คมนาคมกางแผนกู้วิกฤตรถไฟไทย 3.2 แสนล้าน ปลดล็อกปมขาดคน-ล้างหนี้สะสม
แผนการเพิ่มพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อีก 2,850 อัตรา ในปีงบประมาณ 2570 เพื่อแก้ปัญหาภาระงานสะสมและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินรถของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม อาจดูเป็นเพียงมาตรการด้านบุคลากร แต่นี่ถือว่าเป็นจิ๊กซอว์แรกของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนานของ รฟท.
ปัจจุบัน รฟท. ประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรอย่างหนัก จากเดิมเคยมีพนักงานกว่า 20,000 คน แต่หลังมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2541 ที่กำหนดให้เกษียณ 100 คน รับทดแทนได้เพียง 5 คน ส่งผลให้ปัจจุบันเหลือพนักงานเพียงประมาณ 8,100 คนส่งผลให้กำลังคนหายไปกว่าครึ่ง สวนทางกับภารกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟชานเมืองสายสีแดง การขนส่งสินค้า และการเตรียมรองรับรถไฟความเร็วสูงในอนาคต พนักงานจำนวนมากต้องทำงานล่วงเวลาแทบตลอดทั้งสัปดาห์
นายพิพัฒน์ ระบุว่า การเพิ่มบุคลากร 2,850 อัตรา จะไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแก่ รฟท. เนื่องจากสามารถนำงบประมาณที่เคยใช้จ่ายค่าล่วงเวลา (โอที) มาปรับใช้เป็นค่าจ้างบุคลากรใหม่ได้ โดยหลังจากคณะกรรมการ รฟท. พิจารณาเห็นชอบในวันที่ 18 มิ.ย.นี้ กระทรวงคมนาคมจะเร่งเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป
พนักงานหลายคนบอกว่าเงินโอทีอยากได้ แต่ร่างกายไม่ไหวแล้ว สิ่งที่เขาต้องการมากกว่าคือ การทำงานในเวลาปกติ มีเวลาพักผ่อนเหมือนคนทั่วไป
โอที 5,000 ล้าน/ปี สัญญาณเตือนระบบแบกภาระเกินตัว
นายสราวุธ สราญวงศ์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบัน รฟท. มีภาระค่าใช้จ่ายด้านการทำงานล่วงเวลา และการทำงานในวันหยุดสูงถึง 4,000-5,000 ล้านบาท/ปี
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การประหยัดคนในอดีต อาจไม่ได้ช่วยประหยัดงบประมาณจริง เพราะเมื่อคนไม่พอ องค์กรก็ต้องจ่ายค่าโอทีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นต้นทุนแฝงที่สูงกว่าการรับคนใหม่
สหภาพฯ ประเมินว่า หากนำงบประมาณส่วนหนึ่งจากค่าโอทีมาจ้างพนักงานใหม่ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เกือบร้อยละ 20 เนื่องจากพนักงานใหม่ มีอัตราเงินเดือนต่ำกว่าพนักงานอาวุโสที่ทำโอทีจำนวนมาก
วิกฤตคนไม่พอ กำลังกลายเป็นวิกฤตความปลอดภัย
อุบัติเหตุทางรางหลายเหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ประเด็น "กำลังคน" กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง ตำแหน่งที่ขาดแคลนหนักมากที่สุดคือกลุ่มปฏิบัติการ ทั้งช่างเครื่อง พนักงานขับรถจักร นายสถานี พนักงานกั้นถนน และฝ่ายซ่อมบำรุง เฉพาะตำแหน่งช่างเครื่องที่เป็นกำลังหลักในการเดินรถ ปัจจุบันมีเพียงประมาณ 800 คน จากกรอบอัตราที่ควรมี 1,258 คน
เมื่อบุคลากรไม่เพียงพอ การทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดพลาดจากความเหนื่อยล้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการเดินรถ
โจทย์ใหญ่กว่าคือหนี้ 320,000 ล้านบาท
นายพิพัฒน์ ระบุว่า รฟท. มีหนี้สะสมสูงถึงประมาณ 320,000 ล้านบาท ซึ่งจำเป็นจะต้องเร่งหาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นระบบ ทั้งการทบทวนภาระที่เกิดจากนโยบายสาธารณะของภาครัฐในอดีต การบริหารทรัพย์สินให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการเพิ่มรายได้จากการดำเนินงาน
รัฐบาลหลายยุคหลายสมัย มอบภารกิจให้การรถไฟดูแลประชาชน ทั้งรถไฟฟรีและค่าโดยสารราคาถูก ให้บริการประชาชนในอัตราค่าโดยสารต่ำกว่าต้นทุนจริง ซึ่งปัจจุบันค่าโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 24 สตางค์/กิโลเมตร ขณะที่ต้นทุนการให้บริการสูงกว่า 3 บาท/กิโลเมตร แต่ไม่ได้มีการชดเชยต้นทุนอย่างเพียงพอ ทำให้เกิดภาระสะสมกับองค์กร
"พิพัฒน์" เสนอ 4 แนวทางหลัก ได้แก่
- เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารทรัพย์สินที่ดินกว่า 250,000 ไร่
- ทบทวนภาระนโยบายสาธารณะที่รัฐเคยมอบหมายให้ รฟท. รับผิดชอบ
- เพิ่มรายได้จากการให้บริการและการพัฒนาคุณภาพ
- เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานระบบราง
สำหรับแนวทางฟื้นฟูรายได้ รฟท. กระทรวงคมนาคมจะเร่งบริหารจัดการทรัพย์สินที่ดินของการรถไฟ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 250,000 ไร่ทั่วประเทศ ผ่านบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด โดยจะสำรวจพื้นที่ที่สามารถพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้ รวมถึงทบทวนสัญญาเช่าต่าง ๆ เพื่อให้รัฐได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม
หากเราบริหารที่ดินของการรถไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อว่าภายในไม่เกิน 20 ปี การรถไฟจะสามารถลดภาระหนี้และยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง
ขณะเดียวกัน รฟท. ยังอยู่ระหว่างศึกษาทางเลือกในการจัดหาหัวรถจักรและตู้โดยสารเพิ่มเติม โดยอาจใช้รูปแบบเช่าจากภาคเอกชนแทนการลงทุนซื้อทั้งหมด เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะ พร้อมเร่งซ่อมบำรุงหัวรถจักรเก่า ที่ยังสามารถใช้งานได้กลับมารองรับการให้บริการ
นายพิพัฒน์ ยังกล่าวถึงแนวคิดการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาใช้ประโยชน์จากโครงข่ายทางรถไฟในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อโครงการรถไฟทางคู่แล้วเสร็จทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้โครงสร้างพื้นฐาน และสร้างรายได้เพิ่มเติมให้ รฟท. รวมถึงการพัฒนารถไฟท่องเที่ยวและรถไฟหรูรองรับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ
นายพิพัฒน์ ยังย้ำว่า การปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟยังไม่มีข้อสรุป และยังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยขณะนี้เป็นเพียงแนวคิด ที่ต้องศึกษาอย่างรอบด้านควบคู่กับการยกระดับคุณภาพการบริการและมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย
เรื่องค่าโดยสารยังเป็นเพียงแนวคิด ต้องศึกษาผลกระทบทุกด้านก่อน ไม่มีการตัดสินใจขึ้นค่าโดยสารในขณะนี้ แต่หากอนาคตมีการพัฒนาคุณภาพบริการที่ดีขึ้น ก็ต้องพิจารณาความเหมาะสมร่วมกับมาตรการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยด้วย
เปิดทางเอกชน โอกาสหรือความเสี่ยง ?
แนวคิดให้เอกชนเข้ามาใช้โครงข่ายรางของ รฟท. ถูกมองว่าเป็นวิธีเพิ่มรายได้โดยไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด แต่ในอีกมุมหนึ่ง ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ รฟท. กังวลว่า หาก รฟท. ยังขาดคนและขาดรถจักร การเปิดพื้นที่ให้เอกชนอาจกลายเป็นการเปิดช่องให้เอกชน เข้ามาแทนบทบาทของรัฐในระยะยาว
นายสราวุธ เสนอว่า หากเอกชนเข้ามาใช้รางของ รฟท. บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถ โดยเฉพาะพนักงานขับรถจักร ช่างเครื่อง และพนักงานประจำขบวน ควรยังคงเป็นบุคลากรของการรถไฟ เพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยและการควบคุมระบบ
จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องตอบให้ชัดเจนว่า การเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม จะเป็นการ "เสริม" หรือ "แทน" บทบาทของการรถไฟแห่งประเทศไทย
จุดเปลี่ยนขององค์กร 129 ปี
ขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ ด้านหนึ่งคือภาระหนี้มหาศาล บุคลากรขาดแคลน และโครงสร้างองค์กรที่สะสมปัญหามาหลายทศวรรษ อีกด้านหนึ่ง คือโอกาสจากโครงการรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ การพัฒนาที่ดินมูลค่ามหาศาล และการเติบโตของระบบรางในฐานะโครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศ การเพิ่มพนักงาน 2,850 อัตรา อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
แต่หากรัฐบาลสามารถแก้โจทย์กำลังคน ควบคู่กับการบริหารทรัพย์สิน การปรับโครงสร้างรายได้ และการกำหนดบทบาทเอกชนอย่างเหมาะสม ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านจากรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนเรื้อรัง สู่การเป็นองค์กรระบบรางที่สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง
เพราะสุดท้ายแล้ว ปัญหาของการรถไฟไทยไม่ใช่แค่เรื่อง "ขาดคน" แต่คือการหาคำตอบว่า จะทำอย่างไรให้ระบบรางของประเทศเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
อ่านข่าวอื่น :
ทีมชาติไทย U19 ชนะ กัมพูชา 4-0 ลิ่วรอบชิงฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน
ตร.เปิดศูนย์ปราบพนันบอลโลก 2026 กางมาตรการ 3 ตัดสกัดเว็บออนไลน์
เม็กซิโกพร้อมพิธีเปิดฟุตบอลโลก 2026 ระดมกำลัง 1 แสนคนดูแลความปลอดภัย