“เหนือจมฝุ่น” ระดับสีแดง ประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยไม่ครอบคลุมแก้ปัญาหาได้เพียงบางส่วน
นักเศรษฐศาสตร์ ชี้ ห่วงรัฐพยายามแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่นควันแต่ยังเป็นมาตรการเฉพาะหน้า เสนอหยิบร่าง กม.อากาศสะอาด พิจารณาต่อ แก้มลพิษระยะยาว
วันนี้ (4 เม.ย.2569) ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ รายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ ภาพรวมปริมาณ PM2.5 ในประเทศพบเกินค่ามาตรฐานใน จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ จ.น่าน จ.แม่ฮ่องสอน จ.พะเยา จ.ลำพูน จ.ลำปาง จ.แพร่ จ.อุตรดิตถ์ จ.สุโขทัย จ.ตาก จ.กำแพงเพชร จ.พิจิตร จ.เพชรบูรณ์ จ.นครสวรรค์ จ.อุทัยธานี จ.ชัยนาท จ.สมุทรสงคราม จ.บึงกาฬ จ.หนองคาย จ.เลย จ.อุดรธานี จ.นครพนม จ.หนองบัวลำภู จ.สกลนคร จ.มุกดาหาร จ.ขอนแก่น จ.กาฬสินธุ์ จ.มหาสารคาม จ.ร้อยเอ็ด จ.อำนาจเจริญ จ.ชัยภูมิ จ.ยโสธร จ.อุบลราชธานี และ จ. ศรีสะเกษ
- ภาคเหนือ เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 43.8 – 318.6 มคก./ลบ.ม.
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 28.7 – 119.8 มคก./ลบ.ม.
- ภาคกลางและตะวันตก เกินค่ามาตรฐาน 2 พื้นที่ ตรวจวัดได้ 15.6 – 39.6 มคก./ลบ.ม.
- ภาคตะวันออก ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ตรวจวัดได้ 21.5 – 34.2 มคก./ลบ.ม.
- ภาคใต้ ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ตรวจวัดได้ 18.1 – 25.9 มคก./ลบ.ม.
- กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยสถานีตรวจวัดของ คพ. ร่วมกับ กทม. ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ตรวจวัดได้ 17.6 – 33.9 มคก./ลบ.ม.
ขณะที่ ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวัง ควบคุมไฟป่า และหมอกควัน ภาคเหนือ โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รายงานข้อมูลจุดความร้อน (hotspot) จากดาวเทียม Suomi NPP (ระบบ VIIRS) 17 จังหวัดภาคเหนือ เมื่อเวลา 02.08 น. พบว่าพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และป่าสงวนแห่งชาติ ยังคงพบจุดความร้อนมากที่สุด แบ่งเป็น
- ป่าอนุรักษ์ 2,121 จุด
- ป่าสงวนแห่งชาติ 1,036 จุด
- นอกพื้นที่ป่า 128 จุด
รวม จำนวน 3,285 จุด
ข้อมูลจากงานวิจัยของศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วิเคราะห์ปัจจัยสำคัญเกิดขึ้นของไฟป่าจากหลายปัจจัย เช่น การเผาไหม้ชีวมวล (Biomass Burning), ฝุ่นควันข้ามแดน (Transboundary Haze), สภาพภูมิประเทศแบบ ‘แอ่งกระทะ’ (Topography) ของ เชียงใหม่ และหลายจังหวัดในภาคเหนือ, สภาพอากาศปิด (Temperature Inversion), รวมถึง แหล่งกำเนิดมลพิษในตัวเมือง (Urban Sources)
ประกาศเขตพื้นที่สาธารณภัย – มาตรการรัฐ รับมือไฟป่า ฝุ่นควันเชียงใหม่
เวลานี้รัฐพยายามใช้มาตรการเฉพาะหน้าช่วยลดผลกระทบต่อประชาชน และ เชียงใหม่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย ไฟป่าในบางตำบลของ 6 อำเภอ คือ ฮอด สะเมิง เชียงดาว ดอยสะเก็ด แม่แตง แม่วาง
Thai PBS รายงานว่า ใน วันที่ 31 มี.ค.2569 รัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยถึงสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค.เป็นต้นมา และมีจุดความร้อนพุ่งสูงติดอันดับโลก
จังหวัดเชียงใหม่ จึงสั่งการให้ปรับแผนการทำงานใหม่ เน้นการลาดตระเวนให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่เกิดเหตุจริง กำชับให้นายอำเภอประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเร่งสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยง โดยกำหนดเป้าหมายสูงสุดคือเฝ้าระวังไม่ให้ลักลอบเข้าไปในเขตป่า เพื่อสกัดกั้นการเกิดเพลิงไหม้ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าการระดมกำลังเข้าไปดับไฟในพื้นที่ป่าที่เข้าถึงยาก
ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่ ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เนื่องมาจากสถานการณ์อัคคีภัยไฟป่า ไปแล้วในพื้นที่ 6 อำเภอ 38 ตำบล 324 หมู่บ้าน และ 27 ชุมชน ประกอบด้วย อ.ฮอด อ.สะเมิง อ.เชียงดาว อ.ดอยสะเก็ด อ.แม่แตง และ อ.แม่วาง
แต่การประกาศครั้งนี้ไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งอำเภอ แต่เป็นการระบุเจาะจงเฉพาะรายตำบล และรายหมู่บ้าน ที่เกิดสถานการณ์ไฟป่าขึ้นจริง เพื่อให้ได้รับการจัดการงบประมาณ และทรัพยากรอย่างตรงจุด
หัวใจสำคัญของการประกาศเขตพื้นที่ประสบภัย คือการปลดล็อกอำนาจหน้าที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง สามารถนำงบประมาณและทรัพยากรที่มีอยู่ มาใช้ในการระงับยับยั้งเหตุ และช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ทันทีตามระเบียบราชการ
ประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยไม่ครอบคลุม สะท้อนความกลัว แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
รองศาสตราจารย์ วิษณุ อรรถวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ประเมินว่า การมี ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย ส่งผลดีกว่าไม่ประกาศ เพราะพื้นที่จะมีงบส่งเสริมจากภายนอก แต่สถานการณ์การเผาที่รุนแรงเพิ่มสูงขึ้น ต้องใช้คำว่าเป็น การแก้ปัญหาที่ช่วยได้จริงแต่เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น
เช่นเดียวกับคำสั่งห้ามเผา ของรัฐบาล ที่ไม่มีทางเลือกให้กับคนหาของป่า เป็นการใช้มาตรการเฉพาะหน้าฝังรากลึก เหมือนปีที่ผ่านมารัฐบาลสั่งห้ามเผาแต่ไม่มีตัวเลือกให้เกษตรกร
ขณะที่การ ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย ในเวลานี้ก็ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่เป็นการตัดสินใจแก้ปัญหาเพียงบางส่วน เพราะรัฐยังกังวลกับภาคธุรกิจ การ ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย ต้องแลกกับการที่ภาคธุรกิจ โรงแรม ต้องคืนเงินให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งมีผลกระทบในทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน เป็นเหตุผลที่รัฐไม่กล้าประกาศครอบคลุมทุกพื้นที่ เพราะกังวลต่อภาคเศรษฐกิจด้วย
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า มาตรการรัฐปัจจุบันดีขึ้น แต่ยังไม่ดีที่สุดเพราะจุดความร้อนยังเพิ่ม การที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างยั่งยืน จำเป็นที่รัฐบาลจะต้อง
ภาครัฐต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ผ่าน ร่าง พ.ร.บ.สะอาด โดยมีความคาดหวังว่า ต้องแก้ปัญหาผ่านการจัดงบประมาณแผ่นดินที่มีคุณภาพ ไม่ใช่การใช้ งบฯ รายปี แก้ปัญหาฝุ่นรายสัปดาห์ และต้องเร่งมี งบฯ มาใช้แก้ปัญหา ช่วยเหลือแบบต่อเนื่อง
รัฐต้องมีเครื่องมือ และมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ถ้าเกรงใจผู้ก่อมลพิษ มลพิษทางอากาศ จะไม่หายไป หัวใจของ กม.อากาศสะอาด เน้นช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยให้มีทางเลือกในการปรับตัว แต่ ผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ เป็นเรื่องหลักที่รัฐต้องจัดการ”
ท้ายที่สุด อ.วิษณุ คาดหวังว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญ ผลักดันร่าง พ.ร.บ.อากาศที่ค้างในวุฒิสภาฯ ให้เร็วที่สุด เพราะหากไม่ทำใน 60 วัน ก็อาจจะต้องเริ่มนับ 1 กันใหม่สำหรับ ร่าง กม.อากาศสะอาด ซึ่งอาจารย์มองว่าที่ผ่านมา คณะทำงานร่างกฎหมายอากาศสะอาด จากหลายภาคส่วนศึกษาเรื่องนี้มานาน 1 ปี 7 เดือน และรัฐบาลไม่ควรจะทำให้เรื่องนี้หายไป ด้วยการหยิบมาทำต่อให้สำเร็จ เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพ และอากาศที่สะอาดของคนไทย