เมื่อเสียงดนตรีและเพลงป๊อปกลายเป็นผู้เล่นคนที่ 12 ในศึกฟุตบอลโลก
หากคุณลองนึกภาพฟุตบอลโลกที่ไม่มีเพลงเปิดสนาม ไม่มีเพลงฉลองยิงประตู และไม่มีโมเมนต์แฟนบอลนับหมื่นร่วมร้องเพลงประสานเสียงไปพร้อมกัน บรรยากาศของเกมลูกหนังคงไม่เร้าใจและทำให้ผู้ชมไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับงานอย่างเคย
ประเด็นสำคัญ
- FIFA เลือกเพลงมาใช้ในงานฟุตบอลโลกอย่างไร?
- บทบาทของดนตรีที่ทรงพลังในงานกีฬาและฟุตบอลโลก
- บันทึกประวัติศาสตร์ผ่านบทเพลงฮิตก้องโลก
- ปรากฏการณ์ที่ดนตรีทลายกำแพงภาษา
นั่นเพราะดนตรีไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง ‘เสียงประกอบ’ การแข่งขันเท่านั้น แต่มันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเติมพลังใจให้นักเตะ ปลุกเร้าอารมณ์ของแฟนบอลให้เต็มอิ่ม และเชื่อมโยงผู้คนจากหลายเชื้อชาติให้เป็นหนึ่งเดียวกันผ่านเนื้อเพลงและท่วงทำนองด้วย
แล้วคุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า FIFA เลือกเพลงมาเปิดในสเตเดียมอย่างไร และทำไมปีนี้ถึงมีโมเมนต์ไวรัลของการร้องเพลง Wonderwall ของ Oasis หรือเพลง Country Road ของ John Denver? แล้วทำไมเพลง Waka Waka ของ Shakira ยังคงเป็นตำนานของฟุตบอลโลกจนถึงทุกวันนี้?
ดังนั้นสำหรับคอลัมน์ POP PULSE ประจำสัปดาห์นี้ THE STANDARD POP อยากชวนคุณมาสำรวจเบื้องหลังการสร้างสรรค์เพลงในศึกลูกหนังโลก 2026 ไล่เรียงไปตั้งแต่บทบาทของเพลงป๊อปในสเตเดียม, วิธีการคัดเลือกเพลงของ FIFA, การสร้างอัลบั้มเพลงธีมงานที่ร่วมงานกับไอคอนแห่งยุคอย่าง LISA, Anitta หรือแม้แต่ Andrea Bocelli รวมทั้งเจาะลึกปรากฏการณ์แฟนบอลร้องเพลงฮิตในตำนาน เพื่อค้นหาคำตอบว่าเหตุใด ‘เสียงดนตรี’ จึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นคนที่ 12 ของฟุตบอลโลกในยุคปัจจุบัน
ภาพ:heisrema / Instagram
FIFA เลือกเพลงมาใช้ในงานฟุตบอลโลกอย่างไร?
หนึ่งในคำถามที่ใครหลายๆ คนอยากรู้ และนิตยสาร Billboard ก็มีคำตอบให้ เพราะพวกเขาเพิ่งทำสกู๊ปพิเศษนี้ด้วยการพูดคุยกับ DJ Grayson Repp ดีเจระดับโลกที่เปิดเพลงให้งานกีฬามาแล้วมากมาย ทั้งกับงานของ FIFA, Olympics, NBA และ NFL โดยเขาก็เผยเบื้องหลังเกี่ยวกับการเลือกเพลง การทำงานดีเจ รวมทั้งอิทธิพลของดนตรีที่มีต่อการแข่งขันและผู้ชมฟุตบอลด้วย
ในอดีต FIFA จะใช้ดีเจมาเปิดแผ่นมิกซ์เพลงต่างๆ ในการแข่งขันแต่ละประเทศ ซึ่งแต่ละเพลงที่ดีเจเปิดจะต้องมีการทำการบ้านล่วงหน้า ทั้งเรื่องการศึกษาประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน การเมือง หรือความเหมาะสมในด้านต่างๆ ซึ่ง Grayson ก็เผยว่าเวลาเขาเดินทางไปทำงานที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ก็ต้องศึกษาว่าแต่ละประเทศมีวัฒนธรรมการเชียร์อย่างไร คนชอบดนตรีแบบไหน รวมทั้งคำนึงถึงประเด็นอ่อนไหวต่างๆ ด้วย ซึ่งการทำการบ้านแบบนี้ก็ทำให้เขาสามารถทำงานได้ดี แฟนบอลในหลายๆ ประเทศก็ชื่นชอบเขา และเขาก็ได้ทำงานสายนี้ต่อไปเรื่อยๆ จากการทำงานที่สนุกและมีคุณภาพ
ภาพ:ejae_k / Instagram
อย่างไรก็ดี สำหรับศึกฟุตบอลโลกในปีนี้ไม่ได้มีการใช้ดีเจเปิดแผ่น แต่พวกเขาเปลี่ยนเป็นการเปิดเพลงจากเพลย์ลิสต์ โดยทีมงาน FIFA Stadium Entertainment Team มีทรัพย์สินทางดนตรีให้ใช้งานกว่า 750 ชิ้น ทั้งจากการร่วมงานกับศิลปินท้องถิ่น เพื่อให้เพลงสะท้อนคัลเจอร์ของพื้นที่นั้นๆ รวมทั้งการสร้างสรรค์อัลบั้มประกอบฟุตบอลโลกปี 2026 ที่มีศิลปินชื่อดังมาร่วมแจมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Shakira, LISA, Anitta, EJAE, Andrea Bocelli, Meghan Thee Stallion ฯลฯ เพื่อให้ภาพรวมของงานมีความหลากหลายและมีวัฒนธรรมของประเทศเจ้าภาพฝั่งอเมริกาเหนือผสมผสานไปด้วย
นอกจากนี้ ทีมฟุตบอลของแต่ละประเทศก็สามารถส่งเพลงต่างๆ ที่อยากให้ FIFA เปิดมาใช้ในงานได้ (แต่ก็ต้องมีการคัดกรองเนื้อหา) โดยในปีนี้ก็มีการรวบรวมเพลงมาถึง 350 เพลงเพื่อมาใช้ในจังหวะไฮไลต์ เช่น ตอนนักกีฬาวอร์มร่างกาย การเฉลิมฉลองตอนทำประตูได้ และการฉลองหลังจบเกม ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มความผูกพันระหว่างนักเตะกับแฟนบอลให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นจากเพลงฮิตที่พวกเขารู้จักกันอยู่แล้ว โดยในปีนี้ก็มีทั้งเพลง Mi Gente จากโคลอมเบีย, Burning Up (FIRE) ของ BTS สำหรับทีมเกาหลี, Stromae’s Alors on danse สำหรับเบลเยียม เป็นต้น
ภาพ:Getty Images
เพลงที่ไม่ได้อยู่ในลิสต์แต่ FIFA จัดให้ก็มีเช่นกัน เพราะอย่างเพลง Wonderwall ของวง Oasis ที่นักเตะและผู้ชมอังกฤษร่วมร้องกันกระหึ่มสนามนั้นก็ไม่ได้มาจากการส่งเพลงมาตั้งแต่แรก แต่ผู้จัดเปิดให้เพราะคิดว่าเพลงเป็นกระแสเหมาะกับสถานการณ์และยังเข้ากับบรรยากาศของแฟนบอล เพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าคนอังกฤษชื่นชอบฟุตบอลและวงบริตป๊อประดับตำนานนี้เป็นอย่างมาก และหลังจากที่เพลงนี้เปิดตัวในสนามหลังจากอังกฤษชนะโครเอเชีย พวกเขาก็ทำแบบนี้ในทุกแมตช์ที่ชนะ จนกลายเป็นว่าเพลงก็มียอดฟังพุ่งทะลุ 306% หลังจบเกมที่เฉือนชนะเม็กซิโกด้วย
เจ้าของบทเพลงในตำนานนี้อย่าง Noel Gallagher ยังให้สัมภาษณ์ว่าเพลงนี้คู่ควรที่จะเป็นของประชาชนจริงๆ ซึ่งเขาเองก็ไม่คิดว่านักเตะรุ่นใหม่อย่าง Jude Bellingham จะร้องเพลงนี้ได้ด้วยซ้ำ ส่วนฟรอนต์แมนวง Oasis ผู้เป็นน้องชายอย่าง Liam ถึงกับออกปากว่าถ้าหากอังกฤษเข้ารอบชิงชนะเลิศ เขาก็พร้อมที่จะบินไปร้องเพลงนี้ที่สหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว
บทบาทของดนตรีที่ทรงพลังในงานกีฬาและฟุตบอลโลก
Grayson Repp อธิบายว่าเพลงที่ดีเจเปิดไม่ได้สร้างแค่ความบันเทิงในงาน แต่ดนตรีมีบทบาทสำคัญมากกว่านั้น โดยเฉพาะกับเรื่องการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน ซึ่งโจทย์ของการจัดสรรเพลงมาเปิดในงานกีฬาระดับโลกก็คือการต้องทำให้คนจากทั่วทุกมุมโลกอินและสนุกไปด้วยกันได้ แต่ก็ต้องเคารพวัฒนธรรมของพวกเขาด้วย
บางครั้งดีเจก็ต้องอ่านบรรยากาศให้ออก ถ้าคนดูเหงาก็ต้องเปิดเพลงให้สนุก ถ้าพวกเขาอยากร้องกันเองสนุกๆ ก็ต้องปิดเพลง หรือถ้าอากาศหนาวเหน็บเหมือนตอนที่เขาไปเปิดเพลงให้กับโอลิมปิกฤดูหนาวบนเทือกเขาแอลป์ เขาก็ต้องเปิดเพลงแดนซ์ให้กองเชียร์ขยับร่างกายเพื่อสร้างความอบอุ่น
ภาพ:england / Instagram
ในขณะเดียวกัน เพลงก็ต้องเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มจังหวะและบิลด์อารมณ์ให้กับงานเพื่อให้งานไม่กร่อย เพราะเขาก็เคยผ่านประสบการณ์การไปเปิดแผ่นเสียงในรอบการแข่งขันที่คนดูน้อยมากในช่วงแรกๆ ที่ทำงานเป็นดีเจ FIFA แต่เขาก็เลือกที่จะเปิดเพลงให้สนุกสุดเหวี่ยงโดยไม่แคร์ว่าจะไม่มีคนดู แต่กลายเป็นว่าความเต็มที่ของเขาในครั้งนั้นก็ทำให้ FIFA สนใจในตัวเขา และเขาก็ได้ทำงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
Grayson ยังเผยว่าเขาเคยต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าครั้งหนึ่ง เพราะเคยมีเหตุการณ์ที่นักเตะชาวบราซิล Ronaldo มาถึงงานช้า เขาจึงต้องเปิดเพลงบิลด์บรรยากาศให้ผู้ชมไปเรื่อยๆ และพอถึงคิวที่นักเตะต้องปรากฏตัวบนเวที เพลงที่เขาเลือกมาดันเกิดปัญหาล่มกลางคัน เขาจึงตัดสินใจวินาทีสุดท้ายเปลี่ยนไปเปิดเพลงธีม FIFA ของ Hans Zimmer ซึ่งผลที่ออกมาก็คือ Ronaldo เดินออกมาพร้อมรอยยิ้มท่ามกลางบรรยากาศเพลงสุดยิ่งใหญ่ และวิกฤตนี้ก็ผ่านพ้นไปได้โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่ามีปัญหา นั่นจึงทำให้เขารู้ว่าการเลือกเพลงให้เหมาะสมกับช่วงเวลาต่างๆ นั้นเป็นเรื่องสำคัญ และดนตรีมีบทบาทสำคัญกับงานฟุตบอลโลกจริงๆ
ภาพ:Getty Images
บันทึกประวัติศาสตร์ผ่านบทเพลงฮิตก้องโลก
ดนตรีเป็นสิ่งสำคัญในโลกป๊อปคัลเจอร์ฉันใด ในโลกฟุตบอลก็ฉันนั้น เพราะเพลงบอลโลกแต่ละยุคล้วนสะท้อนให้เห็นสภาพสังคมและสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกเรา ถ้าหากเราไปไล่ย้อนฟังเพลงบอลโลกแต่ละยุค เราก็จะมองเห็นภาพได้คร่าวๆ ว่าคนยุคนั้นสนใจกับอะไร อย่างเช่นยุค 90 โลกของเราให้ความสำคัญกับเรื่องการเติบโตและความหวัง เพลงบอลโลกก็จะมีความยิ่งใหญ่ ทำให้คนรู้สึกฮึกเหิม เหมือนกับเพลง Un’ Estate Italiana จากปี 1990 ที่อิตาลีเป็นเจ้าภาพ ซาวนด์ดนตรีที่พวกเขาใช้ก็จะมีความยิ่งใหญ่ ทำให้คนรู้สึกถึงพลังและความแข็งแกร่ง
จนกระทั่งในช่วงปลายยุค 90 ที่ฟุตบอลกลายเป็นส่วนหนึ่งของป๊อปคัลเจอร์ เพลงก็จะมีความสนุกมากขึ้น สเตเดียมก็กลายเป็นฟลอร์เต้นรำขนาดใหญ่ที่ทุกคนพร้อมใจกันเต้นเพลง La Copa De La Vida ของ Ricky Martin จนช่วงปี 2000 โลกเริ่มเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี เพลงฟุตบอลโลกก็จะมีความล้ำสมัยและดูดุดัน
ในขณะที่ยุค 2010 ก็ต้องบอกว่าเป็นจุดสูงสุดของเพลงบอลโลก เพราะยุคนั้นสังคมโลกกำลังเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยความเป็นไวรัล การเฉลิมฉลอง และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งเพลง Waka Waka ก็เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนสิ่งนั้นอย่างชัดเจน เพราะในปีนั้นคงไม่มีเพลงไหนที่คนทั่วโลกจะร้องและเต้นตามกันได้อย่างสนุกสนานเท่านั้นอีกแล้ว
จนมาถึงยุค 2020 เพลงก็เริ่มเล่าถึงความหลากหลายและความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่อยู่ด้วยกันอย่างลงตัว อย่างในปีนี้ที่มีเพลงธีมอย่าง DNA ก็เน้นเล่าถึงความหลากหลายของผู้คนและเชื้อชาติเพื่อสะท้อนภาพโลกยุคใหม่และสเกลการจัดงานที่ครอบคลุมทั้งทวีปอเมริกาเหนือ ดังนั้นหากเราจะกล่าวว่าเพลงบอลโลกเป็นแคปซูลกาลเวลาหรือเป็นไทม์แมชชีนที่พาเราย้อนเวลาไปศึกษาโลกในอดีตก็คงไม่ใช่เรื่องผิดนัก
นิตยสาร Forbes ยังกล่าวคำพูดหนึ่งถึงประเด็นนี้ว่า “ผู้ชนะเปลี่ยนไปทุกๆ 4 ปี แต่เพลงเหล่านี้ไม่เคยเกษียณเลย” เพราะบางครั้งเราอาจจะลืมไปว่าปีไหนใครเป็นผู้ชนะ ใครยิงจุดโทษพลาด หรือนักเตะคนใดเป็นคนทำประตู แต่ไม่ว่าเมื่อใดที่เราได้ยินเพลง Waka Waka หรือเพลง La Copa de la Vida ความทรงจำต่างๆ จะหวนกลับคืนมาอีกครั้ง เพราะเพลงเหล่านี้ไม่เคยตายไปจากโลกใบนี้เลยนั่นเอง
ปรากฏการณ์ที่ดนตรีทลายกำแพงภาษา
หนึ่งในเพลงที่สร้างปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับฟุตบอลโลกปีนี้ก็คือเพลง Take Me Home, Country Roads ของศิลปินผู้ล่วงลับ John Denver โดยอเมริกาเป็นฝ่ายที่เลือกเพลงนี้มาให้ FIFA เปิดในงาน และเมื่อเพลงนี้เปิดหลังจากที่อเมริกาชนะออสเตรเลียได้ ผู้คนนับพันนับหมื่นก็ร้องเพลงนี้ดังกระหึ่มสนาม จนทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงชาติของสหรัฐอเมริกาโดยไม่ได้ตั้งใจ
จุดเด่นของเพลงนี้คือร้องตามง่ายจากเนื้อเพลงและทำนองติดหู ดังนั้นไม่ว่าแฟนบอลจากประเทศใดก็สามารถอินและร้องตามไปได้ ส่วนเนื้อเพลงก็เป็นความรู้สึกสากลที่ใครก็เข้าถึงและเข้าใจ เพราะมนุษย์ทุกคนบนโลกต่างมีความรู้สึกโหยหาอดีตกันอยู่แล้ว
ดังนั้นแม้ว่าเพลงจะมีความเป็นอเมริกันจ๋าหรือพูดถึงรัฐเวอร์จิเนียที่ใครหลายคนก็ยังไม่เคยไปเยือน แต่ความรู้สึกคิดถึงบ้านเกิดนั้นเป็นของคนทั้งโลก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเพลงนี้ถึงได้รับความนิยมในการแข่งขันปีนี้ เพราะนี่คือบทพิสูจน์ว่าเราทุกคนบนโลกต่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน และ ‘ดนตรีเป็นสิ่งที่ทลายกำแพงทางภาษา’ อย่างแท้จริง
ภาพ:usmnt / Instagram
Jeffrey Montez de Oca ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคโลราโดยังกล่าวถึงปรากฏการณ์นี้ว่า “เมื่อคุณร่วมร้องเพลงในสเตเดียมไปกับผู้คนนับพัน คุณจะค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของฝูงชน และเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราเอง ซึ่งนั่นก็จะทรงพลังและคล้ายกับประสบการณ์ทางศาสนาเลยก็ว่าได้”
อีกหนึ่งเกร็ดที่น่าสนใจก็คือ เพลงนี้ได้รับอานิสงส์จากความนิยมฟุตบอลโลกจนมียอดสตรีมเพิ่มขึ้น 380% ทั้งยังกลับขึ้นชาร์ต U.S Viral 50 บน Spotify และมีการคาดการณ์ว่าต้นสังกัดของศิลปินหรือผู้ได้รับผลประโยชน์จากค่าลิขสิทธิ์นั้นน่าจะได้รับเงินค่าตอบแทนมากกว่าเพลงยุคใหม่เสียอีก
หลังจากนี้จะยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์ทางดนตรีที่สำคัญและน่าตั้งตารอ เพราะในวันที่ 19 กรกฎาคม 2026 พวกเขาจะมีโชว์พักครึ่ง ‘ครั้งแรก’ ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ซึ่งโชว์นี้สร้างสรรค์โดย Chris Martin แห่งวง Coldplay และมีศิลปินเฮดไลเนอร์เป็นศิลปินแห่งยุคหลายคน ไม่ว่าจะเป็น BTS, Madonna, Shakira และ Justin Bieber ซึ่งรายได้จากการจัดโชว์ครั้งนี้ก็จะถูกนำไปบริจาคให้กับองค์กรการกุศล Global Citizen เพื่อสนับสนุนเรื่องการศึกษาและกีฬาฟุตบอลให้กับเด็กๆ ทั่วโลกอีกด้วย
ทั้งหมดนี้เป็นบทสรุปว่าเพลงที่เปิดในสเตเดียมนั้นไม่ใช่เพลงที่เปิดขึ้นมาโดยบังเอิญ แต่ทุกบทเพลงล้วนมีความหมายซ่อนอยู่ และดนตรีเป็นสิ่งที่มีพลังมากกว่านั้น เพราะมันเปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมโยงบรรยากาศของการแข่งขัน นักเตะ และคนสำคัญที่สุดอย่าง ‘แฟนบอล’ ที่พวกเขามารวมตัวกันเพื่อส่งเสียงเชียร์ทีมที่รักให้ดังก้องไปทั่วสนาม ในขณะที่บทเพลงธีมฟุตบอลโลกในทุกๆ ปี ก็จะยังคงเป็นภาพสะท้อนสังคมในแต่ละยุคและบรรเลงอยู่ในโลกดนตรีและวงการฟุตบอลไปอย่างยาวนานเช่นกัน
ภาพ:ejae_k, england, heisrema, lalalalisa_m, usmnt / Instagram & Getty Images
อ้างอิง:
- https://www.nytimes.com/athletic/7401367/2026/06/28/world-cup-music-team-songs/
- https://inside.fifa.com/organisation/news/world-cup-2026-music-playlists-sweet-caroline-hey-jude-beatles
- https://sports.yahoo.com/articles/globe-sang-football-soundtrack-fifa-140036756.html
- https://www.independent.co.uk/arts-entertainment/music/oasis-wonderwall-england-world-cup-mexico-b3009973.html
- https://www.msn.com/en-us/news/insight/country-roads-revival-at-world-cup-fuels-streaming-surge/gm-GMA0A329F5?gemSnapshotKey=GMA0A329F5-snapshot-2&uxmode=ruby
- https://www.youtube.com/watch?v=hCDBlC35eRA