พำนักในนรก รอคุณค้นพบหนังสือแห่งชีวิตในห้องสมุดจำกัดนับอนันต์
ถ้าต้องตกนรกอย่างวรรณกรรมแปลอภิปรัชญา พำนักในนรก A SHORT STAY IN HELL และจำเป็นต้องค้นหาหนังสือแห่งชีวิตของตัวคุณเองเพื่อจะได้หลุดพ้นจากนรกแสนหดหู่นี้ หากรู้ดีว่านรกแห่งนี้กว้างใหญ่เกินคณานับ หรืออาจใช้หลายปีแสงเกิดดับในจักรวาลเพื่อบรรลุเป้าหมาย เป็นคุณจะยังเลือกหาต่อไปไหม หรือถอดใจใช้ชีวิตไร้ซึ่งความหลากหลายในนี้ต่อไปดี
คำตอบอาจไม่ใช่ไปต่อหรือถอดใจ แต่เรื่องราวหลังจากนั้นนั่นแหละสำคัญ
ขณะนี้จะเริ่มต้นบรรยายขยายความบันทึกจัดเก็บทัศนะส่วนตัว ต้องขออภัยหากไม่ครบถ้วนหรือตกหล่นกับสิ่งที่หนังสือเล่มนี้กำลังจะสื่อสาร บอกก่อนว่าปัญญาในด้านปรัชญาของผู้เขียนอาจไม่ล้ำลึกเทียบเท่าใคร แต่ด้วยผู้เขียนใคร่สนใจความลึกล้ำในวรรณกรรมแปลอภิปรัชญาเล่มนี้ จึงบรรจงบรรจุข้อความเพื่อเล่าเรียงเรื่องราวอันน่าสนใจมาแบ่งปันกับชาว a day เผื่อใครสะดุดกับบางประโยคแล้วตามไปอ่านกัน
ความหวัง ความหมาย และความรัก
เรามาร่วมตั้งคำถามและครุ่นคิดไปด้วยกันเถอะ
พำนักในนรก A SHORT STAY IN HELL วรรณกรรมแปลลำดับที่สิบของสำนักพิมพ์ไจไจบุ๊คส์ เขียนโดย Steven L. Peck (นักชีววิทยาและนักปรัชญา) มีสำนวนแปลไทยพาให้เราดำดิ่งไปกับความสงสัยใคร่รู้ของตัวละครโดยณัฐกานต์ อมาตยกุล และมีการออกแบบปกที่บ่งบอกถึงความลึกสุดกู่ของนรกขุมนี้โดยมานิตา ส่งเสริม
ตั้งแต่จรดมือบนหนังสือเล่มกะทัดรัด เปิดผ่านหน้าแรกไปหน้าสุดท้าย โกยกลิ่นกระดาษของหนังสือใหม่แกะกล่อง พร้อมกับแสงสลัวของไฟห้อง นรกเริ่มเปิดทำการแล้ว ท่ามกลางบรรยากาศไม่เป็นใจด้วยสายฝน แต่หัวใจกลับสั่นไหวบอกเป็นนัยว่ายังไม่สิ้นลมเฮือกสุดท้ายของชีวิตให้ยังได้ไปต่อ แม้เราจะกำลังอ่านหนังสือเล่มนี้ก็ตาม
‘พำนักในนรก’ ทำงานกับสมองของเราเป็นพักๆ ประมวลผลการเกิดและดับของวันเวลาไม่โค้งตรงต่อความเป็นจริง น่าฉงนนักที่เราอยากจะโกยอากาศให้เต็มปอดเพื่อให้ชีวิตไปต่อไม่สิ้นหวังและไม่ไร้ซึ่งความหมาย แม้อาจไม่รู้แท้จริงว่าการมีความหวังและยังค้นหาความหมายจะต่างจากการตกนรกขุมนี้หรือไม่
แต่ใครกันเล่าจะหลีกหนีความตายได้พ้น
หลังการเคลื่อนเปลี่ยนสถานะจากเป็นไปตาย ‘นรก’ แปลกประหลาดแห่งนี้ ยินดีต้อนรับพวกเราเข้าร่วมปฏิบัติการสืบเสาะหาหลักแหล่งแห่งชีวิตที่เหมือนจะตกหล่นร่วงโรยไปพร้อมกับการเผชิญหน้าในนรกของเหล่าตัวละครหลัก อย่างโซเรน โจแฮนส์สัน ชายผู้เคร่งครัดในศาสนาและรักครอบครัว
ทว่าการก้าวเข้ามา ณ ที่แห่งนี้ เขาต้องวางทุกอย่างนั้นลง อดีตที่เคยผ่านมาก่อนเขาสิ้นลมเป็นเพียงความทรงจำเท่านั้น ปัจจุบันที่ยืนอยู่ในนรกแห่งนี้ต่างหากที่เขาต้องฝ่าฟันไปให้ได้ แล้วทุกสิ่งที่เคยเกิดขึ้นก็เป็นโมฆะ กระทั่งภรรยาผู้รักใคร่ ครอบครัวอันผูกพัน และการเป็นศาสนิกชนชาวมอร์มอนที่เคยซื่อตรงด้วยใจศรัทธาเสมอมา มีเพียงกฎอันเรียบง่ายให้เขาปฏิบัติเพื่อตามหาหนังสือแห่งชีวิตเล่มนั้น และศาสนาโซโรอัสเตอร์เท่านั้นให้เตือนใจว่ายังมีอะไรให้เชื่อหวังอยู่ (หรืออาจจะไม่)
เมื่อเรื่องราวดำเนินไป โซเรนได้พูดคุยกับเพื่อนใหม่ในนรกแลกเปลี่ยนเอื้อนเหตุของการสิ้นลม รวมกระทั่งชีวิตก่อนนั้นให้ฟัง พวกเขาได้เรียนรู้กันและกัน แต่ถึงกระนั้นก็ต้องค้นหาหนังสืออันเป็นเป้าหมายของการหลุดพ้นด้วย แต่ความพิลึกพิลั่นก็เกิดขึ้นกับพวกเขา อาจเป็นเพราะที่นี่คือนรกที่ถอดแบบมาจากเรื่องสั้น ‘หอสมุดแห่งบาเบล (The Library of Babel)’ ของนักเขียนชาวอาร์เจนตินา ‘ฆอร์เก หลุยส์ บอร์เกส’ เพื่อนบางคนของเขายังพูดออกมาเลยว่า“หนังสือพวกนี้มันขยะชัดๆ” ก็ใครมันจะไปเชื่อว่าตัวอักษรในหนังสือจะเรียงกันแล้วอ่านไม่รู้เรื่องจนต้องขว้างทิ้งลงหลุมลึกที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดนั่นล่ะ
“นี่มันนรก นรกชัดๆ”
เราขบคิดกับจำนวนไม่รู้จบของเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวละครอยู่พักหนึ่ง
ประโยคที่ว่า “เราทุกคนต่างค้นพบเรื่องราวในชีวิตตนที่มีความหมายหรือไม่ก็น่าสะเทือนใจ” ทำให้คิดว่านรกก็ไม่ต่างอะไรกับโลกที่เรามีชีวิตอยู่ ภายใต้ความโอ่อ่าไพศาลและลึก แม้วันต่อวันจะเคลื่อนย้ายผ่านไปไกลกี่พันปี เราล้วนเริ่มหนึ่งใหม่ได้เสมอ และความทรงจำก็ยังประทับสร้างอยู่ทุกวี่วันเช่นกัน
เช่นเดียวกับกฎข้อสองหน้าสามสิบ ที่บอกว่า
“จงอย่าหมดหวัง
จดจำไว้ว่าไม่มีสิ่งใดจีรัง
วันหนึ่งเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นเพียงความทรงจำอันเลือนราง”
เหมือนพยายามจะบอกกับเราว่า แม้เส้นทางบนนรกหรือบนโลกจะมีความหมายหรือน่าสะเทือนใจ การค้นพบและการได้เรียนรู้ช่วงเวลาเหล่านั้นก็ไม่ได้ยืนยงมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่จะถูกบันทึกไว้ในกล่องความทรงจำที่ครั้งหนึ่งเคยได้ประสบ แม้ไม่มีวันได้กลับไปเยือนมันอีกครั้งก็ตาม ทุกอย่างประสบการณ์ก็ล้วนเบาบางจางหายในสักวันหนึ่งเช่นกัน
แต่ถึงอย่างนั้นก็จงอย่าหมดหวังไปเลย
เมื่อก้าวเข้าสู่นรกเราอาจไม่คาดฝันเลยว่าจะได้พบใครที่ทำให้ใจเต้นหรือตกหลุมรัก แต่โลกที่จากมากับนรกแห่งนี้มีกฎที่ตัดขาดกัน หรือต้นเหตุอาจเป็นเพราะเราไม่ได้อยู่ในโลกเดิมอีกต่อไปแล้วล่ะมั้ง อย่างรู้เนื้อรู้ตัวด้วยตัวเองก็เลยเข้าใจได้ว่าศาสนาเอยใดที่เคยนับถือ และครอบครัวที่เคยรักผูกพัน ก็เป็นแค่ความทรงจำอันเลือนลางอย่างที่กล่าวไป
โซเรนที่ครั้งหนึ่งบนโลกเคยเป็นศาสนิชนชาวมอร์มอนและคนรักที่ดี เมื่อเรื่องราวบนโลกปิดฉากลง ยิ่งได้เจอหญิงมากมายความต้องการทางเพศก็กลายเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกหนี ให้ได้สร้างสัมพันธ์ทางกายอยู่พักใหญ่เลยด้วยซ้ำ
แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช้เวลานานทีเดียวที่เขาได้เจอคนที่คิดว่า ‘รัก’ จริงๆ จนเผยความคิดความรู้ออกมาในหลายหน้า แต่ความรักในนรกนี่มันก็ไม่ง่ายเลย แม้พวกเขาใช้ชีวิตร่วมกันมีสายสัมพันธ์ทั้งกายใจและความรักจะเบ่งบานหลายร้อยปีก็ตาม วันหนึ่งก็ต้องลาเพราะเหตุไม่คาดฝันมาเยือน เธอบอกรักเขา เขาเองก็พูดบอกรักกลับด้วยใจสลายว่า “ผมก็รักคุณ”
นั่นทำให้เราเกิดความคิดที่ว่านรกแห่งนี้อาจดึงความดิบเถื่อนในใจของเราออกมาก็เป็นได้ แต่ก็นะ มันก็อาจพังทลายอดีตรักที่เราเคยมีด้วยเหมือนกันล่ะมั้ง
เมื่อสูญเสียคนรักไปโซเรนเองก็ต้องไปต่อ (เพราะตายไปก็ตื่นมามีชีวิตใหม่อยู่ดี) เพราะถ้าภารกิจหาหนังสือแห่งชีวิตยังไม่บรรลุก็ยังจะหวังว่าคงมีสักวันที่พบเธอแหละนะ
จะว่าไปแล้วความรักที่ก่อกำเนิดขึ้นอีกครั้งก็เป็นพลังให้เราไขว่คว้าเพื่อได้มาถึงบางสิ่ง ให้ความหวังในชีวิตเราบางอย่าง ท่ามกลางความสิ้นหวังในนรกมืดมนแห่งนี้เหมือนกัน ต่อให้จะไม่ถูกใจเรานักที่ต้องวางคนรักในอดีตลงแล้วเก็บเข้ากล่องความทรงจำ
แต่แม้ในยามตกนรกไม่มอดไหม้ ความรักกลับเติบโตขึ้นมาได้
ต้องยอมรับเลยว่าความรักก็เป็นส่วนหนึ่งให้เรายังมีหวังต่อไป
พออ่านไปอ่านมาเรื่องราวก็นำพาเราให้สงสัยเกี่ยวกับการตายในนรกไม่จำกัด
การตายเหล่านั้นมันจะเปรียบเหมือนการเติบโตในโลกที่เรายังหายใจได้ไหมนะ?
บนพื้นแผ่นดินโลกที่ห้อมล้อมไปด้วยน้ำจำนวนมหาศาลและการเปลี่ยนผ่านของสสารจำนวนที่เราไม่อาจรู้ พลังงานโบกบ่ายส่ายพัดผันแปรรูปลักษณ์ไป เราที่อยู่ภายในคงโดนกระทบไม่ต่างกัน ตั้งแต่การปฏิสนธิจนคลอดออกมาร้องไห้แงแง ตั้งไข่เดิน วิ่งปร๋อ เข้าสังคมและตัวโตขึ้น สนใจในวิทยาการต่างๆ จากวิชาเรียนการเขียนอ่านสู่การสร้างงานสร้างอาชีพ เพียงนั้นก็อาจเปรียบได้ว่าทุกการเจริญเติบโตของเราเป็นเหมือนการก้าวไปนรกเพื่อตายดับแต่ไม่สูญหาย เพราะยังคงเคลื่อนย้ายอยู่ภายใต้โลกล้าที่นภายังคงอยู่
ถ้าอย่างนั้นการมีชีวิตก็อาจเปรียบดั่งการตกนรกกลายๆ
ยิ่งเคลื่อนสายตาตามอักษรไปทีละหน้า ความมืดมนกลับเข้ามาครอบงำแทนที่ความหวังไปเรื่อย และยิ่งออกตามหาหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตเล่มนั้นของมนุษย์ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วเท่าไหร่ การหลุดพ้นออกจาก ‘นรก’ ที่ว่าเหมือนห่างไกลไปเท่านั้น
เรานั่งคิดท่ามกลางฝนครึ้มหนักแต่ไฟฟ้ายังใช้การได้ในห้องนอนที่บรรทุกข้าวของของเราเอาไว้ ทั้งใคร่สงสัยในศาสนาให้เชื่อสิ่งใดนอกเหนือจากตัวเราเองบ้าง ความรักที่เบ่งบานแม้ยามตรากตำในนรก ความหวังที่ไม่จำกัดของเรา และความหมายของชีวิตที่ไล่ตามหาในเวลาไร้ขอบเขตที่มีแดนเหตุมาจากนรกอันจำกัดอนันต์
ต่อให้ไม่รู้ว่าเป็นอย่างนั้นจริงไหม แต่เราก็เริ่มสงสัยไปตามความจำกัดในตัวอักษรที่ปรากฏเป็นรูปประโยคในแต่ละบรรทัดที่เราอ่าน ทำให้ตบตีกับตัวเองว่าแท้จริงแล้วการมีชีวิตนั้นเป็นสิ่งไร้ความหมายหรือไม่ หรือจริงแล้วการยังมีชีวิตให้ได้ใช้ การมีความหวัง ยังหาความหมายของชีวิต และยังคงเชื่อต่อไปว่าจะมีสิ่งใดรอเราอยู่ข้างหน้า สิ่งต่างๆ เหล่านี้ หรือจะเป็นนรกในรูปแบบชีวิตกันนะ
แม้ไม่ได้เป็นเรื่องราวสยองขวัญ แต่ก็น่าสยดสยองเพราะแวดล้อมไปด้วยหลายสิ่งไร้ความหวัง ทำให้เหล่าตัวละครโดดเดี่ยวในนรกชวนท้อสุดๆ เพราะผ่านสงครามมานับไม่ถ้วน ทั้งเสียคนรัก เสียพรรคพวก และเสียชีวิตไปตั้งหลายครั้ง แต่ยังต้องวนกลับมาอยู่ท่ามกลางนรกแสนสะดวกสบายแห่งเดิมที่เหมือนไม่สิ้นสุดนี้อยู่ร่ำไป ไม่ใช่ตายแล้วดับสูญ แต่ตื่นมาหิวโหยแล้วจำต้องเดินไปยังตู้จำหน่ายอาหารที่อำนวยความสะดวกเหล่าผู้พำนักอยู่อย่างนั้น
ความหวังที่ยังหล่อเลี้ยงในทุกวันกลับสลายหายไปเมื่อเวลาผ่านพ้น พอหมดอดทนก็กระโจนลงบ่อหลุมลึกที่ทอดยาวอย่างกับอนันต์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจถึงก้นบึ้งในเร็ววันแต่อย่างใด
เมื่อตัวละครได้ใช้ชีวิตในนรกยาวนานมากพอ บางอย่างที่ดูไม่สมเหตุสมผลกลับไม่เป็นอย่างนั้น แต่ก็บอกไม่ถูก อย่างกฎข้อสุดท้ายที่เขียนไว้ว่า
“สุดท้ายนี้ คุณมาที่นี่เพื่อเรียนรู้บางสิ่ง อย่าพยายามคิดหาคำตอบนั้น เพราะมีแต่จะนำความหงุดหงิดใจมาให้คุณและไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย”
คงเช่นเดียวกับเราที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกด้วยก้าวเดินแต่ละขั้น อาจมีอะไรให้เราได้เรียนรู้และทำความเข้าใจอยู่มากมาย เพียงคิดค้นเค้นหาคำตอบไป ก็พลันจะวายป่วงจนอยากจะบ้าตายก็ได้
เราอาจแค่ใช้ชีวิตไป แต่ก็ไม่ลืมว่าทุกสิ่งล้วนให้เราอะไรแก่เราเพื่อจะก้าวไปต่อเสมอ
อย่างการกลายร่างของดักแด้ที่รอวันเป็นผีเสื้อ
ใครสนใจวรรณกรรมสอดแทรกปรัชญาหรือมองหาวรรณกรรมแปลสักเล่มมาขบคิด เราผายมือให้ พำนักในนรก A SHORT STAY IN HELL เลย ในนี้คับแน่นไปด้วยมุมมองทางปรัชญาที่นักเขียนใส่ไว้เต็มเล่ม ทั้งเรื่องศาสนาความเชื่อ การหาความหมายในชีวิต และความรักที่เบ่งบานขึ้นท่ามกลางนรกที่เหมือนจะไร้ซึ้งความหวังแห่งนี้
แม้สภาวะความสงสัยเกิดดับไปมา หัวข้อทางปรัชญาอาจพาให้เราจมจ่อมนิ่งงันไปในความไม่เข้าใจ เราคิดว่าเสน่ห์หลักของเรื่องราวอาจไม่ใช่แค่สไตล์การเขียน แต่เราประทับใจในการสอดแทรกอะไรให้ผู้อ่านได้คิดตามเกี่ยวกับชีวิตในนรกที่เราเองโยงเข้ากับชีวิตของเราได้
แน่นอนล่ะ ไม่ว่าใครก็ต้องเคยเจอเส้นทางที่ชวนหดหู่ สบสนจนทำตัวไม่ถูกกันอยู่แล้ว แม้หนังสือเล่มนี้ไม่ได้บอกว่าเราควรทำอย่างไร และเวลาอาจไม่สอดคล้องกับโลกแห่งความเป็นจริงก็ตาม แต่ก็ทำให้เราตั้งคำถามกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายใต้การตัดสินใจของตัวละคร และเหตุการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งเราคิดว่ามันคล้ายคลึงกับชีวิตเราที่แบกความฝัน ความหวังแล้วยังชีวิตต่อไป
คงแล้วแต่คนว่าจะมองจากมุมไหน ตัดสินใจแบบใด และอยากจะเชื่ออะไร
ไม่ว่าเลือกเส้นทางใด ตายสักกี่ครั้ง เราก็จะตื่นมาเพื่อค้นหาหนังสือแห่งชีวิตให้พบจนได้
เราต่างร่วงหล่นในนรกอันดำมืดจันทร์ดับแห่งนี้ไม่รู้จบ
จนกว่าจะหาหนังสือเล่มนั้นพบ
งั้นมาร่วมตั้งคำถามและค้นหาความหมายชีวิตอันเปราะบาง (ที่แอบคล้ายเรา) ไปด้วยกันนะ
อย่างไรก็ขอให้พระเจ้าอวยพร