โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

6 โบรกแนะสอย NER เป้าสูง 6.45 บาท ลุ้นปีนี้กำไรเฉียด 2 พันล้าน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 04 มี.ค. 2568 เวลา 11.18 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DAOLSEC คงคำแนะนำ "ถือ" หุ้น บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 5.50 บาท อิงจากค่าเฉลี่ยอัตราส่วนราคาต่อกำไร (PER) ที่ 6 เท่า ในปี 2568 ตามค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี โดย NER รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2567 มีกำไรสุทธิ 359 ล้านบาท ลดลง 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 0.4% จากไตรมาสก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม กำไรปกติ (ไม่รวมขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน) อยู่ที่ 484 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 119% จากไตรมาสก่อน ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด โดยปัจจัยหนุนหลักมาจากราคาขายที่ปรับตัวสูงขึ้น 27% จากปีก่อน ตามทิศทางราคายางในตลาดโลก และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ที่ลดลงตามสัดส่วนการส่งออก

โดยปัจจัยบวกเหล่านี้ถูกหักล้างบางส่วนจากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลง 250 จุดฐาน (bps) เนื่องจากต้นทุนยางที่สูงขึ้น ซึ่งบริษัทบันทึกโดยใช้วิธีถัวเฉลี่ย ทั้งนี้ กำไรปกติฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนได้อย่างมีนัยสำคัญจากปริมาณขายที่ขยายตัว 39% จากไตรมาสก่อนตามฤดูกาลสูงสุดของอุตสาหกรรม และสถานการณ์วัตถุดิบรวมถึงภัยแล้งที่เริ่มคลี่คลาย

ฝ่ายวิเคราะห์คงประมาณการกำไรปกติปี 2568 ที่ 1.7 พันล้านบาท เติบโต 4% จากปีก่อน สำหรับแนวโน้มไตรมาส 1 ปี 2568 คาดว่ากำไรปกติอาจชะลอตัวทั้งจากปีก่อนและไตรมาสก่อน เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงเมื่อเทียบกับฐานสูงในไตรมาส 1 ปี 2567 รวมถึงปริมาณขายที่ปรับตัวลดลงหลังผ่านช่วงฤดูกาลสูง ราคาหุ้น NER ปรับตัวดีกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยเพิ่มขึ้น 10% ในช่วง 1 เดือน และ 16% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ในระยะสั้นราคาหุ้นอาจได้รับแรงหนุนจากปัจจัยบวกหลังบริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับครึ่งปีหลังของปี 2567 ที่ 0.31 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงถึง 6% และกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 24 เมษายน 2568

อย่างไรก็ตาม DAOL SECURITIES ยังคงคำแนะนำ "ถือ" เนื่องจาก 1) ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2568 อาจชะลอตัว, 2) การขยายกำลังการผลิตจากโรงงานใหม่ในโกตดิวัวร์และไทย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้เร็วสุดในปี 2569 และ 3) ปัจจัยท้าทายจากนโยบายของสหรัฐฯ เช่น การยกเลิกมาตรการส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และการปรับขึ้นภาษีนำเข้ายานยนต์ ที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในอนาคต

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด ปรับคำแนะนำหุ้น NER ลงเป็น Neutral จากเดิมที่ Outperform โดยอ้างอิงจากการปรับขึ้นของราคาหุ้นที่ใกล้เคียงกับมูลค่าที่เหมาะสมในปี 2568 ที่ระดับ 5.38 บาท ซึ่งคำนวณจากอัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง 20.7% และสะท้อนค่าหุ้นที่มี PER เป้าหมายที่ 4.8 เท่า การประเมินมูลค่าหุ้นบ่งชี้ว่าราคาหุ้นในปัจจุบันสูงกว่ามูลค่าพื้นฐาน

ขณะที่การเติบโตของกำไรมีความสม่ำเสมอ แม้จะได้รับแรงกดดันจากการปรับขึ้นของราคาวัตถุดิบ ซึ่งส่งผลให้การฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้นเป็นไปอย่างช้า ๆ อย่างไรก็ตาม คาดว่าภาวะนี้จะค่อย ๆ คลี่คลายตามการปรับราคาขายในอนาคต

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด คงคำแนะนำ "ซื้อ" สำหรับหุ้น NER โดยตั้งราคาเป้าหมายที่ 5.85 บาท คาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 6.1% หลังจากที่บริษัทรายงานกำไรปกติในไตรมาส 4 ปี 2567 ที่ 484 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้น 119% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งใกล้เคียงกับการคาดการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 8,934 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ขณะที่ปริมาณการขายทำสถิติสูงสุดในรอบ 8 ไตรมาสที่ 136,000 ตัน เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้น 39% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า พร้อมทั้งราคาขายที่ 66 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถลดค่าใช้จ่ายการขายและบริหาร (SG&A/sales) ลงเหลือ 1.8% จาก 2.8% ในไตรมาส 4 ปี 2566 และ 2.9% ในไตรมาส 3 ปี 2567 เนื่องจากสัดส่วนการขายในประเทศเพิ่มขึ้น

โดยรายได้จากการขายในประเทศเติบโตขึ้น 52% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และ 50% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีสัดส่วนรายได้จากการขายในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 73% จาก 65% ในไตรมาส 4 ปี 2566 และ 71% ในไตรมาส 3 ปี 2567 อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและการขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง (hedging loss) ทำให้มีกำไรสุทธิ 359 ล้านบาท ลดลง 22% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่ทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

สำหรับแนวโน้มกำไรในไตรมาส 1 ปี 2568 คาดว่าจะลดลงทั้งในเชิงรายปีและรายไตรมาส เนื่องจากต้นทุนราคายางที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรจากการขาย (GPM) และการจ่ายดอกเบี้ยจากการออกหุ้นกู้ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2567 ขณะเดียวกัน ปริมาณการขายที่ลดลงจากปัจจัยฤดูกาลจะส่งผลให้กำไรลดลงในไตรมาสนี้

อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดการณ์กำไรปกติปี 2568 จะเติบโต 21% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว อยู่ที่ 2,024 ล้านบาท โดยคาดว่าในครึ่งหลังของปี 2568 ผลประกอบการจะดีขึ้นจากการเติบโตของปริมาณการขาย โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทตั้งเป้าหมายการขายยางอยู่ที่ 5 แสนตันต่อปี

ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" และคาดราคาหุ้น NER จะมีการปรับตัวขึ้นไปที่ 5.85 บาท อิงจากอัตราส่วนราคาต่อกำไร (PER) ที่ 6.4 เท่า โดยมองว่าในอนาคตจะมีแนวโน้มที่ดีจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายและทิศทางราคายางที่มีการปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีการจ่ายเงินปันผลสูงที่ 6.1% ณ ราคาปัจจุบัน โดยมีวันขึ้น XD ในวันที่ 24 เมษายน 2568

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า NER รายงานกำไรปกติในไตรมาส 4 ปี 2567 ที่ 484 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 118.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 12.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ 4% โดยกำไรสุทธิอยู่ที่ 359 ล้านบาท เนื่องจากมีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 12 ล้านบาท และขาดทุนจากอนุพันธ์ 113 ล้านบาท

โดยกำไรปกติที่ดีกว่าคาดเล็กน้อยเกิดจากรายได้ที่สูงกว่าคาดจากปริมาณการขายที่ 136,000 ตัน (คาด 130,000 ตัน) และราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่ 65.6 บาทต่อกิโลกรัม (คาด 65.0 บาทต่อกิโลกรัม) เพิ่มขึ้น 4.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 26.8% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา รายได้รวมอยู่ที่ 8,934 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 35.3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งดีกว่าคาดการณ์ไว้ 6% แม้ว่ากำไรขั้นต้นจากการขาย (GPM) จะต่ำกว่าคาดที่ 8.8% (คาด 9.0%)

ขณะที่สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ต่อยอดขายอยู่ที่ 1.8% ลดลงจาก 2.9% ในไตรมาส 3 ปี 2567 และ 2.8% ในไตรมาส 4 ปี 2566 เนื่องจากรายได้ที่สูงขึ้นมาก กำไรสุทธิทั้งปี 2567 อยู่ที่ 1,652 ล้านบาท และกำไรปกติอยู่ที่ 1,673 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดครึ่งปีหลังปี 2567 ที่ 0.31 บาทต่อหุ้น คิดเป็นผลตอบแทน 6.1% ซึ่งจะขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 24 เมษายน 2568

สำหรับแนวโน้มกำไรในไตรมาส 1 ปี 2568 คาดว่าจะทรงตัวหรือปรับลดลงเล็กน้อยทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและปีที่ผ่านมา จากปริมาณการขายที่ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แม้ว่าราคาขายจะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ต้นทุนเฉลี่ยอาจสูงขึ้นตามราคายางที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในไตรมาส 1 ปี 2568 ซึ่งอาจส่งผลให้กำไรขั้นต้นจากการขาย (GPM) อยู่ที่ 9% +/- ขณะที่เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา คาดว่าปริมาณการขายจะทรงตัว แต่ราคาขายเฉลี่ย (ASP) จะเพิ่มขึ้นราว 15%

อย่างไรก็ตาม GPM คาดว่าจะลดลงจากฐานที่สูงในไตรมาส 1 ปี 2567 ที่ทำไว้ที่ 11.6% ทั้งนี้บริษัทคงราคาเป้าหมายสิ้นปี 2568 ที่ 6.45 บาท โดยในปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่อัตราส่วนราคาต่อกำไร (PER) ปี 2568 เพียง 5.7 เท่า และมีผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉพาะงวดครึ่งปีหลังปี 2567 ที่สูงถึง 6.1% โดยคาดว่าจะมีการจ่ายเงินปันผลปี 2568 ที่ 0.36 บาทต่อหุ้น คิดเป็นผลตอบแทน 7.2% จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับหุ้น NER

บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ Trading Buy หุ้น NER พร้อมราคาเป้าหมายที่ 5.15 บาท ซึ่งคำนวณจาก PER ที่ 5.1 เท่า โดยยังคงเป็นหุ้นที่มีการจ่ายปันผลดีที่ 0.31 บาท หรือ Dividend Yield ที่ 6% นอกจากนี้ PBV ยังอยู่ในระดับ 1.1 เท่า และมีอัตราผลตอบแทนจากผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ 20% ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตที่มั่นคง โดยเฉพาะการขยายกำลังการผลิตที่คาดว่าจะเห็นผลในอีก 2 ปีข้างหน้า

สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 4 ปี 2024 NER รายงานกำไรที่ 359 ล้านบาท ลดลง 22% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ของตลาด โดยได้รับผลกระทบจากการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (Fx Loss) ประมาณ 125 ล้านบาท หากไม่รวมรายการดังกล่าว กำไรปกติจะอยู่ที่ 484 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้น 118% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งดีกว่าคาดการณ์ของตลาด

บริษัทคาดว่ากำไรในปี 2568 จะอยู่ที่ 1.8 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยผู้บริหารยังคงมั่นใจในยอดขายที่ 5 แสนตัน และคาดว่าจะมีลูกค้าใหม่จากประเทศอินเดียที่เริ่มทยอยสั่งซื้อในครึ่งหลังของปี 2568 นอกจากนี้ บริษัทยังคงแผนการขยายกำลังการผลิตจาก 510,000 ตัน เป็น 830,000 ตัน ในปี 2570 โดย Phase 1 คาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างโรงงานใหม่ในครึ่งหลังของปี 2568 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตในปี 2569 ประมาณ 30% โดยในขณะนี้บริษัทได้เริ่มเจรจากับลูกค้าใหม่ๆ จากอินเดียแล้ว เพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิต เนื่องจากความต้องการยางในอินเดียสูงและมีความต้องการแหล่งยางที่มั่นคงจากปัญหาต้นยางตายในอินโดนีเซีย

นอกจากนี้ บริษัทได้ปรับเปลี่ยนนโยบายการขายสินค้าใหม่ โดยลดการขายล่วงหน้า 100% ลงเป็น 85% ซึ่งส่วนที่ลดลง 15% จะช่วยเพิ่มมาร์จิ้นให้กับบริษัท จากแนวโน้มราคายางที่มีการปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของราคายางและปริมาณการขายรถยนต์ยังคงต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือINVX ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ราคาหุ้นของบริษัท NER ปัจจุบันมี Upside จำกัดจากราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ระดับ 5.00 บาท ซึ่งคำนวณจาก EPS ที่อิงจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นจากการใช้สิทธิแปลงสภาพ NER-W2 ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 308 ล้านหน่วย และกำหนดให้ใช้สิทธิเท่ากัน 3 ครั้งในช่วงเวลาที่เหลือ 1.5 ปี พร้อมกับอิงค่าเฉลี่ย PER ที่ 6.0 เท่าเช่นเดิม แม้ว่าจะมีความเสี่ยงจากนโยบายเก็บภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐที่อาจกระทบต่ออุปสงค์ยาง แต่ NER ยังมีจุดเด่นที่การจ่ายเงินปันผลสูง

โดยล่าสุดได้ประกาศจ่ายเงินปันผลจากกำไรในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ที่หุ้นละ 0.31 บาท (XD 24 เม.ย.) คิดเป็น Div. Yield 6.1% ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนในขณะนี้จึงแนะนำให้ถือหุ้นในระดับ "Neutral" เพื่อรับเงินปันผล

ในปี 2568 NER ตั้งเป้าหมายการเติบโตด้วยยอดขายที่ประมาณ 34,500 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการคาดการณ์ยอดขายยางที่ 5 แสนตัน ซึ่งเติบโตขึ้น 14% จากปีที่ผ่านมา ทั้งนี้บริษัทคาดว่าอุปทานยางโลกจะทรงตัว โดยอุปทานยางในอินโดนีเซียที่ลดลงจะได้รับการชดเชยจากอุปทานที่เพิ่มขึ้นในโกตดิวัวร์

ขณะเดียวกันปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทยคาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณการกรีดยางขึ้น 20% ในปี 2568 นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตโดยการสร้างโรงงานใหม่แห่งที่ 3 ในประเทศไทย ซึ่งมีกำลังการผลิต 3.2 แสนตัน โดยจะเริ่มก่อสร้างในกลางปีนี้และคาดว่าจะเปิดเฟสแรกได้ในกลางปี 2569

ทั้งนี้ บริษัทมีแผนที่จะกู้เงินจากสถาบันการเงินประมาณ 2,000 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนการก่อสร้างโรงงานใหม่ ส่งผลให้ระดับหนี้สินต่อทุน (D/E) อาจเพิ่มจาก 1.2 เท่าเป็น 1.6 เท่า ขณะเดียวกัน ความคืบหน้าในการสร้างโรงงานผลิตยางในโกตดิวัวร์ยังคงล่าช้าเนื่องจากการรอการอนุมัติจากรัฐบาลโกตดิวัวร์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...