อิหร่านยืนยัน "ตังซีรี" ผู้สั่งปิด "ฮอร์มุซ" ถูกอิสราเอลเล็งเป้าโจมตีเสียชีวิต
วันนี้ (30 มี.ค.2569) ตามประกาศอย่างเป็นทางการจากอิหร่าน ยืนยันการเสียชีวิตของ นายพล อาลีเรซา ตังซีรี ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพเรือ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC Navy) หลังจากเกิดเหตุโจมตีแบบเล็งเป้า โดยกองทัพอิสราเอล (IDF)
ทั้งฝ่ายอิหร่านและอิสราเอลต่างยอมรับและยืนยันการสังหารนายพลตังซีรี โดยอิสราเอลระบุว่า ปฏิบัติการนี้เป็นปฏิบัติการสังหารที่ร้ายแรงและแม่นยำ ขณะที่เบนจามิน เนทันยาฮู นายกฯ อิสราเอล กล่าวถึงนายพลตังซีรีว่า "มีเลือดติดมือมากมาย" โดยอ้างอิงถึงบทบาทที่ถูกกล่าวหาในการเกี่ยวข้องกับกิจกรรม ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความมั่นคงทางทะเล
ฝ่ายสหรัฐฯ ยังแสดงความเห็นว่า การเสียชีวิตของนายพลตังซีรี เป็นการเคลื่อนไหวที่ช่วยสนับสนุนให้ภูมิภาคมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น
นายพล อาลีเรซา ตังซีรี ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพเรือ IRGC ซึ่งเป็นหน่วยกำลังทหารที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์สูงภายในโครงสร้างทางทหารของอิหร่าน รับผิดชอบดูแลปฏิบัติการทางทะเลที่แตกต่างจากกองทัพเรือปกติ โดยมีลักษณะการปฏิบัติการที่ไม่เป็นทางการและดำเนินการทางลับ
ภายใต้การนำของเขา กองทัพเรือ IRGC ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการประสานงาน การโจมตีเรือพาณิชย์และเรือทหารที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการบังคับใช้การปิดกั้นเส้นทางเดินเรือดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการค้าสากล และความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาค
ช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นจุดคอขวดทางทะเลที่สำคัญ โดยมีปริมาณน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลกถูกขนส่งผ่านพื้นที่นี้ การปฏิบัติการของนายพลตังซีรี รวมถึงการวางทุ่นระเบิดทางทะเลและการใช้ยานพาหนะใต้น้ำไร้คนขับขนาดเล็ก สร้างสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงสูง จนทำให้บริษัทประกันภัยระหว่างประเทศหลายแห่ง ปฏิเสธที่จะให้ความคุ้มครองแก่เรือที่เดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าการสูญเสียผู้นำระดับสูงอย่างนายพลตังซีรี แม้จะเป็นความเสียหายเชิงยุทธวิธีที่สำคัญ แต่ไม่น่าจะนำไปสู่การยุติภัยคุกคามโดยสิ้นเชิง เนื่องจากโครงสร้างของ IRGC มีลักษณะกระจายอำนาจและมีระบบบัญชาการแบบหลายชั้น ที่ออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้สามารถแทนที่ผู้นำ และดำเนินปฏิบัติการต่อไปได้อย่างรวดเร็ว แม้จะเกิดช่องว่างในการบัญชาการชั่วคราวก็ตาม
ในมิติที่กว้างขึ้น การสังหารนายพลตังซีรี ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งระหว่าง 2 ฝ่าย (ฝ่ายอิหร่าน และ สหรัฐฯ-อิสราเอล) และอาจมีผลกระทบต่อพลวัตความมั่นคงในตะวันออกกลาง รวมถึงตลาดพลังงานโลกที่อาจเผชิญกับความผันผวนเพิ่มเติม แม้จะเป็นชัยชนะเชิงยุทธวิธีสำหรับอิสราเอล แต่ความมุ่งมั่นของอิหร่านในการรักษาแรงกดดันในภูมิภาคยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
อ่านข่าวอื่น :
"เนทันยาฮู" อนุญาตให้ "พระสังฆราชลาตินแห่งเยรูซาเลม" เข้าโบสถ์พระสุสานศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว
จุดความร้อนพุ่ง 610 จุด "แม่ฮ่องสอน" ปัญหาพื้นที่ซับซ้อนดับไฟป่ายาก
จับ "2 พ่อลูก" ต้องสงสัยใช้ M16 ยิงถล่มรถ สส.กมลศักดิ์ ที่นราธิวาส