"พิพัฒน์" ร่วมเวที สร.รฟท. แลกเปลี่ยนมุมมอง "พัฒนากิจการรถไฟ" พร้อมชงครม.เสริมกำลัง 2,850 อัตราแก้ปัญหาขาดแคลน เร่งฟื้นฐานะการเงินยกระดับความเข้มแข็ง
วันนี้ (11 มิถุนายน 2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรคมนาคม นายอธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง นางรสนา โตสิตระกูล ผู้แทนภาคประชาชน นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ประธานที่ปรึกษาสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย นายสาวิทย์ แก้วหวาน ผู้แทนภาคแรงงาน ดร.ดารินทร์ กำแพงเพชร อาจารย์ประจำวิทยาลัยผู้นำ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต เข้าร่วมงานเสวนา “การแก้ไขปัญหาและพัฒนากิจการรถไฟอย่างยั่งยืน” ซึ่งจัดโดยสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ร่วมกับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และสมาพันธ์แรงงานแห่งชาตินอร์เวย์ (LO-Norway) เพื่อเป็นเวทีนำเสนอผลการศึกษา วิเคราะห์สถานการณ์ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน อันจะนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนากิจการรถไฟไทยให้มีความมั่นคง ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนในระยะยาว การจัดเสวนาครั้งนี้ สืบเนื่องจากโครงการ “การศึกษาและจัดเก็บข้อมูลเพื่อการพัฒนาการรถไฟแห่งประเทศไทยอย่างยั่งยืน” ซึ่ง สร.รฟท. ได้ดำเนินการร่วมกับวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ระหว่างเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2568 โดยศึกษาสถานการณ์ รวบรวมข้อมูล และรับฟังความคิดเห็นจากพนักงาน ผู้ปฏิบัติงาน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทั่วประเทศ เพื่อนำมาจัดทำฐานข้อมูลและองค์ความรู้สำหรับการพัฒนากิจการรถไฟไทยในอนาคต ซึ่งผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า กิจการรถไฟไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างหลายด้านที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน ความปลอดภัยในการเดินรถ ความสามารถในการแข่งขัน และการให้บริการประชาชน โดยสามารถสรุปเป็น “5 วิกฤตกิจการรถไฟไทย” ได้แก่ วิกฤตอัตรากำลังและความปลอดภัยในการเดินรถ วิกฤตการขาดแคลนรถจักร ล้อเลื่อน และทรัพย์สินด้านการเดินรถ วิกฤตหนี้สินและภารกิจบริการสาธารณะ (PSO) วิกฤตการบริหารจัดการและการลงทุนเพื่ออนาคต และวิกฤตการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบรางยุคใหม่
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่การรถไฟแห่งประเทศไทยกำลังเผชิญ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานที่กว่าร้อยละ 70 ยังเป็นทางเดี่ยว รถจักรและตู้โดยสารที่มีอายุการใช้งานยาวนาน รวมถึงการขาดแคลนบุคลากร โดยปัจจุบันการรถไฟฯ มีเครือข่ายทางรถไฟกว่า 4,100 กิโลเมตร แต่มีบุคลากรลดลงจากกว่า 20,000 คน เหลือประมาณ 8,000 คน ส่งผลให้พนักงานต้องรับภาระงานเพิ่มขึ้นและอาจกระทบต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมเตรียมนำเสนอการเพิ่มกรอบอัตรากำลังของการรถไฟแห่งประเทศไทย จำนวน 2,850 อัตรา เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในสายงานที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ควบคู่กับการทบทวนข้อจำกัดด้านการบริหารอัตรากำลังที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานขององค์กร นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลตระหนักดีว่าภาระหนี้สะสมของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่มีมูลค่ากว่า 300,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเกิดจากการดำเนินภารกิจบริการสาธารณะ (Public Service Obligation : PSO) ที่ต้องให้บริการประชาชนในอัตราค่าโดยสารต่ำกว่าต้นทุน โดยปัจจุบันมีต้นทุนการเดินรถเฉลี่ยกว่า 3 บาทต่อคนต่อกิโลเมตร ขณะที่อัตราค่าโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 24 สตางค์ต่อคนต่อกิโลเมตร สะท้อนบทบาทสำคัญของการรถไฟฯ ในการสนับสนุนการเดินทางและช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีเป้าหมายในการฟื้นฟูฐานะทางการเงินของการรถไฟฯ ให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยกำหนดแนวทางดำเนินงานสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพย์สินของการรถไฟฯ ผ่านการบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ การยกระดับการขนส่งสินค้าทางราง และการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบรางเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในระยะสั้น ภายใน 1 ปี รัฐบาลเตรียมผลักดันการทบทวนมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการรับพนักงานใหม่ เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนอัตรากำลังในสายงานสำคัญ อาทิ พนักงานขับรถ ช่างเครื่อง นายสถานี วิศวกร และบุคลากรด้านการบำรุงรักษา พร้อมจัดตั้งกองทุนพัฒนาทักษะและศักยภาพบุคลากร (Reskill/Upskill) เพื่อรองรับเทคโนโลยีระบบรางสมัยใหม่ รวมถึงผลักดันการเชื่อมโยงระบบตั๋วร่วมกับระบบขนส่งสาธารณะอื่น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทาง ขณะเดียวกัน ในระยะยาว 3–5 ปี รัฐบาลมีเป้าหมายยกระดับการรถไฟฯ สู่การเป็นองค์กรระบบรางแห่งอนาคต โดยมุ่งพัฒนาระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม พัฒนาศักยภาพบุคลากร เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร่วมพัฒนาธุรกิจระบบรางในรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และส่งเสริมการท่องเที่ยวทางรถไฟผ่านขบวนรถและเส้นทางที่มีศักยภาพ อาทิ KIHA 183 และ Royal Blossom รวมถึงการอนุรักษ์และบำรุงรักษาขบวนรถจักรไอน้ำ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ ยังกล่าวถึงเป้าหมายการพัฒนาโครงข่ายระบบรางของประเทศว่า ภายในระยะเวลาประมาณ 7 ปี ประเทศไทยควรมีโครงข่ายรถไฟทางคู่ครอบคลุมเส้นทางหลักทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชน ควบคู่กับการยกระดับการขนส่งสินค้าทางราง ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การรถไฟฯ ได้ศึกษาภาระทางการเงินจากการรับพนักงานใหม่ จำนวน 2,850 อัตราแล้ว พบว่าอยู่ในระดับที่องค์กรสามารถบริหารจัดการได้ และไม่ถือเป็นภาระทางการเงินที่สูงเกินไป เนื่องจากปัจจุบันพนักงานต้องพึ่งพาการปฏิบัติงานล่วงเวลา (OT) ในสัดส่วนสูง โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของเงินเดือน การเพิ่มบุคลากรจึงจะช่วยลดภาระงานของพนักงาน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกำลังคน และรองรับการขยายตัวของระบบรางในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดเวทีเสวนาในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคแรงงาน ภาควิชาการ และภาคประชาชน ในการร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนากิจการรถไฟไทย เพื่อยกระดับระบบรางของประเทศให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย สามารถแข่งขันได้ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป