โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กลลวง “Romance scam” TDRI เผย 4 ปี คนเหงาสูญเงินกว่า1.3 พันล้านดอลลาร์

Thai PBS

อัพเดต 13 ก.พ. เวลา 10.41 น. • เผยแพร่ 13 ก.พ. เวลา 07.45 น. • Thai PBS

น.ส.อัชราภรณ์ อริยสุนทร นักวิจัยด้านกฎหมายดิจิทัลและการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐาน ทีดีอาร์ไอ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ 14 ก.พ.2569 วันแห่งความรัก ที่คนแสดงความรักต่อกันในรูปแบบต่างๆ และในยุคดิจิทัลที่อินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวัน การพบเจอใครสักคนที่ถูกใจบนโลกออนไลน์ดูจะเกิดขึ้นได้ง่าย แต่ในทางตรงกันข้าม สิ่งนี้เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพใช้ประโยชน์จากคำว่า รัก เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรม

น.ส.อัชราภรณ์ อริยสุนทร นักวิจัยด้านกฎหมายดิจิทัลและการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐาน ทีดีอาร์ไอ

ข้อมูลที่เปิดเผยโดย Federal Trade Commission (FTC) พบว่า ในช่วงปี 2017 – 2020 ประชาชนสูญเงินกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการหลอกลวงด้วยความรัก หรือ Romance scam ซึ่งมากกว่าการฉ้อโกงประเภทอื่นๆ นอกจากนี้ ในปี 2023 ยังพบว่ามูลค่าความเสียหายของ Romance scam พุ่งสูงถึง 1.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเฉลี่ยความเสียหายอยู่ที่ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคน ซึ่งนับเป็นมูลค่าที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีรายงานมาสำหรับกลโกงแอบอ้างตัวตน

สำหรับตัวเลขสถิติคดีในประเทศไทย สะท้อนแนวโน้มที่น่ากังวลเช่นเดียวกัน โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยสถิติการแจ้งความคดีออนไลน์ระหว่างพ.ศ. 2565 – 2567 ของคดี Romance Scam ว่า มีจำนวนมากถึง 5,164 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1.6 พันล้านบาท และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ Romance Scam สามารถสร้างมูลค่าความเสียหายทางการเงินต่อผู้เสียหายหนึ่งคนในจำนวนที่สูงอย่างน่าเหลือเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับในกรณีของ Romance scam ที่ทำกันเป็นขบวนการระดับอาชญากรรมข้ามชาติ

Romance Scam คือการที่มิจฉาชีพใช้เทคนิคจิตวิทยาสร้างความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกกับเหยื่อให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเหยื่อมีความไว้ใจก็จะเริ่มสร้างสถานการณ์เพื่อหลอกให้เหยื่อโอนเงินหรือยกสิ่งมีค่าให้โดยมักจะสัญญาว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์ แต่เมื่อเหยื่อหลงเชื่อจนยอมโอนเงินหรือทรัพย์สินไปให้จนหมด มิจฉาชีพก็จะปิดกั้นการติดต่อกับเหยื่อทันที จนสุดท้ายเหยื่อก็จะไม่สามารถติดต่อหรือตามตัวมิจฉาชีพผู้นี้ได้อีก

เจตนาฉ้อโกงคือการ หลอกลวง ให้คน หลงเชื่อ เพื่อให้ได้ ทรัพย์สินจากผู้ที่ถูกหลอกซึ่งในปลายทางเหยื่อจะมีความคาดหวังที่แน่ชัดว่าตนจะได้รับสิ่งใดกลับมา ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงเพื่อซื้อขายสินค้าที่เหยื่อย่อมคาดหวังว่าท้ายที่สุดแล้วตนจะได้รับสินค้า หรือการหลอกลวงให้ลงทุนที่เหยื่อคาดหวังจะได้ผลประโยชน์จากการลงทุน

การที่เหยื่อที่ถูกหลอกด้วยความรัก ส่วนมากมักจะให้ไปเพราะความผูกพันโดยไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์ที่แน่ชัดกลับมา การจะพิสูจน์ ‘ความคาดหวัง’ ของเหยื่อจึงทำได้ยากยิ่ง ความไม่ชัดเจนนี้ ส่งผลให้ลักษณะของการ หลอกให้รักแล้วโอนเงิน กับ ‘ให้โดยเสน่หา’ นั้นมีความคล้ายคลึงกันมากเสียจนยากที่จะนิยามความแตกต่างอย่างประจักษ์

ยิ่งไปกว่านั้นผลทางกฎหมายกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะการให้โดยเสน่หา ไม่มีความผิดตามกฎหมาย หากรูปคดีไม่ชัดเจนมากพอว่าเป็นการฉ้อโกง เช่น มีการทำกันเป็นขบวนการ ก็จะยิ่งพิสูจน์ได้ยากขึ้น จึงเป็นปัญหาในเชิงปฏิบัติสำหรับผู้บังคับใช้กฎหมายที่จะต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวังเพื่อให้ความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ในปัจจุบันความซับซ้อนของ Romance scam กลับเป็นจุดเริ่มต้นของจากการฉ้อโกงรูปแบบใหม่ คือ รักหลอกลงทุน (Hybrid Scam) ซึ่งผสมผสานการหลอกให้รักแล้วค่อยหว่านล้อมให้ลงทุนที่สามารถสร้างมูลค่าความเสียหายได้เป็นจำนวนมากกว่าการหลอกให้โอนเงินทั่วไป ผู้เสียหายบางคนถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว และที่ร้ายแรงกว่านั้นอาจถึงขั้นตัดสินใจจบชีวิตลง

สำหรับสถานการณ์ Romance Scam ในประเทศไทย มีจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) ให้เป็นกลไกหลักในการรับแจ้งคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ และทำการรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบวิเคราะห์ความเชื่อมโยงและลักษณะคดี เพื่อส่งเรื่องไปยังสถานีตำรวจหรือหน่วยงานที่มีอำนาจให้ทำการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รวมถึงการบังคับใช้พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ซึ่งมีกลไกการระงับธุรกรรมต้องสงสัยไว้เป็นการชั่วคราวได้ทันที หากได้รับแจ้งจากผู้เสียหายว่าได้มีการทำธุรกรรมกับบัญชีที่เข้าข่ายเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

Romance scam เป็นจุดเริ่มต้นของการฉ้อโกงที่สามารถนำไปสู่อาชญากรรมข้ามชาติ ดังนั้นรัฐจึงควรมีการพัฒนากลไกและมาตรการต่างๆ เพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นผลักดันระบบฐานข้อมูลบัญชีต้องสงสัยที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลความเสี่ยงระหว่างธนาคาร หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น รัฐจึงควรร่วมกับธนาคารในการกำหนดให้ธุรกรรมที่เข้าลักษณะดังกล่าวต้องมีระบบเตือนและยืนยันซ้ำ (enhanced confirmation) เพื่อเพิ่มโอกาสที่ผู้โอนจะทบทวนก่อนทำธุรกรรม รวมถึง รัฐควรใช้มาตรการเชิงป้องกันอย่างตรงจุดสำหรับการสื่อสารสาธารณะ ซึ่งควรหลีกเลี่ยงถ้อยคำที่ทำให้เหยื่อรู้สึกผิด และควรรมุ่งให้ข้อมูลเชิงรูปธรรม เช่น ตัวอย่างวิธีการหลอกลวงแบบ Hybrid Scam หรือหรือ รักหลอกลงทุน ซึ่งกำลังเพิ่มขึ้น มากกว่าการรณรงค์ทั่วไปที่ไม่ได้อธิบายกลไกการฉ้อโกงอย่างชัดเจน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

"ทรัมป์" เตือนอิหร่านเหลือเวลา 48 ชม. เปิดช่องแคบฮอร์มุซ

6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

อัปเดตราคาน้ำมัน 5 เม.ย.หลังปรับขึ้นดีเซลลิตรละ 2.80 บาท พรีเมียม 6.50 บาท

8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เสียงสะท้อนผู้เชี่ยวชาญ-สื่อไทย พบข่าวปลอมโลกปี 68 ที่ผ่านมา “ยังน่ากลัว-ยากจะหยุดยั้ง”

9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“เหนือจมฝุ่น” ระดับสีแดง ประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยไม่ครอบคลุมแก้ปัญาหาได้เพียงบางส่วน

9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ธุรกิจ-เศรษฐกิจ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...