โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นเสวยพระกระยาหารแบบไหน? ต่างกับสามัญชนทั่วไปหรือไม่?

conomi

อัพเดต 05 ก.ย 2567 เวลา 12.15 น. • เผยแพร่ 06 ก.ย 2567 เวลา 12.00 น. • conomi.co

“อาหารญี่ปุ่น” ได้ถูกจัดให้เป็นอาหารแสนอร่อยที่ใคร ๆ ก็ชอบรับประทานกินกัน ไม่ว่าจะเป็นทั้งอาหารที่จำหน่ายขายในราคาย่อมเยาว์ไม่แพงไปจนถึงอาหารหรูราคาเเพง ระดับได้มิชลินสตาร์ แต่เคยมีใครคิดตั้งคำถามกันไหมว่าแล้วสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นรวมถึงเหล่าเชื้อพระวงศ์ญี่ปุ่น พวกท่านเสวยพระกระยาหารแบบไหนกัน? คนส่วนใหญ่ก็คงต่างพากันคิดว่าต้องเป็นอาหารหรูหราสุดอลังการอย่างสุด ๆ เป็นแน่ ดังนั้นในวันนี้เราจะมาเล่าสู่ให้ฟังกันค่ะ

ตัวอย่างพระกระยาหารสำหรับ 1 วัน ในปี ค.ศ. 1984

  • พระกระยาหารเช้า: โอ๊ตมิลค์ ซุปกะหล่ำปลี สลัด(มะเขือเทศ ผัดกาดแก้ว แตงกวา) นมและโยเกิร์ต
  • พระกระยาหารกลางวัน: ขนมปัง เห็ดหอมชิตาเกะตุ่น ซุป ไก่ย่างชีส นมและของย่าง
  • พระกระยาหารเย็น: ข้าวบาเลย์ ซุปเต้าเจี้ยวมิโซะ เผือกอ่อนและถั่วฝักยาวปรุงรส ปลาสำลีญี่ปุ่นราดซอสเทริยากิ และผักโขมต้ม

ตัวอย่างพระกระยาหารในเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 1990

  • พระกระยาหารเช้า: ขนมปัง แอปเปิ้ล นมและแยม
  • พระกระยาหารกลางวัน: ซุป ปลา กราแตงและสลัด
  • พระกระยาหารเย็น: ข้าวบาเลย์ ซุปมิโซะใส่สาหร่ายวากาเมะ เทมปุระ 3 ชนิด ปลา 2 ชนิดและผักโคมัตสึนะต้ม

“เอ๊ะ!? ผิดคาด…” คงเป็นสิ่งที่ทุกคนคิดกันใช่ไหมคะ? เชื่อได้เลยว่าทุกคนคงประหลาดใจไม่น้อยเลยว่าพระกระยาหารข้างต้นที่กล่าวมา มีรายละเอียดหรือรูปแบบที่ดูแล้วแทบจะไม่ต่างกับอาหารธรรมดา ๆ ทั่วไปที่พวกเรารับประทานกันเลย แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้มันต่างออกไปล่ะ? คำตอบคือ “แหล่งที่มาของวัตถุดิบ” ค่ะ โดยวัตถุดิบของพระกระยาหารและเครื่องคาวที่พระจักรพรรดิเสวยจะได้มาจาก “ฟาร์มเลี้ยงพิเศษของสำนักพระราชวัง” (Imperial Livestock Farm) โดยตรง และยังไม่มีการใช้สารปรุงแต่งในการปรุงพระกระยาหาร เพื่อให้ได้มาซึ่งรสชาติความอร่อยที่แท้จริงของวัตถุดิบนั้น ๆ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีพ่อครัวหรือกุ๊กโดยเฉพาะเพื่อทำหน้าที่ปรุงพระกระยาหารและเครื่องคาวตรงนี้ด้วยนะคะ

ด้านนอกของฟาร์มเลี้ยงพิเศษของสำนักพระราชวัง เมืองทะคะเนซาว่า จังหวัดโทจิงิ

ในส่วนของฟาร์มเลี้ยงพิเศษของสำนักพระราชวังนั้น ตั้งอยู่ที่เมืองทะคะเนซาว่า จังหวัดโทจิงิ ซึ่งฟาร์มแห่งนี้ก่อตั้งมาจากแนวความคิดของ นายโอกูโบะ โทชิมิจิ (Okubo Toshimichi = 大久保利通) โดยครั้งที่นายโอกูโบะ ได้เดินทางไปสำรวจอังกฤษและเยอรมันกับคณะของ นายอิโต ฮิโรบูมิ (Itou Hirobumi = 伊藤博文) เมื่อปี ค.ศ. 1871 ก็ค้นพบว่าราชวงศ์ในประเทศยุโรปมีฟาร์มทำการเกษตรและปศุสัตว์เป็นของตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการนำเอาวัตถุดิบจากฟาร์มเหล่านั้นมาทำเป็นอาหารเลี้ยงรับรองแขกบ้านแขกเมือง ซึ่งสร้างความรู้สึกประหลาดใจให้แก่นายโอกูโบะเป็นอย่างมาก เขาจึงได้นำวิธีการดังกล่าวเข้ามาใช้ในประเทศญี่ปุ่นในเวลาต่อมา

พระกระยาหาร, พระจักรพรรดิ

อีกทั้งสมเด็จพระจักรพรรดิโชวะ หรือสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโระฮิโตะ (จักรพรรดิญี่ปุ่นองค์ที่ 124) ก็ทรงมีพระราชราชดำริเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับ นายอิชิซึกะ สะเก็น (Ishizika Sagen = 石塚左玄) เเพทย์แผนโบราณสมัยเมจิในหลักความคิดที่ว่า “ชินโดะฟูจิ หรือ ชินโดะฟูนิ”(Shindofuji หรือ Shindofuni = 身土不二) ซึ่งมีความหมายว่า “ร่างกายของมนุษย์และแผ่นดินที่มนุษย์อาศัยอยู่ ต่อให้จะพยายามตัดให้ขาด ก็ไม่สามารถทำได้” ซึ่งในเรื่องของอาหารก็จะสื่อได้ว่า “อาหารที่ดีคืออาหารที่มีแหล่งกำเนิดมาจากที่ ๆ นั้น” กับความคิดที่ว่า “อาหารเป็นยารักษาโรค” จึงทำให้เกิดการตั้งฟาร์มเลี้ยงพิเศษขึ้นอย่างจริงจัง

*เกร็ดความรู้*

โอกูโบะ โทชิมิจิ (ค.ศ. 1830 – ค.ศ. 1878)

(1) โอกูโบะ โทชิมิจิ (Okubo Toshimichi = 大久保利通) แต่เดิมเป็นซามูไรแห่งแคว้นซัตสึมะ (Satsuma Han = 薩摩藩) หรือปัจจุบันคือ จังหวัดคาโกชิมะ ได้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวเพื่อล้มล้างระบบการปกครองของรัฐบาลโชกุนโทกูงาวะช่วงสมัยบากูฟุตอนปลาย และยังเป็น 1 ใน 3 แกนนำใหญ่ในคณะฟื้นฟูปฎิรูปเมจิ รวมถึงยังเป็นรัฐบุรุษเป็นผู้มีบทบาทในการวางรากฐานของประเทศญี่ปุ่นให้เปลี่ยนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่คือ ยุคเมจิ อีกด้วย

อิโต ฮิโรบูมิ (ค.ศ. 1841 – ค.ศ. 1909)

(2) อิโต ฮิโรบูมิ (Itou Hirobumi = 伊藤博文) เดิมเป็นซามูไรแห่งแคว้นโชชู (Choshu Han = 長州藩) หรือปัจจุบันคือจังหวัดยามากุจิ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของญี่ปุ่น ในยุคสมัยเมจิ ในปี ค.ศ. 1885 หลังจากที่มีระบบคณะรัฐมนตรีเกิดขึ้น ก็ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกของญี่ปุ่น (ได้เป็นซ้ำอีก 3 สมัย รวมเป็น 4 สมัย) ดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรี และประธานวุฒิสภา และเคยยังเป็นบุคคลที่ปรากฏบนพันธบัตร 1,000 เยนญี่ปุ่นในสมัยอดีตอีกด้วย

ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม

daily product

ในเมนูพระกระยาหารเช้า “โยเกิร์ต” ถือว่าเป็นสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้ ซึ่งก่อนที่การบริโภคโยเกิร์ตจะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่สามัญชนทั่วไป ฟาร์มเลี้ยงพิเศษได้มีการผลิต “Calgurt” (カルグルト) ซึ่งเป็นเครื่องดื่มกรดแลคติกที่ได้มาจากการนำเอาไขมันออกไปจากนม หรือที่ทั่วไปรู้จักในชื่อของโยเกิร์ต มาอยู่ก่อนแล้ว โดยเมื่อนำเอาส่วนผสมชนิดเข้มข้นไปผสมเจือจางกับน้ำจะเกิดรสเปรี้ยวขึ้น ในส่วนของชนิดนมที่นำมาใช้จะได้มาจากวัวนมพันธุ์โฮลส์ไตน์ฟรีเชี่ยน (Holstein Friesian) กับ วัวนมพันธุ์เจอร์ซี่ (Jersey) ซึ่งจะถูกเลี้ยงแบบปล่อยให้ได้อาบแดดอย่างอิสระในฟาร์ม และให้หญ้าที่ไม่ผ่านการพ่นยาฆ่าแมลงเป็นอาหาร รวมถึงยังได้รับการดูแลอาบน้ำถึง 2 ครั้งต่อวันด้วย ซึ่งการเลี้ยงดูอย่างพิถีพิถันนี้ ทำให้วัวไม่เกิดความเครียด น้ำนมที่ได้ก็จะมีความอร่อยเป็นอย่างมากค่ะ

cow

ยิ่งไปกว่านั้น วิธีการพาสเจอไรซ์ฆ่าเชื้อก็ยังมีกรรมวิธีที่แตกต่างกับกรรมวิธีพาสเจอไรซ์แบบปกติ โดยตามท้องตลาดทั่วไป การจำหน่ายเน้นจำหน่ายขายในปริมาณที่มาก จึงนิยมใช้วิธีการพาสเจอไรซ์ฆ่าเชื้อแบบความร้อนสูง เวลาสั้น ซึ่งจะทำให้รสชาติและสารอาหารลดลงได้ แต่ทว่าที่ฟาร์มเลี้ยงพิเศษจะเป็นการพาสเจอไรซ์ฆ่าเชื้อแบบใช้ความร้อนต่ำจึงทำให้รสชาติ และสารอาหารยังคงอยู่

ผักและเนื้อสัตว์มาจากฟาร์มเลี้ยงพิเศษแทบทั้งหมด?

1. ผักต่างๆ

ผัก

ผักที่ได้จะเป็นผักที่ปลูกแบบออร์เเกนิค ซึ่งไม่ผ่านการใช้ยาหรือปุ๋ยผสมสารเคมี และปุ๋ยที่ใช้ก็มีการผลิตที่พิถีพิถันเป็นอย่างมาก โดยจะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่มาจากขี้ม้า ซึ่งผ่านการหมักมามากกว่า 1 ปีขึ้นไป โดยในฟาร์มเลี้ยงพิเศษมีม้าเลี้ยงไว้เป็นจำนวนมากถึงที่ 43 ตัว จึงสามารถเก็บขี้ม้าได้ในปริมาณที่เพียงพอสำหรับมาทำปุ๋ยได้

นอกจากนี้ “การปลูกพืชซ้ำ ๆ ในพื้นที่เดิม” ซึ่งเป็นการสร้างปัญหาให้กับดิน รวมถึงทำให้แร่ธาตุและสารอาหารในดินลดลง พืชหรือผลไม้ที่ปลูกก็จะป่วยเป็นโรคได้ง่าย รวมถึงปัญหาแมลงและศัตรูพืชก็จะเพิ่มขึ้นอีกด้วย ดังนั้นการปลูกพืชหมุนเวียนเป็นสิ่งที่ต้องทำ เช่น หลังจากที่ปลูกมันเทศเสร็จในฤดูนี้ พอเข้าฤดูถัดไปก็เปลี่ยนมาปลูกข้าวสาลีหรือดอกดาวเรืองแทน ซึ่งจะสามารถลดและกำจัดแมลงศัตรูพืชอย่างหนอนตัวกลมของมันเทศออกไปได้ ดังนั้นที่ฟาร์มเลี้ยงพิเศษแห่งนี้จึงพยายามหลีกเลี่ยงไม่ใช้วิธีการปลูกพืชชนิดเดิมซ้ำ ๆ บนพื้นที่ปลูกเดียวกัน และยังไม่ใช่ยาฆ่าแมลง ใช้เป็นการอบดินด้วยไอน้ำแทน

2. เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ

เนื้อสัตว์

แกะ ไก่ วัว และหมูในฟาร์มเลี้ยงพิเศษแห่งนี้ล้วนแล้วแต่ถูกปล่อยเลี้ยงอย่างอิสระ ถ้าวันไหนอากาศร้อนจัดก็จะมีการอาบน้ำเพื่อคลายร้อนไม่ให้สัตว์ประเภทต่าง ๆ ที่เลี้ยงไว้เกิดความเครียด รวมถึงอาหารที่ใช้เลี้ยงล้วนแล้วแต่เป็นอาหารที่ปลอดสารเคมี

หมู

โดยเฉพาะ “หมู” เพราะการเลี้ยงหมูตามปกติทั่วไปจะนิยมเลี้ยงในปริมาณจำนวนที่เยอะ สถานที่เลี้ยงส่วนใหญ่ก็จะมีขนาดคับแคบมีพื้นที่จำกัด มักจะไม่มีแสงอาทิตย์หรือแสงสว่างจากภายนอกส่องเข้าไปถึงได้ รวมถึงอาหารที่ใช้ก็ยังปนเปื้อนไปด้วยสารเคมี หมูก็จะมีความเครียด ทำให้เนื้อหมูที่ได้มีคสชาติไม่อร่อย รวมถึงตั้งแต่ช่วงยุคสมัยปี ค.ศ. 1950 ลงมาหรือสมัยยุคโชวะที่ 30 ลงไป ภาคการประมงญี่ปุ่นเจริญรุ่งเรื่องเป็นอย่างมาก ชาวประมงจับปลาได้เยอะเป็นพิเศษ จึงนิยมนำปลาที่เหลือมาแปรรูปเป็นปลาป่น สำหรับใช้เป็นอาหารเลี้ยงหมู ดังนั้นฟาร์มเลี้ยงหมูที่ใช้ปลาป่นมาเป็นอาหารเลี้ยงหมูจึงมีเยอะมาก จึงทำให้เนื้อหมูที่ได้จะมีกลิ่นเหม็นของปลาติดอยู่ที่เนื้อ รสชาติของเนื้อหมูก็ไม่อร่อย

3. ข้าว

ข้าว

ฟาร์มเลี้ยงพิเศษแห่งนี้ จะไม่มีนาดำ ดังนั้นข้าวที่ใช้ในการทำเป็นพระกระยาหารจะนำเข้ามาจากร้านขายข้าว โดยร้านโอกูโระโคเมะเท็ง (Oguro Kometen = 小黒米店) ในเขตบุงเคียว โตเกียวเป็นร้านที่ทางสำนักพระราชวังใช้ (ปัจจุบันร้านได้ปิดตัวลงไปแล้วเมื่อปี ค.ศ. 2022 ที่ผ่านมา) โดยข้าวที่จำหน่ายที่ร้านจะเป็นข้าวที่ถูกคัดเลือกมาเป็นอย่างดีจากข้าวชั้นดีทั่วประเทศ โดยข้าวที่ทางสำนักพระราชวังนิยมสั่งเข้ามาใช้คือ “ข้าวกล้องดำ” ค่ะ

พระกระยาหารในงานเลี้ยงต้อนรับและในวันพระราชสมภพ

food2

ตัวอย่างพระกระยาหารในงานเลี้ยงอาหารค่ำกับเหล่าราชวงศ์เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 1994

ตับบด ซุปวิชชีสวาซใส่มะเขือเทศ ปลาห่อแป้งพาย เนื้อวัวสันในย่างโรยพริกไทยเสริฟ์พร้อมผักย่าง สลัดมะเขือเทศซอสมะนาว ซอสผลไม้เสริฟ์พร้อมไอศกรีม และองุ่นไชน์มัสคัต กับสตรอว์เบอร์รี่

ตัวอย่างพระกระยาหารในงานพิธีเนื่องในวันคล้ายพระราชสมภพสมเด็จพระจักรพรรดิเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 1990

  • ซุป: เต้าเจี้ยวมิโซะขาวใส่เนื้อปลาคาร์ฟห่อด้วยสาหร่ายคอมบุและส้มยูซุ
  • ของดิบ: ปลาตาเดียว ปลาหมึกบั้ง ไข่ปลากระบอกเค็ม หัวไชเท้าฝอย ผักฝางเฟิง หอมแดง แตงกวา วาซาบิ
  • เครื่องเคียง: ลูกชิ้นปลาคามาโบโกะ ไก่ย่างคลุกเมล็ดป๊อบปี้ วุ้นถั่วแดง
  • ของย่าง: ปลากะพงเป็นตัวย่างเกลือ หัวผักกาดฝรั่งแกะสลักเป็นรูปดอกเบญจมาศและขิงดอง
  • อาหารร้อน: ไข่ตุ๋นใส่เนื้อปลาไหล หน่อไม้ แปะก๊วย และผักปวยเล้ง
  • เครื่องดื่ม: เหล้าสาเก

ทั้งนี้ ผักและวัตถุดิบต่าง ๆ ที่นำมาใช้ถูกคัดสรรมาอย่างดี และยังประดิดประดอยตกแต่งอย่างสวยงาม ในกรณีที่พระราชอาคันตุกะเป็นชาวต่างชาติ เช่น นายกรัฐมนตรีหรือผู้นำประเทศอื่น ๆ ก็จะมีการจัดสำรับอาหารในรูปแบบอื่นให้เข้ากับบุคคลนั้น ๆ เช่น เสริฟ์เป็นอาหารฝรั่งแทน แต่วัตถุดิบที่ใช้ เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่หรือเนื้อแกะก็ล้วนแล้วแต่ยังคงมีรสชาติอร่อยถูกปากแขกบ้านแขกเมืองเป็นอย่างมากไม่แพ้อาหารญี่ปุ่นเลย

food3

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ? กับลักษณะของพระกระยาหารและเครื่องคาวเหล่านี้ เป็นอาหารออแกนิคดูสุขภาพดีสุด ๆ ไปเลยใช่ไหม? อย่างไรก็ตาม ต่อให้เราไม่สามารถที่จะกินหรือรับประทานอาหารเช่น เนื้อหรือผักที่ปลอดสารพิษได้ทุกมื้ออย่างสมเด็จพระจักรพรรดิ แต่เราก็ยังสามารถเลือกกินอาหารที่มีคุณค่าและให้สารประโยชน์ต่อร่างกายได้อยู่ ดังนั้นก่อนที่จะกินหรือรับอะไรเข้าไปในร่างกาย ก็ขอให้ลองคิดคำนึงถึงผลประโยชน์และคุณค่าที่จะได้รับเสมอนะคะ นอกจากจะได้ความอร่อยแล้วยังได้สารอาหารที่มีประโยชน์อย่างครบถ้วนอีกด้วย

ในส่วนของใครที่กังวลเกี่ยวกับเรื่องการคิดคำนวน “ปริมาณแคลอรี่” ก็ไม่ควรที่จะเคร่งเครียดมากเกินไป เนื่องจากการคิดคำนวนแคลอรี่ที่ใช้ในปัจจุบันเป็นการใช้มาตรฐานการคำนวนมาจากชาวเยอรมันในช่วงศตวรรษที่ 19 โดยเป็นการคิดคำนวนเก็บข้อมูลจากกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาวจำนวน 20 คน ซึ่งเมื่อนำมาเทียบกับร่างกายและวิธีการรับประทานอาหารและใช้ชีวิตของชาวเอเชีย โดยเฉพาะคนญี่ปุ่นหรือคนไทยอย่างเราจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำตามทั้งหมด เมื่อเรารู้สึกว่าร่างกายไม่ไหวหรือต้องการพัก “การหยุดกิน” ก็เป็นการปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อน อวัยวะภายในร่างกายก็ไม่ต้องฝืนต้องทำงานหนักเกินไป ดังนั้นความคิดที่ว่า “ต้องรับประทานอาหารครบ 3 มื้อ” ซึ่งเป็นความคิดจากฝั่งยุโรปก็ไม่ควรที่จะนำมาใช้เป็นหลักในชีวิตประจำวันมากจนเกินไป ควรที่จะคิดและปรับให้เหมาะสมกับร่างกายของเราแต่ละคนดูนะคะ สุขภาพที่ดีเริ่มได้ด้วยมือเราค่ะ!

สรุปเนื้อหาจาก : mag.japaaan
เรียบเรียงโดย : XROSSX

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...