สหรัฐฯ โจมตีฐานขีปนาวุธอิหร่านรอบฮอร์มุซ อ้างป้องกันตัวเอง
วันนี้ (26 พ.ค.2569) สำนักข่าว CNN รายงาน กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ เซนต์คอม (US Central Command - CENTCOM) ออกแถลงการณ์ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า กองทัพสหรัฐฯ ได้เสร็จสิ้นปฏิบัติการทางทหารในลักษณะ "การโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง" โดยพุ่งเป้าทำลายล้างฐานยิงขีปนาวุธและเรือรบขนาดเล็กของประเทศอิหร่าน ในบริเวณพื้นที่ยุทธศาสตร์รอบช่องแคบฮอร์มุซและภาคใต้ของอิหร่าน
ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวการณ์อันเปราะบาง เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศกำลังอยู่ในช่วงการประกาศข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวและอยู่ในระหว่างกระบวนการเจรจาทางการทูตเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินอยู่
พ.ท.ทิโมธี ฮอว์กินส์ โฆษกประจำกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ เปิดเผยต่อ CNN ว่า การโจมตีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อปกป้องชีวิตของกำลังพลอเมริกันให้รอดพ้นจากภัยคุกคามอันร้ายแรง ซึ่งการข่าวระบุว่า ฝ่ายอิหร่านกำลังพยายามนำเรือออกไปติดตั้งทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือสากล อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ยืนยันว่ายังคงยึดมั่นในมาตรการอดกลั้นอย่างสูงสุดภายใต้กรอบข้อตกลงหยุดยิงที่มีร่วมกัน
ในเวลาต่อมาไม่นาน ทางฝั่งรัฐบาลกรุงเตหะราน ได้รับรายงานเหตุระเบิดรุนแรงอย่างน้อย 3 ครั้ง ในเมืองท่าบันดาร์อับบาส ซึ่งเป็นเมืองยุทธศาสตร์ทางตอนใต้ และเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือกับฐานทัพอากาศที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอิหร่าน โดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน หรือ ไออาร์จีซี (IRGC) แถลงว่า มีเสียงระเบิดดังสนั่นติดต่อกันหลายระลอกใกล้กับบริเวณสนามบินพาณิชย์บันดาร์อับบาส
ส่งผลให้กองทัพต้องประกาศเปิดใช้งานระบบป้องกันภัยทางอากาศในพื้นที่ทันทีเพื่อเตรียมพร้อมสกัดกั้นและทำลายวัตถุเป้าหมายของฝ่ายศัตรูที่อาจล่วงล้ำเข้ามาในน่านฟ้า ขณะที่สำนักข่าวแห่งรัฐอิหร่าน และสำนักข่าวฟาร์ส ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการ ได้รายงานข้อมูลสอดคล้องกันจากคำบอกเล่าของประจักษ์พยานในพื้นที่ว่า ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นรอบ ๆ เมืองในช่วงเวลาเที่ยงคืน รวมถึงมีการรับรู้ถึงแรงระเบิดในพื้นที่ใกล้เคียงกับอ่าวเปอร์เซีย อาทิ เมืองสิริก และเมืองจาสก์
ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์โจมตีระลอกนี้ กองทัพอิหร่านเพิ่งประกาศความสำเร็จในการยิงทำลายอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนของฝ่ายศัตรูที่บินเข้ามาเหนือน่านน้ำอ่าวเปอร์เซียไปได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง
สถานการณ์ความขัดแย้งในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเคยทวีความรุนแรงมาแล้วก่อนหน้านี้ โดยแม้ว่าจะมีข้อตกลงหยุดยิงบังคับใช้อยู่ แต่กองกำลังของทั้ง 2 ประเทศก็เคยเกิดการยิงปะทะกันอย่างดุเดือดมาแล้วในช่วงต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งในครั้งนั้นกองทัพสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจเปิดฉากถล่มสิ่งปลูกสร้างทางทหารของอิหร่าน หลังจากที่เรือรบของสหรัฐฯ ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ โดรน และเรือเร็วโดยไม่มีการยั่วยุก่อน
ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการตอบโต้ทางทหารอย่างเด็ดขาดของกองทัพสหรัฐฯ เป็นไปตามคำสั่งและอำนาจการตัดสินใจที่ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ เคยอนุมัติไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อให้กองกำลังอเมริกันสามารถดำเนินการตอบสนองต่อพฤติกรรมยั่วยุใด ๆ ก็ตามของอิหร่านรอบเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลกแห่งนี้ได้อย่างทันท่วงที
ปฏิบัติการในครั้งนี้จึงยิ่งสร้างความกังวลให้แก่ประชาคมโลกต่ออนาคตของการเจรจาสันติภาพที่อาจจะต้องหยุดชะงักลงจากความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น
อ่านข่าว :
จนท.บังคับใช้กฎหมายที่ "กาบัง" ยะลา เจรจาผู้ก่อเหตุรุนแรงมอบตัว
"อนุทิน" หารือ "มาครง" ยกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ร่วมมือเศรษฐกิจ-มั่นคง
คู่รักไรเดอร์ติ๊กต็อกเปิดเบื้องหลังคลิปไวรัล ที่แท้ถูก บ.จีนจ้างทำคอนเทนต์