โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุยกัน7วันหน : ควีนเอลิซาเบธที่ 2 ราชินีผู้ก้าวไปพร้อมกับโลกที่เปลี่ยนแปลง

แนวหน้า

เผยแพร่ 10 ก.ย 2565 เวลา 17.00 น.

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อปี1952 ทรงเป็นองค์พระประมุขที่ทรงครองราชสมบัติยาวนานที่สุดแห่งราชวงศ์อังกฤษ ด้วยระยะเวลาถึง 70 ปี และทรงเป็นสักขีพยานในการเปลี่ยนผ่านทางสังคมในอังกฤษและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมายรัชสมัยของพระองค์ครอบคลุมตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 15 คน เริ่มจากวินสตัน เชอร์ชิล และปิดท้ายที่ลิซ ทรัสส์ ที่พระองค์เพิ่งทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษอย่างเป็นทางการไปเมื่อต้นสัปดาห์นี้

The Straits Times รายงานว่า ความสำเร็จสูงสุดของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ก็คือการรักษาความนิยมของสถาบันกษัตริย์ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาและนำสถาบันกษัตริย์ไปสู่โลกสมัยใหม่เปิดกว้างและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสังคมและวัฒนธรรม

รัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เริ่มขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงผันผวนอย่างรวดเร็วของสถานการณ์โลก ทำให้จักรวรรดิอังกฤษต้องดำเนินมาถึงจุดจบในที่สุด ขณะที่เสด็จเยือนประเทศเครือจักรภพเมื่อปลายปี 1953 หลายประเทศในจำนวนนั้นซึ่งรวมถึงอินเดียต่างได้รับเอกราชและแยกตัวเป็นอิสระออกไป

สิ่งที่ร้อยรวมประเทศที่เป็นอดีตอาณานิคมของอังกฤษเอาไว้ด้วยกันได้ในยุคใหม่ คือการเป็นสมาชิกเครือจักรภพ ที่บางส่วนยกย่องให้สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เป็นองค์ประมุขสูงสุด

นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองหลายครั้งในช่วงต้นรัชสมัย ส่วนใหญ่มาจากการที่ต้องทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากพรรคอนุรักษ์นิยม ที่ทางพรรคขาดกระบวนการเลือกสรรผู้นำที่แน่นอน จนทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น

พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่มีความสำคัญ เชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักรและของโลกหลายครั้ง โดยหลังสิ้นสุดสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 1991 ทรงเป็นกษัตริย์อังกฤษพระองค์แรกที่ได้มีพระราชดำรัสต่อสภาคองเกรสของสหรัฐฯ

ในเดือนพฤษภาคม ปี 2011 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงเป็นกษัตริย์อังกฤษพระองค์แรกที่เสด็จฯทรงเยือนสาธารณรัฐไอร์แลนด์ อย่างเป็นทางการ มีพระราชดำรัสให้ชาวไอริชมีความอดทนอดกลั้นและประนีประนอมต่อความขัดแย้งกับอังกฤษที่ผ่านมาในหน้าประวัติศาสตร์ ในปีต่อมาพระองค์ยังได้เสด็จฯทรงเยือนไอร์แลนด์เหนือในโอกาสนี้ได้ทรงจับมือกับนายมาร์ตินแม็คกินเนส อดีตผู้นำขบวนการไออาร์เอ ซึ่งเคยเรียกร้องอิสรภาพจากอังกฤษอีกด้วย นับว่าเป็นเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากพระญาติสนิท คือลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเทน ถูกสังหารด้วยระเบิดของขบวนการไออาร์เอไปเมื่อปี 1979

พระองค์ยังทรงแสดงความห่วงกังวล ในครั้งที่สกอตแลนด์จัดการลงประชามติเพื่อเตรียมแยกตัวเป็นเอกราชในปี 2014 โดยมีพระราชดำรัสกับประชาชนผู้มารอเฝ้าที่ปราสาทบัลมอรัล และผลการลงประชามติในครั้งนั้น คือ ชาวสกอตแลนด์ยังต้องการอยู่ร่วมในสหราชอาณาจักรต่อไป

ขณะเดียวกัน ตลอดช่วงรัชสมัยของพระองค์ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ได้รับการจารึกว่าเป็นกษัตริย์พระองค์แรกของอังกฤษที่เสด็จฯเยือนจีนแผ่นดินใหญ่
ในปี 1986 รวมถึงการเสด็จฯเยือนราชอาณาจักรไทยถึง 2 ครั้ง หนังสือพิมพ์ Express ของอังกฤษรายงานเมื่อปี2020 ว่า สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงเดินทางเป็นระยะทางทั้งหมดกว่า 1 ล้านไมล์ และเสด็จฯทรงเยือนทั้งหมด 110 ประเทศ ทั้งยังเรียกพระองค์ว่าทรงเป็น “ประมุขของรัฐที่เดินทางมากที่สุดตลอดกาล”ด้วย

ผู้ที่สนับสนุนสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 กล่าวว่า พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการช่วยประคับประคองสถาบันกษัตริย์ให้อยู่รอดได้ในอังกฤษ ในเวลาที่
สถาบันเบื้องสูงในหลายๆ ประเทศค่อยๆ หมดความสำคัญลง

แต่ถึงกระนั้น สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 น่าจะเป็นผู้ที่ถูกสาธารณะจับตาตรวจสอบดูมากที่สุดคนหนึ่งตลอดช่วงระยะเวลาการครองราชย์ อีกทั้งยังทรงต้องเผชิญกับการโจมตีในเรื่องส่วนพระองค์ด้วยเช่นกัน ว่า ราชสำนักของพระองค์นั้นมีความเป็นชนชั้นสูงแบบอังกฤษมากเกินไป สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อสถาบันกษัตริย์ว่ากำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 สำนักพระราชวังบักกิ้งแฮมเริ่มดำเนินนโยบายนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ของพระราชวงศ์อังกฤษในรูปแบบที่เป็นทางการน้อยลงแต่ดูผ่อนคลายและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

เมื่อปี 1992 พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ 40 ปีว่า ปีนั้น “กลับกลายมาเป็น “ปีอันแสนโหดร้าย” หลังพระราชโอรสและพระราชธิดา 3 พระองค์ อันได้แก่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแอนดรูว์และเจ้าหญิงแอนน์ ต่างประกาศแยกทางหรือหย่าร้าง

อุบัติเหตุทางรถยนต์ที่กรุงปารีสในปี 1997 ซึ่งทำให้เจ้าหญิงไดอานาแห่งเวลส์ อดีตพระชายาของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์สิ้นพระชนม์ ส่งผลสะเทือนต่อภาพลักษณ์ของราชวงศ์อังกฤษอย่างมากอีกครั้ง มีผู้แสดงความไม่พอใจที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และสำนักพระราชวังนิ่งเฉยเย็นชาต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ในที่สุดสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ได้ทรงมีพระราชดำรัสผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ และทรงแสดงการไว้อาลัยต่อการจากไปของพระสุนิสาและให้คำมั่นอีกครั้งว่า สถาบันกษัตริย์จะปรับตัวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมมากยิ่งขึ้น

นักวิเคราะห์ระบุว่า แม้สถาบันกษัตริย์อังกฤษในช่วงปลายรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 จะไม่ได้แข็งแกร่งมั่นคงเหมือนดังช่วงต้นรัชสมัย แต่ทรงตั้งพระทัยจะให้สถาบันกษัตริย์ยังคงเป็นที่เคารพรักของชาวอังกฤษต่อไปตราบนานเท่านาน

โดย ดาโน โทนาลี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...