โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

Champagne...พรายฟองประวัติศาสตร์ ความหรูหรา และธรรมเนียมแห่งการเฉลิมฉลอง

นิตยสารคิด

อัพเดต 02 ม.ค. 2568 เวลา 01.02 น. • เผยแพร่ 02 ม.ค. 2568 เวลา 01.02 น.
history-of-champagne-cover

สัญลักษณ์แห่งความหรูหรา ชนชั้นสูง และการเฉลิมฉลองของ “แชมเปญ” ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่โดดเด่นที่สุดชนิดหนึ่งของโลก ด้วยคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว กระบวนการผลิตอันเป็นเอกลักษณ์ และรสชาติที่ส่งเสริมบรรยากาศแห่งเทศกาลและการเฉลิมฉลองให้เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา และไม่เพียงเสน่ห์อันน่าหลงใหล แต่แชมเปญยังมีประวัติศาสตร์อันยาวนานหลายศตวรรษ โดยมีต้นกำเนิดมาจากแคว้นแชมเปญ ประเทศฝรั่งเศส

เรามาย้อนสำรวจสัญลักษณ์การเฉลิมฉลองของแชมเปญ เครื่องดื่มที่ยังคงได้รับความนิยมสำหรับใช้ดื่มเพื่ออวยพร แสดงถึงความสำเร็จ และห้วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองที่มีชื่อเสียงระดับโลกนี้กัน

(Jennifer Yung / Unsplash)

ประวัติศาสตร์อันยาวนานของเครื่องดื่มสุดหรู
“แชมเปญ” มีต้นกำเนิดในศตวรรษที่ 17 ด้วยสภาพภูมิอากาศและดินที่เป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่เนินเขาทางตะวันออกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส จังหวัดช็องปาญอันเก่าแก่ ทำให้ที่นี่เป็นภูมิภาคที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเจริญเติบโตขององุ่นหลัก 3 สายพันธุ์ที่ใช้ในการผลิตไวน์ ได้แก่ Chardonnay, Pinot Noir และ Pinot Meunier

หลังจากนั้นไม่นาน แชมเปญก็มีชื่อเสียงในด้านการเป็น “สปาร์กลิงไวน์” คุณภาพสูง และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในหมู่ขุนนางชนชั้นสูงของฝรั่งเศสที่เชื่อว่า แชมเปญเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรือง ทั้งยังได้กลายเป็นเครื่องดื่มหลักในพิธีต่าง ๆ ของบรรดาราชวงศ์ และเป็นสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มที่หรูหรา โดยเฉพาะในสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งพระองค์ทรงชื่นชอบความแปลกใหม่ของสปาร์กลิงไวน์ชนิดนี้เป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม ศตวรรษที่ 19 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์แชมเปญ ด้วยความเข้าใจในกระบวนการหมักและเพิ่มความแข็งแรงของขวดที่บรรจุแชมเปญให้สามารถรับแรงดันของแก๊สได้มากขึ้น ทำให้สามารถผลิตสปาร์กลิงไวน์ได้อย่างสม่ำเสมอและปลอดภัย ในช่วงเวลานี้เองที่รูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ของขวดแชมเปญได้ถูกพัฒนาขึ้น โดยถูกออกแบบให้ทนต่อแรงดันของกระบวนการหมักครั้งที่ 2 ได้เป็นอย่างดี

(big dodzy / Unsplash)

สำหรับกระบวนการผลิตแชมเปญนั้น จะเริ่มต้นจากการคัดสรรองุ่นอย่างพิถีพิถัน ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวองุ่นด้วยมือ เพื่อให้แน่ใจถึงคุณภาพสูงสุดของผลองุ่น หลังจากการเก็บเกี่ยวแล้ว องุ่นทั้งหมดจะถูกนำมาคั้นจนกลายเป็นน้ำและจะถูกหมักเพื่อเปลี่ยนน้ำตาลให้กลายเป็นแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นกระบวนการทั่วไปของการผลิตไวน์ทุกชนิด

แต่ความมหัศจรรย์ของแชมเปญนั้นเริ่มต้นด้วยที่การ “หมัก” อีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งเป็นการเติมส่วนผสมของน้ำตาลและยีสต์เพื่อเริ่มการหมักครั้งที่ 2 ขั้นตอนนี้เป็นลักษณะเฉพาะสำหรับการผลิตแชมเปญเท่านั้น โดยหลังจากนั้นขวดไวน์ที่ถูกหมักเป็นครั้งที่ 2 เหล่านี้ก็จะถูกบ่มไว้ในห้องเก็บไวน์ซึ่งมักใช้เวลานานหลายปี และผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมกับการพัฒนาของรสชาติที่ซับซ้อนและคุณสมบัติอันโดดเด่นเฉพาะของ “แชมเปญ”

นอกจากรสชาติเฉพาะตัว การที่แชมเปญกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมนั้นก็ยังเป็นผลมาจากกลยุทธ์การตลาดในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ที่ผู้ผลิตแชมเปญได้วางผลิตภัณฑ์ของตนไว้เป็นสัญลักษณ์แห่งความประณีตและสง่างาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการเฉลิมฉลอง จนทำให้แชมเปญกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและประเพณีทั่วโลก จนเกิดแชมเปญที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันอย่าง Moët & Chandon หรือ Piper-Heidsieck และอื่น ๆ

(Katie Azi / Unsplash)

แชมเปญกับสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ
แชมเปญได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมสมัยใหม่เมื่อพูดถึงการเฉลิมฉลอง ไม่ว่าจะด้วยโอกาสใดก็ตาม ทั้งงานแต่งงาน วันเกิด วันส่งท้ายปีเก่า หรือวันสำเร็จการศึกษา โดยเสียงของขวดแชมเปญที่ถูกเปิดออกนั้นสื่อถึงช่วงเวลาแห่งความสุขและความตื่นเต้นที่มาพร้อมการเฉลิมฉลอง แชมเปญที่ถูกเทลงในแก้วนั้นช่วยสร้างบรรยากาศให้ทันสมัยและหรูหรายิ่งกว่าที่เคย ทั้งยังทำให้ช่วงเวลาเหล่านั้นพิเศษจนไม่อาจลืมลง และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมเนียมในการเฉลิมฉลองไปทั่วโลก

นอกจากนี้ แชมเปญยังถูกนำไปใช้ในการแข่งขันกีฬา โดยเชื่อกันว่า ประเพณีการพ่นแชมเปญในงานกีฬามีต้นกำเนิดมาจากการที่แบรนด์แชมเปญอย่าง Moët & Chandon มีส่วนร่วมในการแข่งขันรถยนต์รายการ 24 Hours of Le Mans ในประเทศฝรั่งเศสเมื่อช่วงกลางศตวรรษที่ 20 โดยผู้ที่ชนะการแข่งขันในครั้งนี้ได้เริ่มประเพณีการพ่นแชมเปญ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการแสดงถึงสัญลักษณ์แห่งชัยชนะเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความรู้สึกอิสระและการปลดปล่อยตัวตนจากการแข่งขันที่เข้มข้นและยาวนานนี้อีกด้วย

แคเธอรีน อเล็กซ์ บีเวน (Katherine Alex Beaven) ผู้เขียนหนังสือ Atlas Obscura ตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงศตวรรษที่ 20 นักกีฬามีความเชื่อว่า แอลกอฮอล์โดยเฉพาะแชมเปญ มีความคล้ายคลึงกับเครื่องดื่มสำหรับนักกีฬาในปัจจุบัน ซึ่งมองว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยเพิ่มพลังงาน เนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลสูงและมีรสซ่า โดยในปี 1908 อัลเบิร์ต คอรีย์ (Albert Corey) แชมป์รายการวิ่งมาราธอน Chicago Marathon กล่าวว่า ชัยชนะของเขามาจากการดื่มแชมเปญ

ทว่า บทบาทของแชมเปญในวงการกีฬาไม่ได้บ่งบอกถึงความหรูหราเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำที่จะคงอยู่ตลอดไป และการที่แชมเปญยังคงปรากฏอยู่ในการเฉลิมฉลองของวงการกีฬาก็ยังแสดงถึงแรงดึงดูดที่ยั่งยืน เสน่ห์ที่คงอยู่ และความสัมพันธ์ทางอารมณ์อันลึกซึ้งของนักกีฬาและแฟน ๆ เสมอมาอีกด้วย

(Matthieu Joannon / Unsplash)

Maison Ruinart ธุรกิจแชมเปญสุดหรู
ในช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง “แชมเปญ” ถูกจัดให้เป็นเครื่องดื่มรสเลิศของธรรมเนียมในการชนแก้วคืนเคานต์ดาวน์ เฟรเดริก ปานาอิโอติส (Frédéric Panaïotis) ผู้เชี่ยวชาญแห่ง Maison Ruinart กล่าวว่า เขาไม่อาจบอกได้ว่า ทำไมแชมเปญถึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการปาร์ตี้และการเฉลิมฉลอง แต่คำว่า “แชมเปญ” กลับกลายเป็นคำภาษาฝรั่งเศสที่คนทั่วโลกรู้จักรองจากคำว่า “ปารีส” เลยทีเดียว

ธุรกิจแชมเปญสุดหรูอย่าง Maison Ruinart ของครอบครัวตระกูล Ruinart เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับจุดเริ่มต้นของ “ยุคเรืองปัญญา” (Enlightenment) ศิลปะแห่งการใช้ชีวิต การเติบโตของวัฒนธรรมฝรั่งเศส ตามมาด้วยแง่มุมที่มีเสน่ห์ ประณีต งดงามและเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งส่งผลให้ Maison Ruinart ได้รับการยอมรับในฐานะตัวแทนจากสังคมชนชั้นสูง

ย้อนกลับไปในปี 1729 นิโคลัส รุยนาร์ต (Nicolas Ruinart) ได้สร้างความประทับใจในแชมเปญของตระกูลด้วยการก่อตั้ง Champagne House ที่เมืองแร็งส์ แคว้นแชมเปญ ที่มีความอุดมสมบูรณ์และเหมาะแก่การปลูกองุ่น จนกระทั่งในปี 1730 Maison Ruinart ก็ได้เปิดตัวแชมเปญขวดแรกซึ่งใช้องุ่นพันธุ์หายากอย่าง “ชาร์ดอนเนย์” (Chardonnay) ด้วยการผลิตและการเปิดตัวในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากภายในเวลา 6 ปี ทำให้ Maison Ruinart ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ผลิตไวน์รายใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศส

ปัจจุบัน Maison Ruinart ใช้องุ่น 3 สายพันธุ์ในการผลิตแชมเปญ ได้แก่ Chardonnay, Pinot Noir และ Pinot Meunier ไร่องุ่นของโรงงานตั้งอยู่บนพื้นที่ 17 เฮกตาร์ พร้อมกับมีการรับซื้อวัตถุดิบจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้และแหล่งผลิตไวน์ชั้นนำ ห้องเก็บไวน์ของ Ruinart ได้รับการยอมรับและขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก โดยห้องเก็บไวน์อยู่ลึกลงไปใต้ดินถึง 38 เมตร พร้อมควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ 11 องศาเซลเซียส เพื่อการผลิตไวน์ให้กลายเป็นเครื่องดื่มที่เลิศรสที่สุด โดยแชมเปญของ Maison Ruinart จะโดดเด่นไปด้วยความหอม (Aromatic) ความสดใหม่ (Freshness) และเท็กเจอร์ (Texture) ที่มีความเฉพาะตัว

ทว่าเส้นทางแห่งการเติบโตของธุรกิจแชมเปญก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้ Maison Ruinart ต้องประสบกับปัญหาที่เกิดจากภาวะโลกร้อน อุณหภูมิที่เปลี่ยนไป ดินที่ไม่อุดมสมบูรณ์เท่าเดิม ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปลูกองุ่นและอาจส่งผลไปถึงรสชาติของแชมเปญ ทำให้ Ruinart ได้หันกลับมาสนับสนุนความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในการปลูกองุ่น ทั้งยังคิดค้นนวัตกรรมที่จะสามารถคงรสชาติของแชมเปญให้อร่อยเช่นเดิม

จากแชมเปญอันเป็นเอกลักษณ์อย่าง Blanc de Blancs สุดคลาสสิก Maison Ruinart ก็ได้เปิดตัวแชมเปญรุ่นใหม่ที่ถูกคิดค้นโดย เฟรเดริก ปานาอิโอติส (Frédéric Panaïotis) ที่รู้จักกันในชื่อ Blanc Singulier ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นเพื่อตอบสนองต่อข้อเท็จจริงที่ว่า ในปี 2018 จะเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งแชมเปญรุ่นใหม่นี้แสดงให้เห็นถึงรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ขององุ่นชาร์ดอนเนย์ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และได้ใช้เทคนิคการผลิตไวน์ระดับมืออาชีพเพื่อชดเชยองุ่นที่สุกงอมจากสภาพอากาศ และให้ได้แชมเปญที่รสชาติดี มีคุณภาพ และแสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นในด้านการปรับตัวตามสภาพแวดล้อมของแบรนด์ Maison Ruinart อีกด้วย

ที่มา : บทความ “How champagne became everyone’s favourite celebration drink” จาก franceunwrapped.com
บทความ “Why is champagne used for celebrations?” โดย Steven Murtagh
บทความ “Why is Champagne Used for Celebrations?” จาก sparklingdirect.co.uk
บทความ “Paris Olympic Games: Champagne’s History In Celebration And Sports” โดย Elva Ramirez
บทความ “Why Champagne Became the Drink of Sports Champions” จาก glassofbubbly.com
บทความ “Ruinart creates a Champagne for climate change” โดย Patrick Schmitt
บทความ “MAISON RUINART: Enlightenment of Champagne” โดย Marina Timo
บทความ “Happy 100 Years วัฒนธรรมการฉลองปีใหม่ผ่านเรื่องเล่าธุรกิจสุดคราฟต์หลัก 100 ปีจากหลายประเทศ” โดย รตา มนตรีวัต

เรื่อง : ณัฐนิธิ ประเสริฐแท่น

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

Gawdland เป็นตัวแทนไทยลงแข่ง RuPaul’s Drag Race UK Versus The World ซีซัน 3

THE STANDARD

อันซีนพังงา “เกาะไข่ใน” น้ำทะเลสวยใส หาดทรายขาวเนียน

Manager Online

Harry Styles บอกใบ้ว่าเขาเตรียมปล่อยผลงานใหม่ที่มีชื่อว่า We Belong Together

THE STANDARD

เปิดทางรอดธุรกิจ SMEs ในวันที่เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ

Capital

XG ประกาศเปลี่ยนชื่อวง จาก Extraordinary Girls เป็น Extraordinary Genes เพื่อสะท้อนการเติบโตของวง และสอดคล้องไปกับการคัมเอาท์เป็นน็อน-ไบนารี ของ Cocona

Mirror Thailand

คราม-คราฟต์-คลาสสิก มัดรวม 7 เสน่ห์พื้นถิ่นที่พาเราเที่ยวแบบเข้าถึงตัวตนสกลนคร

ONCE
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...