ครอบครัวที่ดีควรเป็นเช่นไร เมื่อความหลากหลายแบบ Atypical Family กลายเป็น “ครอบครัว” ในแบบของตัวเอง
เมื่อไม่นานมานี้ มีซีรีส์สัญชาติเกาหลีที่ได้รับความนิยมและถูกพูดถึงมากพอสมควรในบ้านเราอย่าง The Atypical Family ที่บอกเล่าเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่สมาชิกในบ้านแต่ละคนต่างก็มีพลังพิเศษเหนือธรรมชาติโดยการถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่กลับต้องมาสูญเสียพลังไปเพราะโรคยอดฮิตที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อย่างเช่น โรคนอนไม่หลับ โรคอ้วน โรคซึมเศร้า และภาวะสายตาสั้น ทำให้ครอบครัวนี้กลายเป็นครอบครัวที่ไม่เหมือนกับครอบครัวไหน ๆ ในความหมายที่หลายคนเคยนิยามไว้ในใจ
ไม่เพียงแต่ครอบครัวที่พิเศษและแตกต่างด้วยสมาชิกในครอบครัวที่มีพลังพิเศษ แต่ครอบครัวที่มีความหลากหลายทางเพศ ก็อาจถูกมองว่าเป็นครอบครัวที่พิเศษและแตกต่างไปจากครอบครัวทั่ว ๆ ไปเช่นกัน
“ลูกจะเรียกใครว่าพ่อ และเรียกใครว่าแม่?”
“LGBTQ+ จะเป็นพ่อแม่ที่ดีได้อย่างไร?”
“คนที่มีความหลากหลายทางเพศนี้ สมควรได้รับอนุญาตให้เลี้ยงเด็กหรือไม่?”
เหล่านี้อาจเป็นคำถามจากสังคมรอบข้างที่แสนเจ็บปวดสำหรับชาว LGBTQ+ ที่มีฝันอยากสร้างครอบครัวเป็นของตัวเอง เพราะหากจะพูดถึงครอบครัวในอุดมคติตามที่สังคมส่วนใหญ่คาดหวัง ก็คงจะหนีไม่พ้นครอบครัวที่เป็นคู่รักชายหญิงสองคนที่รักกัน แต่งงานกันจนได้ชื่อว่าเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และอาจจะมีทายาทสักหนึ่งหรือสองคนไว้เป็นโซ่ทองคล้องใจตามมาตรฐานครอบครัวไทยในอุดมคติของสังคม
ทว่าในปัจจุบันที่ความหลากหลายทางเพศเริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมวงกว้างมากยิ่งขึ้น ก็อาจทำให้ชาว LGBTQ+ มองเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ในการสร้างครอบครัวในรูปแบบที่แตกต่างและไม่จำเป็นต้องเป็น Typical Family หรือครอบครัวในแบบอย่างที่ประกอบสร้างด้วยเพศชายกับเพศหญิงเสมอไป
Freepik
ครอบครัวที่หลากหลายภายใต้สังคมเดียวกัน
แองเจลีน อาคาอิน (Angeline Acain) และซูซาน (Susan) คู่ชีวิต ได้ก่อตั้งนิตยสารสำหรับพ่อแม่ที่เป็นเกย์ Gay Parents ขึ้นเมื่อปี 1998 เพื่อเป็นสื่อในการถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับความสุข ความท้าทาย และวิวัฒนาการอันน่าศึกษาเรียนรู้ของครอบครัว LGBTQ+
ทั้งสองได้เริ่มต้นสร้างนิตยสารในช่วงยุคแรกของอินเทอร์เน็ต ซึ่งสิทธิของชาว LGBTQ+ ยังไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้างแบบในปัจจุบัน สื่อสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกบางฉบับยังไม่ปรากฏคู่เกย์เลยแม้แต่คู่เดียว
1 ปีก่อนเปิดตัวนิตยสาร ทั้งสองได้รับบุตรบุญธรรมชื่อ “เจียน่า” เข้ามาในครอบครัว และนั่นเป็นจุดตั้งต้นสำคัญให้ทั้งคู่หันมาลงมือทำนิตยสารสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ ว่ากันที่จริงในขณะนั้น ซูซานก็เกิดความกังวลใจอยู่บ้าง เพราะการที่เป็น LGBTQ+ และต้องเปิดเผยต่อสาธารณะนั้นเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยง แต่แองเจลีนคิดว่านี่เป็นวิธีที่ดีในการสนับสนุนและเชื่อมโยงระหว่างครอบครัวชาว LGBTQ+ ทั่วโลก
ในฤดูใบไม้ร่วงปี 1998 เมื่อตอนที่แองเจลีนอายุครบ 40 ปี เธอได้ตัดสินใจสร้างเว็บไซต์ของนิตยสาร Gay Parents เป็นครั้งแรก โดยมีภาพของคุณพ่อสองคนยิ้มแย้มตรงมาที่ผู้อ่าน พร้อมบุตรบุญธรรมคล้องใจให้ทั้งคู่อยู่ระหว่างกัน
นิตยสารได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้คนที่ส่วนมากอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พวกเขากล่าวว่า พวกเขาดีใจที่ได้ค้นพบกับสิ่งนี้ สิ่งที่แองเจลีนนำเสนอเป็นการสัมภาษณ์พ่อแม่ที่มีความสุขเวลาที่ได้พูดถึงวิธีที่พวกเขาได้กลายเป็นพ่อแม่
แต่ทว่าผลตอบรับที่ไม่ดีก็ตามมาเช่นเดียวกัน แองเจลีนได้รับจดหมายแสดงความเกลียดชัง เมื่อรัฐอื่น ๆ เปิดให้ LGBTQ+ สามารถรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมได้ ในขณะที่รัฐฟลอริดาแสดงความต่อต้านอย่างจริงจังเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้คนส่งคัมภีร์ทางศาสนาหรือเขียนจดหมายกล่าวว่า “พวกเขาต้องการยิงเรา” “ต้องการให้พวกเราตาย” หรือ “ไม่ต้องการให้พวกเราตีพิมพ์” มีผู้คนจำนวนมากแสดงความเกลียดชังลงบนโซเชียลมีเดียของเธอ
แต่สิ่งที่ทำให้เธอยังคงเลือกจะทำสิ่งพิมพ์นี้ต่อไปก็คือ มีอยู่วันหนึ่ง มีผู้หญิงคนหนึ่งบอกกับแองเจลีนว่า พวกเขาเป็นพ่อแม่ที่เป็นเกย์เพียงคู่เดียวในพื้นที่อาศัย และเธอได้แรงบันดาลใจจากแองเจลีนในการจัดตั้งกลุ่มสนับสนุนของเธอเอง แองเจลีนคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือการที่ผู้คนต้องการแบ่งปันเรื่องราวของตัวเองลงในนิตยสาร เพราะพวกเขารู้ดีว่า การได้เล่าเรื่องราวผ่านนิตยสารจะส่งผลไปถึงคนอื่น ๆได้
แองเจลีนกล่าวต่อว่า “ฉันเคยเขียนนิตยสารทั้งหมดนั้นด้วยตัวเอง แต่ตอนนี้ฉันมีนักเขียนประจำประมาณ 3 - 4 คน มีพนักงานอีก 5 คน ฉันต้องการเผยแพร่นิตยสารที่มุ่งเน้นเฉพาะพื้นที่ 3 รัฐในนิวยอร์ก ฉันจะอดทนต่อไป อดทนจนจบ จนกว่าฉันจะทำมันไม่ได้แล้ว”
Freepik
เมื่อเด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นมาในครอบครัวของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ
การที่เด็กหนึ่งคนจะเติบโตขึ้นมาได้ดีหรือไม่ดีนั้น มีหลายองค์ประกอบในการสร้างตัวตนและหล่อหลอมให้เขาเติบโตขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว พ่อแม่ ซึ่งเป็นพื้นที่แรกที่จะสามารถให้ความอบอุ่น และเป็นเกราะป้องกันที่ปลอดภัยที่สุดให้กับเขาได้ ขณะที่บุคคลที่อยู่รอบตัว สภาพแวดล้อมที่พบเจอในทุก ๆ วัน ก็ค่อย ๆ ประกอบสร้างความรู้สึกนึกคิดที่ซึมซับและได้รับมาตั้งแต่เกิดจนเติบโต สิ่งที่กล่าวมานั้น มีผลต่อการที่เด็กคนหนึ่งจะถูกหล่อหลอมและใช้ชีวิตเติบโตขึ้นมาได้อย่างดี
อย่างไรก็ตาม รสนิยมทางเพศกลับไม่ได้มีผลต่อการเลี้ยงดูและพัฒนาการของเด็กมากนัก เพราะผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ก็มีวุฒิภาวะ มีรายได้ และมีหน้าที่การงานที่ดีได้ไม่ต่างไปจากคู่รักชาย-หญิง บางครั้งในครอบครัวที่มีพ่อแม่เป็นเพศเดียวกันก็อาจมีความเท่าเทียมกันในครอบครัวมากกว่าจนไม่มีการเลือกปฏิบัติ และวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลเด็กให้เติบโตมาอย่างเข้มแข็งในครอบครัวที่มีความหลากหลายทางเพศก็คือ “ความเข้าใจ”
- ในอันดับแรก ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-แม่-ลูก ควรจะเป็นความสัมพันธ์ที่ดีก่อน จะต้องมีความผูกพัน เข้าใจ และเปิดใจคุยกันได้ทุก ๆ เรื่องในครอบครัว คอยสนับสนุนกันและกัน ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวมีความมั่นคง ลูกจะรู้สึกไว้ใจและรู้สึกว่าครอบครัวสามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับเขาได้ โดยจะส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีในลำดับถัดไป
- ต่อมา พ่อแม่ควรจะอธิบายเรื่องราวความเป็นจริงของครอบครัวให้ลูกฟัง นักจิตวิทยา ฟลอเรนซ์ มาร์ซิล-เดอโนลต์ (Florence Marcil-Denault) แนะนำผู้ปกครองที่เป็นครอบครัวที่มีความหลากหลายทางเพศว่า ควรที่จะเล่าเรื่องราวของครอบครัวให้ลูกฟังให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยควรใช้ภาษาในการพูดคุยให้เหมาะสมกับช่วงวัยของลูก นักจิตวิทยายังกล่าวเสริมต่อว่า การเล่าเรื่องราวของครอบครัวให้ลูกฟังนั้น จะทำให้ลูกสามารถที่จะทำความเข้าใจกับครอบครัวของตนเองได้ดียิ่งขึ้น โดยควรพูดถึงหรือแสดงทัศนคติที่ดีต่อความหลากหลายทางเพศเพื่อให้ลูกเห็นว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก และลดผลกระทบต่อความเป็นอยู่และความนับถือตัวเองของเด็ก ดังนั้นคำพูดของผู้ใหญ่เกี่ยวกับทัศนคติที่มีต่อเรื่องความหลากหลายทางเพศจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการบอกให้เด็กได้รับรู้
- และสุดท้ายคือ การให้อิสระทางความคิดกับลูก เขาจะซึมซับเอาความใจกว้าง ความเห็นอกเห็นใจมาจากผู้ปกครองที่เลี้ยงดู มีความคิดที่ยืดหยุ่น และจะสามารถเปิดใจยอมรับความหลากหลายทางเพศได้ เพราะการเป็น LGBTQ+ นั้น อาจยังไม่ได้รับการยอมรับในสังคมมากเท่าที่ควร ถ้าเด็กมีทัศนคติในเชิงบวกต่อครอบครัวของตนเอง ก็จะทำให้เด็กมีความเห็นอกเห็นใจไปตามความรู้สึกที่สัมผัสได้จากพ่อแม่ และจะสามารถเข้าใจถึงความหลากหลายทางเพศที่มีอยู่ในโลกได้อย่างดีต่อไป
คู่รักชาว LGBTQ+ ที่กำลังมีความคิดอยากรับเลี้ยงลูกบุญธรรม ควรที่จะมีความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนสถานะจากคู่รักไปสู่ความเป็นพ่อแม่ ที่จะสามารถสร้างครอบครัวที่อบอุ่นและเป็นพื้นที่ปลอดภัยแห่งแรกให้กับลูกได้ เพราะ “ความเข้าใจ” ถือเป็นกุญแจสำคัญในการเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้เติบโตขึ้นมาอย่างเข้มแข็ง ซึ่งทำให้เด็กมีพัฒนาการในเชิงบวก มีสุขภาพกายและจิตที่ดี และสามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และนั่นจึงนับเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างครอบครัวในฝันให้เป็นจริง และยังพิสูจน์ว่า ความรักทุก ๆ รูปแบบจะไม่ถูกตีกรอบว่าต้องเป็นเพศไหนอีกต่อไป
ที่มา : บทความ “I Started A Magazine For Gay Parents In 1998. Here’s What’s Changed Since Then.” โดย Angeline Acain
บทความ “ไม่ใช่แค่ พ่อ แม่ ลูก ถึงจะเป็น ‘ครอบครัว’ ได้ จะรักรูปแบบไหนก็เป็น ครอบครัว” โดย Vanat Putnark
บทความ “Chosen: 5 Queer Photographers Reimagine the Family Portrait” โดย them magazine
บทความ “The reality of growing up with LGBTQ+ parents” โดย Nathalie Vallerand
บทความ “Families with LGBTQ+ Parents : Transitions to Parenthood and Early child Development” โดย Rachel H. Farr
บทความ “พ่อ แม่ ของหนูเป็น LGBTQ+” โดย Attanai Team
เรื่อง : ณัฐนิธิ ประเสริฐแท่น