กป.อพช. ย้ำ วิกฤต ศก.-พลังงาน-สิ่งแวดล้อม ซ้ำเติมชีวิตคนไทย จี้แก้โครงสร้างรัฐที่ไม่ยึดประชาชน
ร่อนแถลงการณ์ ก่อน นายกฯ แถลงนโยบาย อ้าง ตั้งรัฐบาลมาจากการต่อรองการเมือง-ทุน เมินเจตจำนงประชาชน จี้ จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ระบุ รัฐไร้นโยบายเชิงโครงสร้างจัดการวิกฤตพลังงาน ชี้ ปมฝุ่น-หนี้เกษตรกร-ความไม่มั่นคงชีวิตแรงงาน สะท้อนความล้มเหลวคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน พร้อมเสนอแก้กฎหมายที่จำกัดเสรีภาพประชาชน
วันนี้ (8 เม.ย. 69) คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ออกแถลงการณ์ก่อนการแถลงนโยบายของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล สมัยที่ 2 โดยระบุว่า รัฐบาลชุดนี้ขาดความชอบธรรมที่แท้จริง แม้จะมาจากการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งเกิดขึ้นภายใต้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งถูกออกแบบโดยคณะรัฐประหาร และจำกัดอำนาจของประชาชนตั้งแต่ต้นทาง
เนื้อหาในแถลงการณ์ ยังระบุอีกว่า โครงสร้างทางการเมืองปัจจุบันเปิดทางให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นผลจากการต่อรองของพรรคการเมืองและกลุ่มทุน มากกว่าจะสะท้อนเจตจำนงของประชาชน ส่งผลให้อำนาจอธิปไตยถูกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือของชนชั้นนำ
ด้านสิทธิเสรีภาพ ปัจจุบันยังมีผู้ถูกคุมขังจากการแสดงออกทางการเมืองอย่างน้อย 61 คน ในจำนวนนี้ 34 คน ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 และอีก 5 คนตามมาตรา 110 โดยมีผู้ไม่ได้รับการประกันตัว 27 คน และมีเยาวชน 1 คนอยู่ในสถานพินิจ
พร้อมชี้ว่า การคุมขังดังกล่าวขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง(ICCPR) มาตรา 19 และ 21 ที่คุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก พร้อมระบุว่า คณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการกักขังโดยอำเภอใจ เคยมีความเห็นหลายครั้งว่าการคุมขังลักษณะนี้ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
กป.อพช. เรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมืองโดยไม่มีเงื่อนไข และทบทวนกฎหมายที่จำกัดเสรีภาพ รวมถึงมาตรา 112 เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน
ด้านเศรษฐกิจ แถลงการณ์ ยังชี้ไปที่ประเด็นนโยบายของรัฐที่เน้น “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” และ “ความเชื่อมั่น” ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่ประชาชนกำลังเผชิญ ทั้งราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มจนเกษตรกรเป็นหนี้ และความไม่มั่นคงของแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ
นอกจากนี้ ยังชี้ถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือ และวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กระทบแรงงานกลางแจ้ง
“ประชาชนจำนวนมหาศาลกำลังเผชิญกับวิกฤตที่เป็นรูปธรรมอยู่ทุกวัน ตั้งแต่ราคาน้ำมันที่ผลักภาระต้นทุนไปสู่ครัวเรือนและแรงงาน ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจนเกษตรกรติดอยู่ในวงจรหนี้สิน ความไม่มั่นคงของแรงงานทั้งในและนอกระบบ ไปจนถึงสิทธิพื้นฐานที่สุดอย่างอากาศสะอาดสำหรับหายใจที่ถูกทำลายลงทุกวันในภาคเหนือ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของรัฐในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน”
ประเด็นพลังงาน ในแถลงการณ์ ระบุด้วยว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายเชิงโครงสร้างในการแก้ปัญหา ทั้งไม่ควบคุมราคาน้ำมัน และไม่จัดการกำไรของธุรกิจพลังงาน พร้อมตั้งคำถามกรณีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตรในช่วงวิกฤต ว่าใครได้ประโยชน์ และเหตุใดรัฐไม่สามารถตรวจสอบได้
แถลงการณ์ยังวิจารณ์นโยบาย“ตลาดคาร์บอนเครดิต” ของรัฐ ว่าเป็นเพียงกลไกที่เปิดทางให้ภาคธุรกิจสามารถซื้อสิทธิปล่อยมลพิษต่อไปได้ โดยไม่ได้แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง และอาจทำให้ทรัพยากรของชุมชนกลายเป็นสินค้าในตลาด
“ทางออกของวิกฤตสภาพภูมิอากาศจะไม่มีวันสำเร็จผ่านทุนนิยมสีเขียว หรือการขยายตลาดคาร์บอนโลก แต่ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจและการพัฒนา เพราะสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำคือการสร้างตลาดใหม่ให้ทุน แทนที่จะสร้างระบบปกป้องสุขภาพของประชาชน เลือกออกแบบกลไกทางการเงินสีเขียวแทนที่จะเอาผิดผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ เลือกขายอากาศแทนที่จะทำให้อากาศสะอาด ซึ่งทั้งหมดนี้คือทุนนิยมสีเขียวที่แต่งตัวด้วยนโยบาย Net Zero แต่ยืนอยู่บนซากปอดของคนทั้งประเทศ”
ด้านนโยบายระหว่างประเทศ กป.อพช. ตั้งข้อสังเกตต่อการผลักดันให้ไทยเข้าร่วม องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ว่าอาจกระทบอธิปไตยทางเศรษฐกิจ และเปิดทางให้ทุนข้ามชาติมีอิทธิพลมากขึ้น
ขณะเดียวกัน กป.อพช.เรียกร้องให้รัฐเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากประชาชน และผลักดันกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ปาตานี โดยยกเลิกกฎหมายพิเศษ กระจายอำนาจ และรับรองอัตลักษณ์ของประชาชนในพื้นที่ ทั้งยังเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงความล้มเหลวของนโยบาย แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐ ที่ทำให้ต้นทุนของวิกฤตตกอยู่กับประชาชน ขณะที่ผลประโยชน์ยังคงไหลไปสู่กลุ่มทุน
“ไม่มีประชาธิปไตยที่แท้จริง ในประเทศที่ยังมีคนถูกคุมขังเพราะใฝ่ฝันถึงเสรีภาพ และอำนาจอธิปไตยเป็นสิทธิที่ประชาชนต้องยึดคืน ไม่ใช่สิ่งที่รัฐมอบให้”