โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

BKA เด้ง 12% ยืนเหนือราคา IPO มั่นใจ Q2 โตต่อ รับอานิสงส์ฐานลูกค้าเพิ่ม

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 02 ก.ค. 2568 เวลา 03.44 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 03.44 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้ (2 ก.ค.68) ราคาหุ้น บริษัท บางกอก แอสเซท อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BKA ณ เวลา 10:16 น. อยู่ที่ระดับ 2.02 บาท บวก 0.23 บาท หรือ 12.85% สูงสุดที่ระดับ 2.02 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 1.80 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 66.27 ล้านบาท

โดยราคาหุ้นปัจจุบันของ BKA อยู่ที่ 2.02 บาท เพิ่มขึ้น 12% จากราคาเสนอขายครั้งแรก (IPO) ที่ 1.80 บาท ทั้งนี้ BKA เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นวันแรกเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 เปิดการซื้อขายที่ระดับ 2.40 บาท เพิ่มขึ้น 33% จากราคา IPO มีมูลค่าการซื้อขายในวันแรกอยู่ที่ 72.16 ล้านบาท

ขณะที่นายพชร ธนวงศ์เกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BKA ผู้นำบริการซื้อ-ขายบ้านมือสองตกแต่งใหม่ เปิดเผยว่า ธุรกิจบ้านมือสอง เป็นธุรกิจที่เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี บ้านมือสองยังขายดีอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นราคาที่กลุ่มลูกค้าที่อยากมีบ้านสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งในปี 2567 ยอดโอนกรรมสิทธิ์บ้านมือสอง (อ้างอิงจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIC) สำหรับกลุ่มบ้านระดับราคา 3-7.5 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 20% ซึ่งเติบโตสูงกว่าบ้านใหม่มือหนึ่ง

อีกทั้งยังมีโอกาสเติบโตเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับสถานการณ์แผ่นดินไหวในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ความต้องการจากกลุ่มคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจซื้อหันกลับมาสนใจโครงการบ้านแนวราบมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับ BKA ที่เห็นทิศทางการเติบโตธุรกิจบ้านแนวราบ ซึ่งจะได้รับอานิสงส์ในไตรมาส 2/2568 เพิ่มขึ้น

สำหรับแนวโน้มธุรกิจต่อจากนี้ บริษัทเชื่อว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากกลยุทธ์การขยายธุรกิจภายหลังจากการระดมทุน โดยเม็ดเงินที่บริษัทได้รับในครั้งนี้ จำนวน 108 ล้านบาท บริษัทใช้หมุนเวียนและต่อยอดเพื่อขยายพอร์ตธุรกิจบ้านแต่ง (Flipping) เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบ้านมือสองที่มีศักยภาพการเติบโตจากสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) มีทรัพย์สินรอการขาย (NPA) อยู่ในระบบจำนวนมาก ซึ่งคุ้มค่าต่อการลงทุน

หลังจากการนี้ บริษัทสามารถเข้าลงทุนซื้อทรัพย์ประเภท NPA จาก AMC ได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 70-80 หลังต่อปี และจะเจาะตลาดในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในเพิ่มขึ้น ภายใต้การมุ่งเน้นสินค้าบ้านเดี่ยวมือสองตกแต่งใหม่ ที่ระดับราคาตั้งแต่ 5-10 ล้านบาทเป็นหลัก เนื่องจากเป็นกลุ่ม ที่มีดีมานด์สูงมีความมั่นคงทางการเงิน และมี Rejection Rate ค่อนข้างอยู่ในระดับตํ่า ซึ่งทำให้บริษัทมีโอกาสสร้างอัตราการเติบโตต่อเนื่อง สอดรับกับการตั้งเป้ารายได้รวมที่บริษัทตั้งไว้ว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 15-20% ต่อปี และจะเริ่มเห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ BKA วางกลยุทธ์สร้างการเติบโตผ่านการใช้ 2 กลยุทธ์หลัก คือ 1.การขยายพอร์ต ในฝั่งกรุงเทพฯ ตะวันตก (นนทบุรี) ซึ่งเป็นโซนหลักที่บริษัทมีความชำนาญ

2.การขยายพอร์ตเข้าเมืองกรุงเทพฯ มากขึ้น อาทิ โซนลาดพร้าว, บางกะปิ, รามคำแหง และสวนหลวง เป็นต้น เนื่องจากเชื่อว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีกำลังซื้อที่สูง มีดีมานด์เพิ่มขึ้น และยังถือเป็นการกระจายพอร์ตรายได้ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่รอบกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ บริษัทเร่งพัฒนา Platform เพื่อเป็นตัวกลางในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ จากการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านเทคโนโลยีระบบเสมือนจริง (Virtual Reality) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตอบโจทย์การค้นหาข้อมูลให้กลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อบ้านได้เห็นภาพบ้านเสมือนจริงผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งแผนดังกล่าวจะเริ่มมีความชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ทั้งนี้หากแผนการพัฒนา Platform ดำเนินการจะสามารถผลักดันให้บริษัทต่อยอดไปสู่ธุรกิจ Property Technology (Prop Tech) เป็นรายแรก ๆ ของกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...