โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

KTC บวก 4% รับบอร์ดไฟเขียวรุกธุรกิจประกัน-โชว์กำไร Q2 แข็งแกร่ง 1.9 พันล้าน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 21 ก.ค. 2568 เวลา 03.34 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2568 เวลา 03.33 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(21ก.ค.68) ราคาหุ้น บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ณ เวลา 10:19 น. อยู่ที่ระดับ 28.75 บาท บวก 1.00 บาท หรือ 3.60% ราคาสูงสุด 29.25 บาท ราคาต่ำสุด 28.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 691..17 ล้านบาท

โดยบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี (KTC) แจ้งว่า ที่ประชุมกรรมการของบริษัทฯ เมื่อวันศุกร์ที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้อนุมัติการแก้ไขวัตถุประสงค์การจัดตั้งของบริษัทฯ โดยให้สามารถเข้าลงทุนด้วยการประกอบธุรกิจเป็นนายหน้าประกันชีวิต และนายหน้าประกันวินาศภัย และจะมีการนำเสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 ในวันที่ 25 ส.ค. 2568 เพื่อพิจารณาอนุมัติ

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า ปัจจุบันเคทีซีมีฐานลูกค้าประมาณ 3.5 ล้านบัญชี โดยเบื้องต้นการเป็นนายหน้าขายประกันฯ ดังกล่าว จะอาศัยฐานลูกค้าของบริษัทฯ เป็นหลัก โดยจะมีการทำตลาดผ่านบัตรเครดิต โดยชำระเบี้ยผ่านบัตรฯ ได้ ขณะที่หากเป็นประกันวินาศภัย เช่นรถยนต์ จะมีการทำแคมเปญผ่อนผ่านบัตรเครดิตได้ด้วย ซึ่งจะทำให้ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น และเคทีซีจะมีรายได้ที่เป็นค่าคอมมิชชั่นเข้ามาช่วยสนับสนุนกำไรในอนาคต

ด้านนางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KTC กล่าวถึงผลประกอบการงวดไตรมาส 2/2568 มีกำไรสุทธิ 1,895 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำไรสุทธิงวดครึ่งแรกของปี 2568 อยู่ที่ 3,755 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.47% โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นมาจากรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ค่าธรรมเนียมตามการขยายตัวของพอร์ต และปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตร

เคทีซีสามารถจัดการคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี และรักษาระดับเงินสำรองที่แข็งแกร่งและเพียงพอ โดยอัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) อยู่ที่ 1.83% และ NPL Coverage Ratio ที่ 419.9% และมีค่าใช้จ่ายรวมลดลงมาอยู่ที่ 4,340 ล้านบาท จากการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง

นางพิทยา กล่าวด้วยว่า ภายหลังจากมีการซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่ (Big Lot) ในวันที่ 25 มิ.ย. 2568 จำนวน 129,204,600 หุ้น และวันที่ 30 มิ.ย. 2568 จำนวน 243,262,200 หุ้น คิดเป็นอัตรา 5.01% และ 9.45% ของทุนจดทะเบียนตามลำดับ ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นให้มีการกระจายตัวมากขึ้น โดยมีสัดส่วนการถือครองของนักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศ และต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อเคทีซีในวงกว้างจากหลากหลายกลุ่มนักลงทุนอย่างชัดเจน โดยธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นลำดับที่ 1 และให้การสนับสนุนเคทีซีเช่นเดิม รวมถึงโครงสร้างคณะกรรมการบริษัท โครงสร้างผู้บริหารและนโยบายการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัท ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ โดยยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานด้วยความโปร่งใสและสร้างพอร์ตคุณภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2568 เคทีซีมีฐานสมาชิกทั้งหมด 3.5 ล้านบัญชี และเงินให้สินเชื่อรวม 107,104 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีคุณภาพหนี้ดีขึ้น สะท้อนจากอัตราส่วน NPL ลดลงเหลือ 1.83% ทั้งนี้สมาชิกบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น 3.5% เป็น 2.8 ล้านบัตร มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรช่วงครึ่งปีแรก 146,584 ล้านบาท ขยายตัว 4.4% ส่วนพอร์ตสินเชื่อบุคคลแม้จำนวนบัญชีลดลง 5.1% แต่ยอดสินเชื่อยังโต 4%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (21 ก.ค. 2568) กลุ่มธนาคารพาณิชย์จะรายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 2/2568 ครบทุกแห่ง โดยนักลงทุนให้ความสนใจเป็นพิเศษกับหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ได้แก่ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2 ของแบงก์กรุงไทย (KTB) ที่ 1.26 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่ม 7.5% จากไตรมาสก่อนหน้า จากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้นทั้งรายได้ค่าธรรมเนียม และรายได้จากเครื่องมือทางการเงิน และคาดว่าจะมีการตั้งสำรองลดลงด้วย

ส่วนกำไรช่วง 6 เดือนแรกปี 2568 จะอยู่ที่ 24,306 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.1% จากช่วงครึ่งแรกของปี 2567 โดยสินเชื่อช่วงไตรมาส 2 จะเพิ่มขึ้น 1.5% จากไตรมาสก่อนหน้า และทำให้สินเชื่อกลับมาเป็นบวกได้ 0.1% จากต้นปี 2568

อย่างไรก็ตาม จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง คาดว่าจะทำให้รายได้ดอกเบี้ยลดลง แต่ต้นทุนดอกเบี้ย ค่าใช้จ่าย จะถูกชดเชยด้วยการตั้งสำรองที่ลดลง

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI คาดการณ์ว่า SCB จะมีกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2568 ที่ 1.16 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่จะลดลงเล็กน้อย 7% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นมาจากการลงทุนที่ยังแข็งแกร่ง ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL อาจจะมีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่สินเชื่อจะทรงตัว อย่างไรก็ดี SCB มีจุดที่น่าสนใจคือ อัตราผลตอบแทนเงินปันผลในระดับสูง มียีลด์มากกว่า 8% และยังเชื่อมั่นว่าในปี 2568 นี้ ทาง SCB จะยังคงจ่ายเงินปันผลในระดับสูงต่อไป

ทั้งนี้ บล.เคจีไอฯ ยังคาดกำไรสุทธิของ KBANK ไว้ที่ 1.31 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 5% จากไตรมาสก่อนหน้า

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) หรือ Pi ระบุว่า แนวโน้มกำไรสุทธิรวมของกลุ่มธนาคารในไตรมาส2/2568 กำไรรวมจะอยู่ที่ 5.79 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 5.2% จากไตรมาส 1/2568 จากแรงกดดันรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงตามทิศทางสินเชื่อและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ที่อ่อนตัว

ส่วนธนาคารพาณิชย์ที่แจ้งผลประกอบการงวดไตรมาส 2/2568 ออกมาแล้ว คือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL รายงานกำไรสุทธิ 11,840 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 11,807 ล้านบาท ส่งผลให้งวดครึ่งปีแรกของปีนี้มีกำไรสุทธิ 24,458 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.53% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงการดำเนินงานที่มั่นคงท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ท้าทาย

ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 2 BBL มีสินเชื่อรวม 2.71 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% จากสิ้นปีก่อน โดยมีสัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) อยู่ที่ 3.2% ซึ่งยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนรวมอยู่ที่ 22%

ด้านนายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต เปิดเผยว่า สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2/2568 TTB มีกำไรสุทธิ 5,004 ล้านบาท ลดลง 2% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และลดลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่ไตรมาส 2/2567 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5,393 ล้านบาท ส่งผลให้งวดครึ่งปีแรกของปีนี้ TTB มีกำไรสุทธิ 10,100 ล้านบาท ลดลง 6.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ครึ่งปีแรกของปี 2567 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 10,767 ล้านบาท

การลดลงดังกล่าวมีสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย และสะท้อนผลจากการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกค้าภายใต้โครงการต่าง ๆ นำโดยโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่ ณ สิ้นไตรมาส 2/2568 มีลูกค้าทั้งรายย่อยและ SMEs เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 54,000 ราย หรือคิดเป็นยอดสินเชื่อราว 31,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ยังรักษาคุณภาพพอร์ตสินเชื่อได้ตามเป้าหมาย สามารถควบคุม NPL ให้อยู่ในระดับต่ำที่ 2.73% พร้อมลดหนี้เสียลงเหลือ 39,164 ล้านบาท

ทั้งนี้ ธนาคารยังคงบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่าจะรักษาอัตราการจ่ายปันผลในระดับสูงได้ต่อเนื่อง จากฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) อยู่ที่ 20% และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1 Capital Ratio) อยู่ที่ 17.8% ซึ่งยังสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ ธปท.กำหนดไว้สำหรับธนาคารขนาดใหญ่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...