โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยสะเทือนวิกฤตตะวันออกกลาง โบรก-สถาบัน หั่นเป้า GDP ไทยปี 2569 โตต่ำสุดแตะ 1%

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาพลังงานและต้นทุนการค้า หลายหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของไทยเริ่มประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้

โดย สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน, คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.), SCB EIC และ InnovestX ต่างออกมาประเมินทิศทาง GDP ไทย ภายใต้ฉากทัศน์ที่ความขัดแย้งในภูมิภาคยังยืดเยื้อ โดยส่วนใหญ่สะท้อนมุมมองตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ชะลอลงกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า

สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน ระบุว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 69 อยู่ที่ 1.72% ปรับขึ้นจากเดิมที่ 1.67% ในการสำรวจครั้งก่อน (ม.ค. 69) โดยมีปัจจัยบวกหลักมาจาก “เสถียรภาพการเมืองในประเทศ” มองเป็นบวก รองลงมาคือกระแสเงิน ทุนต่างชาติ (Fund Flow)

ส่วนปัจจัยลบมีมากกว่า โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง มองเป็นแรงกดดันสำคัญ ตามด้วยราคาน้ำมันโลก การลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของประเทศเศรษฐกิจหลัก และความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกทั้งสหรัฐ ยุโรป และเอเชีย ทั้งนี้ ปัจจัยที่ต้องจับตาในไตรมาส 2/69 ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางเงินทุนและความเชื่อมั่นตลาด

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 69 จะ เติบโตได้เพียง 1.3%-1.6% ต่ำกว่าค่ากลางของการประเมินเดิมที่ 2.0% และต่ำกว่าประมาณการเดิมของ กกร. ที่ 1.6%-2.0%

จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก โดยราคาน้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติ ในตลาดล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะยังอยู่ในระดับสูงในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า เเละยังกระทบการขนส่งสินค้ารวมถึงสินค้าพลังงานทางเรือ และการเดินทางทางอากาศ ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งจากราคาพลังงานในประเทศซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจและครัวเรือนที่จะสูงขึ้น รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวในระยะที่เที่ยวบินที่ผ่านตะวันออกกลางถูกยกเลิก

SCB EIC ได้ปรับลดการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 69 เหลืออยู่ที่ 1.4% จากเดิม 1.8% จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไทยเฉลี่ยทั้งปีจะเร่งตัวขึ้นมากเกินกรอบเป้าหมายของ ธปท. อยู่ที่ 3.2% ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศจะชะลอลง โดยเฉพาะการบริโภคที่มีแนวโน้มจะถูกกระทบจากกำลังซื้อครัวเรือนและความเชื่อมั่นที่ลดลงตามราคาพลังงานและอาหารที่ปรับสูงขึ้น และจากรายได้แรงงานที่แท้จริงที่หดตัว

สำหรับภาคธุรกิจจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและอัตรากำไรที่ลดลง ธุรกิจจะชะลอการลงทุนจากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น เสถียรภาพเศรษฐกิจจะมีความเปราะบางมากขึ้นจากแนวโน้มโอกาสการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การขาดดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย และการขาดดุลการคลังที่สูงขึ้น (triple deficits)

และ ทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) ระบุว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 69 ประเมิน GDP ในกรอบ 1.0–1.7% ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสงคราม โดยในสถานการณ์กลางที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุดในขณะนี้ GDP จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.4% กนง. ต้องคงดอกเบี้ยที่ 1.00% และบาทอ่อนค่าสู่ 34 บาท

ซึ่งก่อนหน้านี้ InnovestX ได้ประเมินว่า GDP ไทย จะเติบโตเหลือ 1.4% ในกรณีที่สงครามยืดเยื้อเกิน 3 เดือนแต่ไม่ลุกลาม และหากเป็นกรณีที่สงครามบานปลายระดับภูมิภาค ก็จะส่งผลให้ตัวเลข GDP จะลดลงเหลือเพียง 1.0%

ขณะที่ไทยยังเผชิญความเปราะบางด้านพลังงานสูง โดยนำเข้าพลังงานสุทธิมากกว่า 7% ของ GDP และพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 57% ทุกๆ 10% ที่ราคาน้ำมันปรับขึ้น จะกด GDP ลง -0 04% และดันเงินเฟ้อขึ้น 0.35% (p.p.) ฉะนั้นหากดีเซลขยับจาก 30 บาทสู่ 40 บาท จะส่งผลกระทบต่อ GDP ถึง -0.13% และเงินเฟ้อสูงขึ้น 1.16% (p.p.) รวมถึงยังมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นเกินสองเท่า วัตถุดิบปิโตรเคมีขาดแคลน และต้นทุน LNG ที่พุ่งสูงกว่า 100%

InnovestX ประเมินว่า GDP ไทยปี 2569 อยู่ในกรอบ 1.0–1.7% โดยความเป็นไปได้สูงที่สุดในขณะนี้ GDP จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.4% กนง. ต้องคงดอกเบี้ยที่ 1.00% และบาทอ่อนค่าสู่ 34 บาท เเละขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสงคราม หากความขัดแย้งยืดเยื้อเกิน 3 เดือน GDP อาจลดลงเหลือ 1.4% และหากบานปลายระดับภูมิภาคอาจลดเหลือ 1.0% จากความเสี่ยงราคาพลังงานสูงและต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...