ไทยค้นพบ "หนูยักษ์สิรินธร" สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสกุลใหม่-ชนิดใหม่ของโลก
วันนี้ (4 พ.ย.2569) คณะนักวิจัยจากกรมทรัพยากรธรณี ประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยปัวติเย่ และมหาวิทยาลัยมงเปอลีเย ประเทศฝรั่งเศส รวมถึงมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ ประเทศแคนาดา ค้นพบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในกลุ่มสัตว์ฟันแทะ (Rodent) สกุลใหม่และชนิดใหม่ของโลกจากแอ่งกระบี่ โดยตั้งชื่อว่า "ยักคามีส สิรินธรเน" (Yakamys sirindhornae) หรือ หนูยักษ์สิรินธร (Sirindhorn’s giant rat) ชื่อสกุลมีที่มาจากลักษณะเด่นด้านขนาดที่ใหญ่โต
ส่วนชื่อชนิดตั้งขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ และให้การสนับสนุนงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และบรรพชีวินวิทยาอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยการค้นพบครั้งนี้ ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ Scientific Reports เมื่อวันที่ 4 พ.ย.2569
สำหรับแอ่งกระบี่ (Krabi Basin) เป็นแอ่งสะสมตะกอนบนบกที่ก่อตัวขึ้นในช่วงปลายสมัยอีโอซีน (Late Eocene) หรือประมาณ 35–33 ล้านปีก่อน ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของ อ.เหนือคลอง จกระบี่ ภายในแอ่งมีการสะสมตัวของชั้นถ่านหินชั้นหนา จึงมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า โดยเริ่มดำเนินกิจการเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้าในช่วงปี พ.ศ.2507 แหล่งเหมืองถ่านหินดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 บ่อ ได้แก่ บ่อหวายเล็ก บ่อบางหมาก และบ่อบางปูดำ
ในระหว่างการดำเนินกิจการเหมืองถ่านหิน ได้มีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์จำนวนมาก โดยเฉพาะซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งมีความหลากหลายและมีอายุเก่าแก่เมื่อเทียบกับแหล่งอื่น ๆ ในประเทศไทย ผลการศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่า ในอดีตแอ่งกระบี่เคยเป็นถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิตหลากหลายกลุ่ม หลายชนิดเป็นชนิดใหม่ของโลกและมีลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจ อาทิ การค้นพบซากไพรเมตโบราณสกุล Siamopithecus
การค้นพบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มแอนทราโคแธร์ (Anthracotheres) ซึ่งมีจำนวนและความหลากหลายสูง รวมถึงสัตว์กลุ่มอื่น ๆ เช่น สัตว์กินเนื้อ สัตว์กีบคู่ สัตว์กีบคี่ บ่าง ค้างคาว สัตว์ฟันแทะ ตลอดจนสัตว์เลื้อยคลาน ปลา สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังและพืชอีกหลายชนิด ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และอายุอันเก่าแก่ของซากดึกดำบรรพ์ที่ค้นพบ ทำให้แอ่งกระบี่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในแหล่งซากดึกดำบรรพ์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย
แม้ปัจจุบันกิจการเหมืองถ่านหินจะยุติลงแล้ว แต่ในช่วงที่มีการขุดเปิดทำเหมือง คณะสำรวจโบราณชีววิทยาไทย–ฝรั่งเศส ลงพื้นที่สำรวจและเก็บรวบรวมตัวอย่างซากดึกดำบรรพ์อย่างต่อเนื่อง โดยตัวอย่างที่ค้นพบได้รับการศึกษาวิจัย และเผยแพร่ทางวิชาการมาโดยตลอด และยังคงมีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจนถึงปัจจุบัน
จากซากดึกดำบรรพ์ฟันเพียง 2 ซี่ สู่สัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดใหม่ของโลก
ซากดึกดำบรรพ์ของหนูยักษ์สิรินธร ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2547 ณ บ่อบางหมาก ค้นพบโดย คุณพรรณิภา แซ่เทียน นักธรณีวิทยาหนึ่งในคณะสำรวจฯ โดยตัวอย่างที่ค้นพบประกอบด้วยฟันกรามล่างและฟันตัดล่าง รวมทั้งสิ้น 2 ซี่ พบอยู่ในชั้นดินเหนียวที่แทรกตัวอยู่ระหว่างชั้นถ่านหินหลัก จากตำแหน่งและลักษณะของตัวอย่าง จึงมีข้อสันนิษฐานว่าฟันทั้งสองซี่น่าจะเป็นของสัตว์ตัวเดียวกัน
ต่อมา ดร.เยาวลักษณ์ ชัยมณี นักวิจัยหลักของการศึกษาครั้งนี้ นำตัวอย่างดังกล่าวมาศึกษารายละเอียดทางสัณฐานวิทยา และเปรียบเทียบกับสัตว์ฟันแทะกลุ่มอื่น ๆ ผลการศึกษาพบว่า ตัวอย่างดังกล่าวเป็นสัตว์ฟันแทะขนาดใหญ่ในวงศ์อิสชีโรมีอิดี (Ischyromyidae) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มสัตว์ฟันแทะโบราณ ที่มีวิวัฒนาการยาวนาน
โดยฟันกรามล่างมีขนาดราว 1.1 ซม และมีรูปแบบการจัดเรียงปุ่มฟัน ที่แตกต่างจากสัตว์ในกลุ่มเดียวกันที่เคยมีการศึกษามาก่อน จึงมีลักษณะที่โดดเด่นเพียงพอสำหรับการกำหนดให้เป็นสกุลใหม่และชนิดใหม่ของโลกในชื่อ Yakamys sirindhornae
หนูยักษ์แห่งสมัยอีโอซีน กับปริศนาการวิวัฒนาการของขนาดร่างกาย
สิ่งที่ทำให้หนูยักษ์สิรินธร มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ คือ ขนาดร่างกายที่ใหญ่ เมื่อเทียบกับสัตว์ฟันแทะชนิดอื่น ๆ ในวงศ์เดียวกัน ซึ่งโดยทั่วไปมักมีขนาดค่อนข้างเล็ก นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มอื่น ๆ ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงสมัยอีโอซีน ก็พบว่าสัตว์ส่วนใหญ่มักมีขนาดร่างกายไม่ใหญ่มากนัก เนื่องจากเป็นช่วงต้นของวิวัฒนาการของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายกลุ่ม ก่อนที่สัตว์หลายสายวิวัฒนาการ จะมีแนวโน้มเพิ่มขนาดร่างกายมากขึ้นในช่วงเวลาต่อมา
การค้นพบหนูยักษ์สิรินธร จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยเติมเต็มความเข้าใจ เกี่ยวกับวิวัฒนาการของขนาดร่างกายสัตว์ โดยแสดงให้เห็นว่าการมีขนาดร่างกายใหญ่โต ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงปลายของวิวัฒนาการเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของการวิวัฒนาการในสัตว์บางกลุ่ม
นอกจากนี้ นักวิจัยยังประมาณค่ามวลร่างกายของหนูยักษ์สิรินธร จากสมการทางชีววิทยา โดยพบว่ามีน้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม นับเป็นสัตว์ฟันแทะโบราณที่มีขนาดโดดเด่นอย่างมากเมื่อเทียบกับสัตว์ร่วมยุคเดียวกัน แม้หนูยักษ์สิรินธร จะมีขนาดใหญ่และอาจทำให้หลายคนนึกถึงคาปิบารา (Capybara) ซึ่งเป็นสัตว์ฟันแทะขนาดใหญ่ที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันและหนักราว 60 กิโลกรัม แต่สัตว์ทั้ง 2 ไม่ได้จัดอยู่ในวงศ์เดียวกัน
หนูยักษ์สิรินธร จัดอยู่ในวงศ์ Ischyromyidae ซึ่งเป็นกลุ่มสัตว์ฟันแทะโบราณที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ขณะที่คาปิบาราจัดอยู่ในวงศ์ Caviidae ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับหนูตะเภา ความคล้ายคลึงกันด้านขนาดและรูปร่างจึงไม่ได้หมายความว่าทั้ง 2 มีความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการอย่างใกล้ชิด แต่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า สัตว์ฟันแทะต่างสายวิวัฒนาการสามารถวิวัฒนาการให้มีขนาดร่างกายใหญ่โตได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ทำให้หนูยักษ์สิรินธร มีขนาดร่างกายใหญ่โตยังคงเป็นประเด็นที่ต้องศึกษาต่อไป โดยอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายประการ เช่น ความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหาร สภาพแวดล้อม และลักษณะของถิ่นที่อยู่อาศัย
ทั้งนี้ การประมาณขนาดร่างกายจากหลักฐานซากดึกดำบรรพ์ที่มีอยู่ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากตัวอย่างที่ค้นพบในปัจจุบันมีเพียงฟัน 2 ซี่ การค้นพบชิ้นส่วนกะโหลกหรือโครงกระดูกเพิ่มเติมในอนาคตจะช่วยให้นักวิจัยสามารถศึกษาลักษณะทางกายวิภาค ประมาณขนาดร่างกาย และทำความเข้าใจการดำรงชีวิตของสัตว์ชนิดนี้ ได้อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น
5 สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ได้รับพระราชทานพระนาม "สิรินธร"
หนูยักษ์สิรินธร นับเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ลำดับที่ 5 ที่ได้รับพระราชทานพระนามจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อนำมาใช้เป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์ของสกุลและชนิด นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของวงการบรรพชีวินวิทยาไทย โดยสัตว์ดึกดำบรรพ์ทั้ง 5 ชนิด มีดังนี้
1. ไดโนเสาร์ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน (Phuwiangosaurus sirindhornae) – เผยแพร่ในปี พ.ศ.2537
2. ไพรเมต ทาร์เซียส สิรินธรเน (Tarsius sirindhornae) – เผยแพร่ในปี พ.ศ.2554
3. ไดโนเสาร์ สิรินธรนา โคราชเอนซิส (Sirindhorna khoratensis) – เผยแพร่ในปี พ.ศ.2558
4. ไทรโลไบต์ สินาเนีย สิรินธรเน (Tsinania sirindhornae) – เผยแพร่ในปี พ.ศ.2566
5. สัตว์ฟันแทะ ยักคามีส สิรินธรเน (Yakamys sirindhornae) – เผยแพร่ในปี พ.ศ.2569
การค้นพบหรือหนูยักษ์สิรินธรในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเพิ่มสมาชิกใหม่ ให้กับความหลากหลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโบราณในประเทศไทยแล้ว ก็ยังสะท้อนถึงความสำคัญของแอ่งกระบี่ในฐานะแหล่งมรดกทางบรรพชีวินวิทยา ที่มีคุณค่าระดับนานาชาติ และแสดงให้เห็นว่าซากดึกดำบรรพ์ เพียงไม่กี่ชิ้นก็สามารถนำไปสู่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญ ซึ่งช่วยเปิดเผยเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตที่เคยอาศัยอยู่บนโลกเมื่อหลายล้านปีก่อนได้
บทความวิจัยต้นฉบับ Chaimanee, Y., Marivaux, L., Millien, V., Yamee, C., Tian, P. & Jaeger, J.-J. (2026). A giant Eocene ischyromyid from Southeast Asia reveals the early evolution of rodent gigantism. Scientific Report. doi: 10.1038/s41598-026-76711-6
ที่มา : อดุลย์วิทย์ กาวีระ นักธรณีวิทยาชำนาญการ สำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 2 กรมทรัพยากรธรณี
อ่านข่าว :
ผบก.ปอศ.ยอมรับเงินมูลนิธิองค์กรทำดี ส่วนใหญ่ถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์
"วัชระพล" สั่งเร่งแก้ข้อบกพร่อง งานมหกรรมพืชสวนโลกอุดรฯ 2569
"ศุภชัย" โต้ฝ่ายค้านแทน "โสภณ" ปมกล่าวหาคุกคามการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน