โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดคำพิพากษา 5 คดี ฟ้อง 4 กสทช. เข้าข่ายฟ้องปิดปากหรือไม่?

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ความขัดแย้งภายใน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ในยุคปัจจุบัน อาจถูกมองผิวเผินว่าเป็น “ศึกใน” หรือความไม่ลงรอยส่วนบุคคลของกรรมการ แต่เมื่อถอดรหัสจากคำพิพากษาศาลทั้ง 5 คดีที่ตัดสินแล้ว จะพบจุดร่วมสำคัญคือ ทุกคดีมีรากเหง้ามาจากปมเดียวกันอำนาจในการแต่งตั้งและเปลี่ยนตัวรักษาการเลขาธิการ กสทช.

โดย ศาสตราจารย์คลินิก นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. และนาย ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. ซึ่งเห็นว่าเป็นอำนาจประธาน ขณะที่กรรมการ 4 คน ได้แก่ พล.อ.ท. ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ศ.กิตติคุณ พิรงรอง รามสูต รศ. ศุภัช ศุภชลาศัย และ รศ. สมภพ ภูริวิกรังพงศ์ เห็นว่าเป็นอำนาจของบอร์ดทั้งคณะ

ผลคำพิพากษาใน 5 คดี ทั้งคดีอาญา คดีแพ่ง และคดีปกครอง ลงเอยในทิศทางเดียวกัน คือ “ยกฟ้อง” ทั้งหมด ศาลวินิจฉัยสอดคล้องกันว่า การลงมติของกรรมการเสียงข้างมากเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ สุจริต และไม่ปรากฏเจตนากลั่นแกล้งหรือมุ่งให้เกิดความเสียหายโดยเฉพาะเจาะจง แม้ฝ่ายผู้ฟ้องบางคดีจะยื่นอุทธรณ์ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดคือ ศาลชั้นต้นมิได้เห็นว่าการกระทำของ 4 กรรมการเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “ใครมีอำนาจแต่งตั้ง” หากแต่คือ “การฟ้องซ้ำซ้อนหลายศาลในประเด็นเดียวกันนี้ ท้ายที่สุดแล้วสังคมและองค์กรได้ประโยชน์อะไร”

เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของคดีที่มีลักษณะคล้ายกัน คือ เกิดจากการใช้ดุลพินิจในที่ประชุมบอร์ด ศาลวินิจฉัยว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ และมีการเรียกค่าเสียหายจำนวนสูงหลายสิบล้านบาท

ลักษณะการฟ้องคดีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้แวดวงกฎหมายและสังคมอดตั้งคำถามไม่ได้ถึงผลกระทบที่คล้ายคลึงกับปรากฏการณ์ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) หรือการที่กระบวนการทางศาลกลายมาเป็นภาระและแรงกดดัน ซึ่งอาจส่งผลต่อการยับยั้งการปฏิบัติหน้าที่ในประเด็นสาธารณะโดยปริยาย

หากการลงมติของกรรมการเป็นการทำหน้าที่ตามกฎหมาย แต่กลับต้องเผชิญคดีอาญา แพ่ง และปกครองต่อเนื่องหลายคดี ย่อมส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อความเป็นอิสระขององค์กรกำกับดูแล เพราะกรรมการอาจต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง “การตัดสินใจเพื่อประโยชน์สาธารณะ” กับ “ความเสี่ยงถูกฟ้องส่วนตัว”

ประเด็นนี้ยิ่งมีนัยสำคัญ เมื่อข้อพิพาททั้งหมดผูกโยงกับการสรรหาเลขาธิการ กสทช. ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวมีบทบาทกำหนดทิศทางการบริหารองค์กร หากกระบวนการสรรหาต้องยืดเยื้อยาวนาน หรือเกิดภาวะสุญญากาศในการบริหารงาน คำถามจึงย้อนกลับมาที่ระบบธรรมาภิบาลขององค์กรกำกับดูแลกิจการสื่อสารของประเทศ

ที่สุดแล้ว ประเด็นอาจไม่ใช่เรื่อง “ศึกใน” หากแต่เป็นบททดสอบว่า กลไกตรวจสอบถ่วงดุลภายในองค์กรอิสระจะดำรงอยู่ได้เพียงใด เมื่อการใช้สิทธิทางศาลกลายเป็นเครื่องมือในความขัดแย้งเชิงอำนาจ และหากสังคมไม่ตั้งคำถามอย่างจริงจัง ผู้ที่เสียประโยชน์อาจไม่ใช่เพียงกรรมการ 4 คน หากแต่คือความเชื่อมั่นต่อระบบกำกับดูแลกิจการสื่อสารทั้งระบบ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...