7 ปีสูญเปล่าหรือไม่ ทางแยกรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน แก้สัญญา-ประมูลใหม่ ?
วันนี้ (1 ก.ค.2569) โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา) ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ EEC และเป็นโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP Net Cost) อายุสัมปทาน 50 ปี มูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท
โครงการดังกล่าวลงนามสัญญาในปี 2562 สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยบริษัท เอเชีย เอรา วัน ซึ่งอยู่ในกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เป็นผู้ได้รับสิทธิร่วมลงทุน พร้อมรับสิทธิบริหารโครงการแอร์พอร์ต เรล ลิงก์
อย่างไรก็ตาม หลังลงนามไม่นาน โลกต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ ขณะเดียวกัน ภาครัฐประสบปัญหาการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างล่าช้า จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เอกชนเสนอขอแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน
การแก้ไขสัญญาที่เปลี่ยนไปตามบริบททางการเมือง
ในช่วงรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร มีการยอมรับว่าทั้งภาครัฐและเอกชนต่างมีส่วนที่ไม่สามารถดำเนินการได้ครบตามเงื่อนไขสัญญา จึงเห็นชอบในหลักการให้ปรับแก้สัญญาเพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อ
ข้อเสนอสำคัญคือ ให้ใช้หลัก "สร้างไป จ่ายไป" เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคเอกชน โดยกำหนดให้เอกชนต้องวางหลักประกันเพิ่มเติม 160,000 ล้านบาท และแบ่งชำระค่ารับสิทธิบริหารแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มูลค่ากว่าหมื่นล้านบาทออกเป็น 7 งวด
อย่างไรก็ตาม ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ส่งผลให้แนวนโยบายเปลี่ยนไป โดยรัฐบาลชุดปัจจุบันส่งสัญญาณไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขสัญญาในรูปแบบเดิม ทำให้การดำเนินโครงการกลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง
รฟท. เสนอ 2 ทางเลือกให้บอร์ด EEC ตัดสินใจ
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกันระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการนโยบาย EEC และภาคเอกชน พบว่าเอกชนยอมรับว่าไม่สามารถจัดหาแหล่งเงินทุนได้ ประกอบกับต้นทุนและปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้โครงการอาจไม่คุ้มค่าทางการลงทุน
ผลการหารือจึงได้ข้อสรุปเสนอ 2 แนวทาง ได้แก่
- เดินหน้าแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนตามแนวทางที่เคยหารือไว้
- ยุติสัญญาเดิม เปิดประมูลหาเอกชนรายใหม่ พร้อมให้แต่ละฝ่ายพิจารณาสิทธิและภาระค่าใช้จ่ายตามสัญญา
การรถไฟแห่งประเทศไทยประเมินว่า หากเลือกแนวทางยุติสัญญา ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดเฉพาะโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบินเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงโครงการเมืองการบินอู่ตะเภา โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน และการบริหารระบบแอร์พอร์ต เรล ลิงก์
อย่างไรก็ตาม รฟท. ระบุว่า ได้เตรียมแนวทางรองรับไว้แล้ว โดยการเชื่อมโยงระบบรางเข้าสู่พื้นที่ EEC จะอาศัยศักยภาพของรถไฟทางคู่ ส่วนงานก่อสร้างที่ทับซ้อนกับโครงการรถไฟไทย-จีน ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง จะนำกลับมาดำเนินการและเปิดประมูลใหม่โดย รฟท. ขณะที่การบริหารแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ อยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางบริหารในอนาคต
ภาคเอกชนยังเชื่อมั่นศักยภาพโครงการ
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ มองว่า หากกลุ่มซีพีไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เชื่อว่าจะมีเอกชนรายอื่นสนใจเข้ารับช่วงดำเนินโครงการ เนื่องจากโครงการยังมีศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ด้านนายตัน ภาสกรนที ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งลงทุนพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสในพื้นที่ EEC มูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท ระบุว่า ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของพื้นที่ และเห็นว่าความล่าช้าของโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ยังไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ยืนยันว่า กลุ่มซีพีมีความเชื่อมั่นในโครงการ และได้ลงทุนไปแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท พร้อมยืนยันว่าบริษัทยังต้องการหารือกับภาครัฐ ภายใต้กรอบกฎหมายและสัญญา เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
ทั้งสองแนวทางจะถูกเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบาย EEC ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ส.ค.นี้
ไม่ว่าผลจะออกมาในรูปแบบใด หลายฝ่ายยอมรับว่าประเทศไทย ได้สูญเสียเวลาในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญไปแล้วกว่า 7 ปี รวมถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่ควรเกิดขึ้นควบคู่กับโครงการ ดังนั้น การตัดสินใจครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเริ่มต้นใหม่ แต่เป็นการหาทางออกจากปัญหาที่สะสมมาตลอดหลายปี เพื่อให้การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้
อ่านข่าวอื่น :
นายกฯ สั่งด่วนข้ามประเทศ เข้มสกัดกั้นยาเสพติด หวั่นกระทบภาพลักษณ์ไทย
กบฉ.ต่อเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 3 จังหวัดชายแดนใต้ถึง 19 ต.ค.นี้
กต.เตือนนักเดินทางอย่ารับจ้างหิ้ว เสี่ยงผิดกฎหมาย โทษหนักทั้งใน-ต่างแดน