"กรวีร์" ตั้งฉายางบปี 70 "พ.ร.บ.ปรุงจืด" ไม่เผ็ดร้อนแต่เต็มไปด้วยสาระ
วันนี้ (1 ก.ค.2569) นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ได้กล่าวอภิปรายสรุปและแสดงความขอบคุณต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 158 คน ที่ได้ร่วมกันพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะต่อ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570
นายกรวีร์ ให้นิยามและตั้งชื่อร่างงบประมาณฉบับนี้ว่าเป็น "พ.ร.บ.งบประมาณแบบปรุงจืด" เนื่องจากบรรยากาศการอภิปรายเป็นไปอย่างเรียบ ๆ อึน ๆ ไม่มีความเผ็ดร้อนหรือเต็มไปด้วยสีสันทางการเมืองเหมือนครั้งที่ผ่านมา
แต่อย่างไรก็ตาม ความจืดชืดนี้ถือเป็นความสวยงามตามธรรมชาติ เพราะเป็นการต่อสู้กันด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จากทั้งฝั่งรัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยไม่มีการใช้วาทกรรมเสียดสีทางการเมือง ซึ่งทาง ครม. และทุกหน่วยงาน พร้อมจะนำข้อคิดเห็นเหล่านี้ไปปรับใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน
นอกจากนี้ นายกรวีร์ ยังกล่าวชื่นชมสำนักงบประมาณ ที่ยอมปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานตามเสียงเรียกร้อง โดยการจัดทำและเปิดเผยข้อมูลงบประมาณในรูปแบบไฟล์ Excel ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกในยุคของรัฐบาลที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นแกนนำสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ มุ่งเน้นความโปร่งใสและพร้อมรับการตรวจสอบจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
ข้อเท็จจริง "งบฝีแตก" ความกล้าผ่าตัดใหญ่การคลัง
ในส่วนของข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ระบุว่างบประมาณปี 2570 มีลักษณะเป็น "งบฝีแตก" เนื่องจากมีสัดส่วนรายจ่ายประจำสูงถึง 2.78 ล้านล้านบาท และเหลืองบประมาณเพื่อการลงทุนเพียง 780,000 ล้านบาทนั้น นายกรวีร์ยอมรับว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นความจริงของประเทศในปัจจุบัน
แต่อาการป่วยไข้ทางการคลังนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ หากแต่เป็นปัญหาที่หมักหมมสะสมมาหลายยุคหลายสมัย จากการที่รัฐบาลในอดีตเลือกที่จะซุกปัญหาไว้ใต้พรมและประคองอาการไปวัน ๆ และชื่นชม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ที่ตัดสินใจจัดสรรงบประมาณสะท้อนความจริง
นายกรวีร์เปรียบเทียบว่า รัฐบาลชุดนี้ยอมรับบทเป็นหมอที่กล้าหาญ ลงมีดกรีดแผลเพื่อผ่าตัดเอาก้อนฝีร้ายนั้นออกมา ดีกว่าปล่อยให้ฝีไปแตกในอนาคตจนเกิดความเสียหายเกินกว่าจะเยียวยา แม้การตัดสินใจเรื่องยาก ๆ เช่นนี้จะกระทบต่อคะแนนนิยมทางการเมือง แต่รัฐบาลเลือกที่จะรักษาความมั่นคงของประเทศมากกว่ารักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง
หลักฐานที่ชัดเจนคือกระทรวงคมนาคม ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพรรคภูมิใจไทย ก็ยอมที่จะถูกตัดลดงบประมาณลงตามความจำเป็นของประเทศ แสดงให้เห็นว่าไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคพวกตนเองแต่อย่างใด
กางกลยุทธ์แหล่งเงินทุนนอกงบฯ แจงปมงบกลางพุ่งสูง
ประธานวิปรัฐบาลได้เปิดเผยถึงแผนยุทธศาสตร์การใช้จ่ายเงินของรัฐบาลว่า รัฐบาลกำลังปรับเปลี่ยนวิธีคิด โดยไม่พึ่งพาเพียงเงินงบประมาณแผ่นดิน แต่เตรียมขับเคลื่อนประเทศด้วยแหล่งเงินทุนใหม่นอกเหนืองบประมาณรวมมูลค่า 337,313 ล้านบาท ซึ่งแบ่งออกเป็น
- เงินทุนจากกองทุนของรัฐวิสาหกิจจำนวน 286,682 ล้านบาท
- การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PPP) จำนวน 40,631 ล้านบาท
- กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทยอีก 10,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดการใช้เงินกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงิน ในส่วน 200,000 ล้านบาทด้านพลังงานสะอาด มาเปลี่ยนเป็นแรงจูงใจให้ภาคประชาชนและเอกชนหันมาร่วมลงทุน ซึ่งเคยประสบความสำเร็จมาแล้วจากโมเดลโครงการคนละครึ่งพลัส หรือโครงการไทยช่วยไทยพลัส
สำหรับประเด็นข้อสังเกตเรื่องการตั้งงบกลางสูงถึง 690,000 ล้านบาท นายกรวีร์ชี้แจงว่า ไส้ในของงบดังกล่าวเป็นรายจ่ายที่จำเป็น เช่น เงินเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญข้าราชการ 24,000 ล้านบาท และเงินสมทบชดเชยข้าราชการอีก 46,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระผูกพันใต้พรมที่รัฐบาลชุดนี้ นำขึ้นมาตั้งงบประมาณให้ถูกต้องตามความจริง
ฝาก กมธ.เดินหน้าตรวจสอบ
ในช่วงท้ายของการอภิปราย นายกรวีร์ได้ฝากประเด็นสำคัญถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2 ข้อ
- ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันตรวจสอบงบประมาณอย่างเข้มข้น ส่วนไหนที่ไม่จำเป็นหรือเป็นส่วนเกิน ให้รีดไขมันออกให้หมด เพื่อให้เงินทุกบาทส่งตรงถึงมือประชาชน
- เสนอให้มีการถ่ายทอดสด (Live) การประชุมกรรมาธิการ เพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นกระบวนการทำงานและการซักถามฝ่ายราชการอย่างโปร่งใส
พร้อมทั้งกล่าวตอกกลับข้อวิจารณ์ของฝ่ายค้านที่ระบุว่า เห็นงบประมาณฉบับนี้แล้วไม่เห็นอนาคตประเทศ โดยนายกรวีร์ ยืนยันว่า ตนเองเห็นอนาคตของประเทศมากมายจากงบประมาณเล่มนี้
เนื่องจากนี่ไม่ใช่ "งบไทยช่วยใคร" แต่เป็น "งบไทยช่วยไทยอย่างแท้จริง" ที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือคนตัวเล็กตัวน้อย คนหาเช้ากินค่ำ ผู้สูงอายุ และคนหนุ่มสาว ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูวินัยทางการคลัง ลดการขาดดุล และวางรากฐานที่มั่นคงให้กับประเทศไทยต่อไป
อ่านข่าวอื่น :
ไทย-มาเลเซียเคลียร์ปลดล็อก "กุ้งไทย" คาดส่งออกได้ภายใน 30 วัน
7 ปีสูญเปล่าหรือไม่ ทางแยกรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน แก้สัญญา-ประมูลใหม่ ?
กต.เตือนนักเดินทางอย่ารับจ้างหิ้ว เสี่ยงผิดกฎหมาย โทษหนักทั้งใน-ต่างแดน