โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อเสียงดนตรีและเพลงป๊อปกลายเป็นผู้เล่นคนที่ 12 ในศึกฟุตบอลโลก

THE STANDARD

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
เมื่อเสียงดนตรีและเพลงป๊อปกลายเป็นผู้เล่นคนที่ 12 ในศึกฟุตบอลโลก

หากคุณลองนึกภาพฟุตบอลโลกที่ไม่มีเพลงเปิดสนาม ไม่มีเพลงฉลองยิงประตู และไม่มีโมเมนต์แฟนบอลนับหมื่นร่วมร้องเพลงประสานเสียงไปพร้อมกัน บรรยากาศของเกมลูกหนังคงไม่เร้าใจและทำให้ผู้ชมไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับงานอย่างเคย

ประเด็นสำคัญ

  • FIFA เลือกเพลงมาใช้ในงานฟุตบอลโลกอย่างไร?
  • บทบาทของดนตรีที่ทรงพลังในงานกีฬาและฟุตบอลโลก
  • บันทึกประวัติศาสตร์ผ่านบทเพลงฮิตก้องโลก
  • ปรากฏการณ์ที่ดนตรีทลายกำแพงภาษา

นั่นเพราะดนตรีไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง ‘เสียงประกอบ’ การแข่งขันเท่านั้น แต่มันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเติมพลังใจให้นักเตะ ปลุกเร้าอารมณ์ของแฟนบอลให้เต็มอิ่ม และเชื่อมโยงผู้คนจากหลายเชื้อชาติให้เป็นหนึ่งเดียวกันผ่านเนื้อเพลงและท่วงทำนองด้วย

แล้วคุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า FIFA เลือกเพลงมาเปิดในสเตเดียมอย่างไร และทำไมปีนี้ถึงมีโมเมนต์ไวรัลของการร้องเพลง Wonderwall ของ Oasis หรือเพลง Country Road ของ John Denver? แล้วทำไมเพลง Waka Waka ของ Shakira ยังคงเป็นตำนานของฟุตบอลโลกจนถึงทุกวันนี้?

ดังนั้นสำหรับคอลัมน์ POP PULSE ประจำสัปดาห์นี้ THE STANDARD POP อยากชวนคุณมาสำรวจเบื้องหลังการสร้างสรรค์เพลงในศึกลูกหนังโลก 2026 ไล่เรียงไปตั้งแต่บทบาทของเพลงป๊อปในสเตเดียม, วิธีการคัดเลือกเพลงของ FIFA, การสร้างอัลบั้มเพลงธีมงานที่ร่วมงานกับไอคอนแห่งยุคอย่าง LISA, Anitta หรือแม้แต่ Andrea Bocelli รวมทั้งเจาะลึกปรากฏการณ์แฟนบอลร้องเพลงฮิตในตำนาน เพื่อค้นหาคำตอบว่าเหตุใด ‘เสียงดนตรี’ จึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นคนที่ 12 ของฟุตบอลโลกในยุคปัจจุบัน

ภาพคอลลาจแสดง LISA บรรยากาศในสนามฟุตบอลโลก และนักเตะอังกฤษ พร้อมชื่อเพลง Waka Waka และ Oasis 1

ภาพ:heisrema / Instagram

FIFA เลือกเพลงมาใช้ในงานฟุตบอลโลกอย่างไร?

หนึ่งในคำถามที่ใครหลายๆ คนอยากรู้ และนิตยสาร Billboard ก็มีคำตอบให้ เพราะพวกเขาเพิ่งทำสกู๊ปพิเศษนี้ด้วยการพูดคุยกับ DJ Grayson Repp ดีเจระดับโลกที่เปิดเพลงให้งานกีฬามาแล้วมากมาย ทั้งกับงานของ FIFA, Olympics, NBA และ NFL โดยเขาก็เผยเบื้องหลังเกี่ยวกับการเลือกเพลง การทำงานดีเจ รวมทั้งอิทธิพลของดนตรีที่มีต่อการแข่งขันและผู้ชมฟุตบอลด้วย

ในอดีต FIFA จะใช้ดีเจมาเปิดแผ่นมิกซ์เพลงต่างๆ ในการแข่งขันแต่ละประเทศ ซึ่งแต่ละเพลงที่ดีเจเปิดจะต้องมีการทำการบ้านล่วงหน้า ทั้งเรื่องการศึกษาประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน การเมือง หรือความเหมาะสมในด้านต่างๆ ซึ่ง Grayson ก็เผยว่าเวลาเขาเดินทางไปทำงานที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ก็ต้องศึกษาว่าแต่ละประเทศมีวัฒนธรรมการเชียร์อย่างไร คนชอบดนตรีแบบไหน รวมทั้งคำนึงถึงประเด็นอ่อนไหวต่างๆ ด้วย ซึ่งการทำการบ้านแบบนี้ก็ทำให้เขาสามารถทำงานได้ดี แฟนบอลในหลายๆ ประเทศก็ชื่นชอบเขา และเขาก็ได้ทำงานสายนี้ต่อไปเรื่อยๆ จากการทำงานที่สนุกและมีคุณภาพ

ภาพคอลลาจแสดง LISA บรรยากาศในสนามฟุตบอลโลก และนักเตะอังกฤษ พร้อมชื่อเพลง Waka Waka และ Oasis 2

ภาพ:ejae_k / Instagram

อย่างไรก็ดี สำหรับศึกฟุตบอลโลกในปีนี้ไม่ได้มีการใช้ดีเจเปิดแผ่น แต่พวกเขาเปลี่ยนเป็นการเปิดเพลงจากเพลย์ลิสต์ โดยทีมงาน FIFA Stadium Entertainment Team มีทรัพย์สินทางดนตรีให้ใช้งานกว่า 750 ชิ้น ทั้งจากการร่วมงานกับศิลปินท้องถิ่น เพื่อให้เพลงสะท้อนคัลเจอร์ของพื้นที่นั้นๆ รวมทั้งการสร้างสรรค์อัลบั้มประกอบฟุตบอลโลกปี 2026 ที่มีศิลปินชื่อดังมาร่วมแจมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Shakira, LISA, Anitta, EJAE, Andrea Bocelli, Meghan Thee Stallion ฯลฯ เพื่อให้ภาพรวมของงานมีความหลากหลายและมีวัฒนธรรมของประเทศเจ้าภาพฝั่งอเมริกาเหนือผสมผสานไปด้วย

นอกจากนี้ ทีมฟุตบอลของแต่ละประเทศก็สามารถส่งเพลงต่างๆ ที่อยากให้ FIFA เปิดมาใช้ในงานได้ (แต่ก็ต้องมีการคัดกรองเนื้อหา) โดยในปีนี้ก็มีการรวบรวมเพลงมาถึง 350 เพลงเพื่อมาใช้ในจังหวะไฮไลต์ เช่น ตอนนักกีฬาวอร์มร่างกาย การเฉลิมฉลองตอนทำประตูได้ และการฉลองหลังจบเกม ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มความผูกพันระหว่างนักเตะกับแฟนบอลให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นจากเพลงฮิตที่พวกเขารู้จักกันอยู่แล้ว โดยในปีนี้ก็มีทั้งเพลง Mi Gente จากโคลอมเบีย, Burning Up (FIRE) ของ BTS สำหรับทีมเกาหลี, Stromae’s Alors on danse สำหรับเบลเยียม เป็นต้น

ภาพคอลลาจแสดง LISA บรรยากาศในสนามฟุตบอลโลก และนักเตะอังกฤษ พร้อมชื่อเพลง Waka Waka และ Oasis 3

ภาพ:Getty Images

เพลงที่ไม่ได้อยู่ในลิสต์แต่ FIFA จัดให้ก็มีเช่นกัน เพราะอย่างเพลง Wonderwall ของวง Oasis ที่นักเตะและผู้ชมอังกฤษร่วมร้องกันกระหึ่มสนามนั้นก็ไม่ได้มาจากการส่งเพลงมาตั้งแต่แรก แต่ผู้จัดเปิดให้เพราะคิดว่าเพลงเป็นกระแสเหมาะกับสถานการณ์และยังเข้ากับบรรยากาศของแฟนบอล เพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าคนอังกฤษชื่นชอบฟุตบอลและวงบริตป๊อประดับตำนานนี้เป็นอย่างมาก และหลังจากที่เพลงนี้เปิดตัวในสนามหลังจากอังกฤษชนะโครเอเชีย พวกเขาก็ทำแบบนี้ในทุกแมตช์ที่ชนะ จนกลายเป็นว่าเพลงก็มียอดฟังพุ่งทะลุ 306% หลังจบเกมที่เฉือนชนะเม็กซิโกด้วย

เจ้าของบทเพลงในตำนานนี้อย่าง Noel Gallagher ยังให้สัมภาษณ์ว่าเพลงนี้คู่ควรที่จะเป็นของประชาชนจริงๆ ซึ่งเขาเองก็ไม่คิดว่านักเตะรุ่นใหม่อย่าง Jude Bellingham จะร้องเพลงนี้ได้ด้วยซ้ำ ส่วนฟรอนต์แมนวง Oasis ผู้เป็นน้องชายอย่าง Liam ถึงกับออกปากว่าถ้าหากอังกฤษเข้ารอบชิงชนะเลิศ เขาก็พร้อมที่จะบินไปร้องเพลงนี้ที่สหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว

บทบาทของดนตรีที่ทรงพลังในงานกีฬาและฟุตบอลโลก

Grayson Repp อธิบายว่าเพลงที่ดีเจเปิดไม่ได้สร้างแค่ความบันเทิงในงาน แต่ดนตรีมีบทบาทสำคัญมากกว่านั้น โดยเฉพาะกับเรื่องการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน ซึ่งโจทย์ของการจัดสรรเพลงมาเปิดในงานกีฬาระดับโลกก็คือการต้องทำให้คนจากทั่วทุกมุมโลกอินและสนุกไปด้วยกันได้ แต่ก็ต้องเคารพวัฒนธรรมของพวกเขาด้วย

บางครั้งดีเจก็ต้องอ่านบรรยากาศให้ออก ถ้าคนดูเหงาก็ต้องเปิดเพลงให้สนุก ถ้าพวกเขาอยากร้องกันเองสนุกๆ ก็ต้องปิดเพลง หรือถ้าอากาศหนาวเหน็บเหมือนตอนที่เขาไปเปิดเพลงให้กับโอลิมปิกฤดูหนาวบนเทือกเขาแอลป์ เขาก็ต้องเปิดเพลงแดนซ์ให้กองเชียร์ขยับร่างกายเพื่อสร้างความอบอุ่น

ภาพคอลลาจแสดง LISA บรรยากาศในสนามฟุตบอลโลก และนักเตะอังกฤษ พร้อมชื่อเพลง Waka Waka และ Oasis 4

ภาพ:england / Instagram

ในขณะเดียวกัน เพลงก็ต้องเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มจังหวะและบิลด์อารมณ์ให้กับงานเพื่อให้งานไม่กร่อย เพราะเขาก็เคยผ่านประสบการณ์การไปเปิดแผ่นเสียงในรอบการแข่งขันที่คนดูน้อยมากในช่วงแรกๆ ที่ทำงานเป็นดีเจ FIFA แต่เขาก็เลือกที่จะเปิดเพลงให้สนุกสุดเหวี่ยงโดยไม่แคร์ว่าจะไม่มีคนดู แต่กลายเป็นว่าความเต็มที่ของเขาในครั้งนั้นก็ทำให้ FIFA สนใจในตัวเขา และเขาก็ได้ทำงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

Grayson ยังเผยว่าเขาเคยต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าครั้งหนึ่ง เพราะเคยมีเหตุการณ์ที่นักเตะชาวบราซิล Ronaldo มาถึงงานช้า เขาจึงต้องเปิดเพลงบิลด์บรรยากาศให้ผู้ชมไปเรื่อยๆ และพอถึงคิวที่นักเตะต้องปรากฏตัวบนเวที เพลงที่เขาเลือกมาดันเกิดปัญหาล่มกลางคัน เขาจึงตัดสินใจวินาทีสุดท้ายเปลี่ยนไปเปิดเพลงธีม FIFA ของ Hans Zimmer ซึ่งผลที่ออกมาก็คือ Ronaldo เดินออกมาพร้อมรอยยิ้มท่ามกลางบรรยากาศเพลงสุดยิ่งใหญ่ และวิกฤตนี้ก็ผ่านพ้นไปได้โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่ามีปัญหา นั่นจึงทำให้เขารู้ว่าการเลือกเพลงให้เหมาะสมกับช่วงเวลาต่างๆ นั้นเป็นเรื่องสำคัญ และดนตรีมีบทบาทสำคัญกับงานฟุตบอลโลกจริงๆ

ภาพคอลลาจแสดง LISA บรรยากาศในสนามฟุตบอลโลก และนักเตะอังกฤษ พร้อมชื่อเพลง Waka Waka และ Oasis 5

ภาพ:Getty Images

บันทึกประวัติศาสตร์ผ่านบทเพลงฮิตก้องโลก

ดนตรีเป็นสิ่งสำคัญในโลกป๊อปคัลเจอร์ฉันใด ในโลกฟุตบอลก็ฉันนั้น เพราะเพลงบอลโลกแต่ละยุคล้วนสะท้อนให้เห็นสภาพสังคมและสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกเรา ถ้าหากเราไปไล่ย้อนฟังเพลงบอลโลกแต่ละยุค เราก็จะมองเห็นภาพได้คร่าวๆ ว่าคนยุคนั้นสนใจกับอะไร อย่างเช่นยุค 90 โลกของเราให้ความสำคัญกับเรื่องการเติบโตและความหวัง เพลงบอลโลกก็จะมีความยิ่งใหญ่ ทำให้คนรู้สึกฮึกเหิม เหมือนกับเพลง Un’ Estate Italiana จากปี 1990 ที่อิตาลีเป็นเจ้าภาพ ซาวนด์ดนตรีที่พวกเขาใช้ก็จะมีความยิ่งใหญ่ ทำให้คนรู้สึกถึงพลังและความแข็งแกร่ง

จนกระทั่งในช่วงปลายยุค 90 ที่ฟุตบอลกลายเป็นส่วนหนึ่งของป๊อปคัลเจอร์ เพลงก็จะมีความสนุกมากขึ้น สเตเดียมก็กลายเป็นฟลอร์เต้นรำขนาดใหญ่ที่ทุกคนพร้อมใจกันเต้นเพลง La Copa De La Vida ของ Ricky Martin จนช่วงปี 2000 โลกเริ่มเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี เพลงฟุตบอลโลกก็จะมีความล้ำสมัยและดูดุดัน

ในขณะที่ยุค 2010 ก็ต้องบอกว่าเป็นจุดสูงสุดของเพลงบอลโลก เพราะยุคนั้นสังคมโลกกำลังเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยความเป็นไวรัล การเฉลิมฉลอง และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งเพลง Waka Waka ก็เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนสิ่งนั้นอย่างชัดเจน เพราะในปีนั้นคงไม่มีเพลงไหนที่คนทั่วโลกจะร้องและเต้นตามกันได้อย่างสนุกสนานเท่านั้นอีกแล้ว

จนมาถึงยุค 2020 เพลงก็เริ่มเล่าถึงความหลากหลายและความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่อยู่ด้วยกันอย่างลงตัว อย่างในปีนี้ที่มีเพลงธีมอย่าง DNA ก็เน้นเล่าถึงความหลากหลายของผู้คนและเชื้อชาติเพื่อสะท้อนภาพโลกยุคใหม่และสเกลการจัดงานที่ครอบคลุมทั้งทวีปอเมริกาเหนือ ดังนั้นหากเราจะกล่าวว่าเพลงบอลโลกเป็นแคปซูลกาลเวลาหรือเป็นไทม์แมชชีนที่พาเราย้อนเวลาไปศึกษาโลกในอดีตก็คงไม่ใช่เรื่องผิดนัก

นิตยสาร Forbes ยังกล่าวคำพูดหนึ่งถึงประเด็นนี้ว่า “ผู้ชนะเปลี่ยนไปทุกๆ 4 ปี แต่เพลงเหล่านี้ไม่เคยเกษียณเลย” เพราะบางครั้งเราอาจจะลืมไปว่าปีไหนใครเป็นผู้ชนะ ใครยิงจุดโทษพลาด หรือนักเตะคนใดเป็นคนทำประตู แต่ไม่ว่าเมื่อใดที่เราได้ยินเพลง Waka Waka หรือเพลง La Copa de la Vida ความทรงจำต่างๆ จะหวนกลับคืนมาอีกครั้ง เพราะเพลงเหล่านี้ไม่เคยตายไปจากโลกใบนี้เลยนั่นเอง

ปรากฏการณ์ที่ดนตรีทลายกำแพงภาษา

หนึ่งในเพลงที่สร้างปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับฟุตบอลโลกปีนี้ก็คือเพลง Take Me Home, Country Roads ของศิลปินผู้ล่วงลับ John Denver โดยอเมริกาเป็นฝ่ายที่เลือกเพลงนี้มาให้ FIFA เปิดในงาน และเมื่อเพลงนี้เปิดหลังจากที่อเมริกาชนะออสเตรเลียได้ ผู้คนนับพันนับหมื่นก็ร้องเพลงนี้ดังกระหึ่มสนาม จนทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงชาติของสหรัฐอเมริกาโดยไม่ได้ตั้งใจ

จุดเด่นของเพลงนี้คือร้องตามง่ายจากเนื้อเพลงและทำนองติดหู ดังนั้นไม่ว่าแฟนบอลจากประเทศใดก็สามารถอินและร้องตามไปได้ ส่วนเนื้อเพลงก็เป็นความรู้สึกสากลที่ใครก็เข้าถึงและเข้าใจ เพราะมนุษย์ทุกคนบนโลกต่างมีความรู้สึกโหยหาอดีตกันอยู่แล้ว

ดังนั้นแม้ว่าเพลงจะมีความเป็นอเมริกันจ๋าหรือพูดถึงรัฐเวอร์จิเนียที่ใครหลายคนก็ยังไม่เคยไปเยือน แต่ความรู้สึกคิดถึงบ้านเกิดนั้นเป็นของคนทั้งโลก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเพลงนี้ถึงได้รับความนิยมในการแข่งขันปีนี้ เพราะนี่คือบทพิสูจน์ว่าเราทุกคนบนโลกต่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน และ ‘ดนตรีเป็นสิ่งที่ทลายกำแพงทางภาษา’ อย่างแท้จริง

ภาพคอลลาจแสดง LISA บรรยากาศในสนามฟุตบอลโลก และนักเตะอังกฤษ พร้อมชื่อเพลง Waka Waka และ Oasis 6

ภาพ:usmnt / Instagram

Jeffrey Montez de Oca ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคโลราโดยังกล่าวถึงปรากฏการณ์นี้ว่า “เมื่อคุณร่วมร้องเพลงในสเตเดียมไปกับผู้คนนับพัน คุณจะค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของฝูงชน และเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราเอง ซึ่งนั่นก็จะทรงพลังและคล้ายกับประสบการณ์ทางศาสนาเลยก็ว่าได้”

อีกหนึ่งเกร็ดที่น่าสนใจก็คือ เพลงนี้ได้รับอานิสงส์จากความนิยมฟุตบอลโลกจนมียอดสตรีมเพิ่มขึ้น 380% ทั้งยังกลับขึ้นชาร์ต U.S Viral 50 บน Spotify และมีการคาดการณ์ว่าต้นสังกัดของศิลปินหรือผู้ได้รับผลประโยชน์จากค่าลิขสิทธิ์นั้นน่าจะได้รับเงินค่าตอบแทนมากกว่าเพลงยุคใหม่เสียอีก

หลังจากนี้จะยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์ทางดนตรีที่สำคัญและน่าตั้งตารอ เพราะในวันที่ 19 กรกฎาคม 2026 พวกเขาจะมีโชว์พักครึ่ง ‘ครั้งแรก’ ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ซึ่งโชว์นี้สร้างสรรค์โดย Chris Martin แห่งวง Coldplay และมีศิลปินเฮดไลเนอร์เป็นศิลปินแห่งยุคหลายคน ไม่ว่าจะเป็น BTS, Madonna, Shakira และ Justin Bieber ซึ่งรายได้จากการจัดโชว์ครั้งนี้ก็จะถูกนำไปบริจาคให้กับองค์กรการกุศล Global Citizen เพื่อสนับสนุนเรื่องการศึกษาและกีฬาฟุตบอลให้กับเด็กๆ ทั่วโลกอีกด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นบทสรุปว่าเพลงที่เปิดในสเตเดียมนั้นไม่ใช่เพลงที่เปิดขึ้นมาโดยบังเอิญ แต่ทุกบทเพลงล้วนมีความหมายซ่อนอยู่ และดนตรีเป็นสิ่งที่มีพลังมากกว่านั้น เพราะมันเปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมโยงบรรยากาศของการแข่งขัน นักเตะ และคนสำคัญที่สุดอย่าง ‘แฟนบอล’ ที่พวกเขามารวมตัวกันเพื่อส่งเสียงเชียร์ทีมที่รักให้ดังก้องไปทั่วสนาม ในขณะที่บทเพลงธีมฟุตบอลโลกในทุกๆ ปี ก็จะยังคงเป็นภาพสะท้อนสังคมในแต่ละยุคและบรรเลงอยู่ในโลกดนตรีและวงการฟุตบอลไปอย่างยาวนานเช่นกัน

ภาพ:ejae_k, england, heisrema, lalalalisa_m, usmnt / Instagram & Getty Images

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...