คู่รักไรเดอร์ติ๊กต็อกเปิดเบื้องหลังคลิปไวรัล ที่แท้ถูก บ.จีนจ้างทำคอนเทนต์
วันนี้ (26 พ.ค.2569) กระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์กำลังร้อนแรง หลังช่อง TikTok บัญชีชื่อ "ครอบครัวบิ๊กบอส" ซึ่งเคยมีผู้ติดตามจำนวนมากจากคอนเทนต์แนวชีวิตคู่ของไรเดอร์สู้ชีวิต ต้องเผชิญข้อถกเถียงครั้งใหญ่ เมื่อมีคลิปเปิดเผยเบื้องหลังว่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผู้ชมเคยเชื่อว่าเป็นชีวิตจริงนั้น แท้จริงแล้วเป็น "การแสดงตามบท" ที่ถูกกำกับโดยเอเจนซีผู้ดูแลช่อง
ในคลิปที่กลายเป็นไวรัล ทั้ง 2 คนในช่องยอมรับว่าเนื้อหาทั้งหมดถูกเขียนสคริปต์ไว้ล่วงหน้า โดยบริษัทจะเป็นผู้กำหนดบทและแนวทางการถ่ายทำ พร้อมจ่ายค่าจ้างให้คลิปละประมาณ 1,000 บาท แลกกับการผลิตคอนเทนต์ตามที่บริษัทต้องการ แม้แต่ฉากที่เคยถูกแชร์และสร้างกระแสดรามาอย่างกรณี "อยากกินเฟรนช์ฟรายส์" ทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากเข้าไปต่อว่าฝ่ายหญิง ก็เป็นเพียงฉากหนึ่งที่บริษัทให้งบประมาณ 300 บาทเพื่อซื้อของมาถ่ายทำเท่านั้น
นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยรายละเอียดของสัญญาว่าจ้าง ซึ่งระบุข้อจำกัดหลายด้าน เช่น ห้ามเจ้าของช่องรับงานรีวิวเอง ห้ามรับงานนอก และหากมีสปอนเซอร์เข้ามา บริษัทจะหักค่าหัวคิวสูงถึงร้อยละ 80 เหลือให้เจ้าของช่องเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น
ทั้งคู่ระบุว่า เคยขอเบิกเงินเพื่อรักษาลูกที่ป่วย แต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากบริษัท จึงพยายามจะออกไปประกอบอาชีพอื่น เช่น ขายไก่ทอด แต่ถูกอ้างว่าเป็นการผิดสัญญา ก่อนสุดท้ายจะมีปัญหาขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ จนนำไปสู่การยุติสัญญาและปิดช่องเดิม
ด้าน นายระวี ตะวันธรงค์ กรรมการจริยธรรมสื่อ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ มองว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาทางเศรษฐกิจและจริยธรรมในยุคดิจิทัล เพราะหลายคนยอมรับงานที่อาจขัดต่อจริยธรรมเพื่อแลกกับรายได้ โดยไม่ทันคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและผู้บริโภคสื่อ
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า โมเดลธุรกิจลักษณะนี้คล้ายกับ "ละครคุณธรรม" ที่เคยได้รับความนิยมในประเทศจีน ซึ่งต่อมามีรายงานว่ารัฐบาลจีนสั่งควบคุมหรือห้ามผลิต เนื่องจากเนื้อหามีลักษณะหลอกลวง ปรุงแต่งเกินจริง และอาจสร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน
ข้อมูลที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในโลกออนไลน์ คือข้อสงสัยว่าบริษัทลักษณะนี้อาจเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานผลิตคอนเทนต์แทน โดยจะมองหาคนที่มีต้นทุนชีวิตน่าสนใจ เช่น ไรเดอร์ คนหาเช้ากินค่ำ หรือครอบครัวที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ มาเซ็นสัญญาและป้อนบทละครที่เน้นความขัดแย้งรุนแรง เพื่อดึงอารมณ์คนดูให้เกิดการมีส่วนร่วมสูงสุด
ขณะเดียวกันยังมีข้อกล่าวอ้างว่า มีการใช้บัญชีปลอมหรือเครือข่ายบัญชีจำนวนมาก ช่วยกระจายคลิปให้กลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็ว ซึ่งสะท้อนช่องโหว่ของแพลตฟอร์มที่ยังไม่สามารถตรวจจับเนื้อหาปรุงแต่งหรือการปั่นกระแสได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม คือข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก "อรรถรส" ที่นำข้อมูลจากร้านค้าออนไลน์แห่งหนึ่งมาตรวจสอบ ก่อนพบว่าเลขทะเบียนนิติบุคคลที่ใช้ในธุรกิจขายน้ำยาทำความสะอาด สอดคล้องกับชื่อบริษัทเอเจนซีที่ว่าจ้างครอบครัวไรเดอร์ผลิตคอนเทนต์ จนเกิดข้อสงสัยว่าอาจเป็นกลุ่มธุรกิจเดียวกันที่ใช้คอนเทนต์ดรามาเป็นเครื่องมือสร้างยอดขายสินค้า
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังระบุว่า บริษัทดังกล่าวเป็นการร่วมทุนระหว่างผู้ถือหุ้นไทยร้อยละ 51 และจีนร้อยละ 49 ทำให้เกิดคำถามเรื่องความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงเจตนาที่แท้จริงของการผลิตคอนเทนต์ลักษณะนี้
กรรมการจริยธรรมสื่อย้ำว่า ธุรกิจคอนเทนต์จัดฉากจะไม่สามารถเติบโตได้ หากไม่มีผู้ชมและผู้สนับสนุนทางโฆษณา ดังนั้นประชาชนควรเสพสื่ออย่างมีสติ ไม่เชื่อหรืออินกับสิ่งที่เห็นบนโลกออนไลน์มากจนเกินไป เพราะหลายสิ่งอาจเป็นเพียงเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างรายได้และกระตุ้นยอดขายเท่านั้น
อ่านข่าวอื่น :
อัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐ มิ.ย.2569 เพิ่มวงเงินซื้อสินค้าเป็น 1,000 บาท
ยุโรปเผชิญคลื่นความร้อน "อังกฤษ" อุณหภูมิสูงทุบสถิติเดือน พ.ค.
สภาพอากาศวันนี้ มรสุมปกคลุมฝนกระจายหลายพื้นที่ กทม.ตกช่วงบ่ายถึงค่ำ