน อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย กรดไหลย้อน หรือทำให้อาการแผลในกระเพาะอาหารแย่ลง นอกจากนี้ บางคนอาจมีอาการระบบขับถ่ายรวน เช่น ท้องผูก ท้องเสีย หรือคลื่นไส้ร่วมด้วย

เช็กด่วน! ใครบ้างที่ไม่ควร "ข้าม" มื้อเช้าเด็ดขาด?

ดร.วู แนะนำว่า ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ เป็นกลุ่มเฉพาะที่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเช้าอย่างสม่ำเสมอ

  • ผู้สูงอายุ: การงดอาหารเช้าอาจนำไปสู่ภาวะขาดสารอาหาร ระดับพลังงานลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด และอาจถึงขั้นวูบหมดสติได้

  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน: อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสวิงจนควบคุมโรคได้ยาก

  • ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด: มีความเสี่ยงต่อความดันโลหิตที่ผันผวนและการเผาผลาญที่ผิดปกติ ซึ่งอาจกระตุ้นให้โรคกำเริบ

  • ผู้ป่วยแผลในกระเพาะอาหาร/กรดไหลย้อน: อาการอาจแย่ลงเนื่องจากกระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมาเป็นเวลานานโดยไม่มีอาหารไปช่วยเจือจาง

  • ผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ/ภูมิคุ้มกันบกพร่อง: อาหารเช้าคือแหล่งพลังงานหลักที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวและต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ การงดมื้อเช้าเป็นเวลานานจะยิ่งซ้ำเติมให้ร่างกายอ่อนเพลียมากขึ้น

กินแค่ 2 มื้อต่อวัน ช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหม?

การกินอาหารวันละ 2 มื้อเพื่อลดน้ำหนักกำลังเป็นที่นิยม แต่ ดร.วู ชี้ว่าวิธีนี้ไม่ได้ผลกับทุกคน

การลดน้ำหนักอย่างยั่งยืนขึ้นอยู่กับ "ปริมาณแคลอรี่รวมทั้งหมดที่ได้รับ คุณภาพของอาหาร กิจกรรมในแต่ละวัน และไลฟ์สไตล์โดยรวม" ไม่ใช่แค่การลดจำนวนมื้ออาหารเท่านั้น

การกินอาหารน้อยเกินไปหรือกินไม่เป็นเวลา จะยิ่งกระตุ้นความหิว ส่งผลให้ตบะแตกและกินหนักขึ้นในมื้อถัดไป ซึ่งนอกจากจะเสี่ยงทำให้นゅうหนักพุ่งพรวดแล้ว ยังส่งผลเสียต่อระบบเผาผลาญในระยะยาวอีกด้วย

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อการลดน้ำหนักที่ปลอดภัย: ควรใช้วิธีรักษาสมดุลด้วยการทานอาหารหลัก 3 มื้อ (หรืออาจมีของว่างเพื่อสุขภาพ 1-2 มื้อ) ควบคู่ไปกับการควบคุมปริมาณอาหาร (Portion Control) เพิ่มการขยับร่างกาย นอนหลับให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ และจัดการกับความเครียด ซึ่งทั้งหมดนี้คือหัวใจสำคัญของการลดน้ำหนักอย่างปลอดภัยและได้ผลดีที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...