โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดสถานการณ์สู้รบเดือด ก่อน'เมียวดี'แตก ทหารเมียนมา 400 นายยอมวางอาวุธ

แนวหน้า

เผยแพร่ 06 เม.ย. 2567 เวลา 17.00 น.

เปิดสถานการณ์สู้รบเดือดก่อนกองกำลังผสมฝ่ายต่อต้านบุกยึดเมืองเมียวดีได้เบ็ดเสร็จ หลังบุกโจมตีฐานที่มั่นทหารพม่าได้หมด ทหารตั๊ดมะดอว์กว่า 400 นายยอมวางอาวุธให้ KNU+PDF ขณะที่ KIA ยึดเส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมรัฐคะฉิ่น-มัณฑะเลย์ไว้ได้ ด้าน UN เผยตัวเลข #ผู้พลัดถิ่นภายในพม่า พุ่งเป็น 2.8 ล้านคน

7 เม.ย.67 สถานการณ์สู้รบอย่างดุเดือดทางฝั่งเมียนมากับฝ่ายต่อต้านถูกจับตาใกล้ชิด หลังเมืองเมียวดีถูกตีแตก และล่าสุดเมียนมาประสานทางการไทย เพื่อขอใช้สนามบินแม่สอด ในการลี้ภัยเจ้าหน้าที่ฝั่งพม่า ท่ามกลางความหวั่นไหวว่าหลังจากนี้สภาบริหารแห่งรัฐพม่า (SAC) เตรียมตลบหลังเอาคืนฝ่ายต่อต้านเพื่อยึดคืนเมืองเมียวดี ซึ่งอาจจะให้สถานการณ์ชายแดนไทยด้านอำเภอแม่สอด จ.ตาก ร้อนระอุและได้รับผลกระทบไปด้วย (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : 'เมียนมา'ประสานไทย ขอใช้สนามบินแม่สอด ลี้ภัยให้กับจนท.หลัง'เมียวดี'โดนตีแตก)

โดยสำนักข่าวชายขอบ (Transborder News) รายงานเมื่อวันที่ 6 เม.ย.โดยอ้างถึงสำนักข่าว Voice of Spring และสำนักข่าว Chindwin News ซึ่งรายงานสถานการณ์สู้รบก่อนเมียวดีโดนตีแตกว่า ทหารพม่าจากกองพลทหารราบเคลื่อนที่เร็วที่ 275 กว่า 400 นาย ในเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ได้ยอมแพ้และวางอาวุธให้กับกองทัพปลดปล่อยชาติกะเหรี่ยง (Karen National Liberation Army : KNLA ) แห่งสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(The Karen National Union: KNU) และกองทัพเพื่อประชาชน (People’s Defense Force : PDF) ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ โดยฝ่ายต่อต้านสามารถยึดอาวุธได้เป็นจำนวนมากจากฐานทัพพม่าในพื้นที่

ทั้งนี้สื่อมวลชนในพม่าอ้างว่า การวางอาวุธของทหาร 400 นาย ในเมืองเมียวดี กำลังบ่งชี้ว่า ความลดลงการสนับสนุนระบอบเผด็จการทหารพม่า และแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถทางทหารที่ความอ่อนแอและขวัญกำลังใจที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการยอมวางอาวุธของทหารพม่า 400 นายในเมืองเมียวดีถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญต่อกองทัพพม่า นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นชัยชนะที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง ไม่เฉพาะแต่ทหารฝ่ายต่อต้านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาชนและกองกำลังต่อต้านทั้งหมดทั่วประเทศด้วย

แหล่งข่าวด้านความมั่นคงชายแดนไทยด้านอำเภอแม่สอด เปิดเผยกับสำนักข่าวชายขอบว่า ขณะนี้กองกำลังหลักของกองทัพพม่ารอบเมืองเมียวดี ทั้งกองพัน 355 กองพัน356 และกองพัน 357 ซึ่งตั้งอยู่เขตชานเมืองเมียวดี ได้ถูกกองกำลังผสมของ KNUและ PDF ยึดได้หมดแล้ว เหลือเพียงกองพัน 275 ที่มี 2 กระแสข่าว โดยกระแสหนึ่งระบุว่าทหารพม่ายอมวางอาวุธหมดแล้ว แต่อีกกระแสหนึ่งเชื่อว่าอยู่ระหว่างการเจรจาต่อรอง

แหล่งข่าวกล่าวว่า ตลอดทั้งวันในเมืองเมียวดีมีการตัดสัญญาณการสื่อสาร ทำให้การติดต่อประสานงานเป็นไปได้ยาก ซึ่งการยึดฐานต่างๆเกือบทั้งหมดในวันนี้ทำให้เมืองเมียวดีตกอยู่ในควบคุมดูแลของฝ่ายต่อต้าน SAC อย่างเบ็ดเสร็จ ขณะเดียวกันยังคงเหลือเพียงพื้นที่ทางทหารทางตอนใต้เมียวดีฝั่งตรงข้ามกับ อ.พบพระ ที่กำลังเป็นที่จับตามองว่าเป็นเป้าหมายต่อไปของฝ่ายต่อต้านหรือไม่ เช่นเดียวกับพื้นที่ตรงข้าม อ.อุ้มผางซึ่งเหลือพื้นที่ทางทหารของกองทัพพม่าอีกเพียงเล็กน้อย ซึ่งคาดว่าอีกไม่นานฝ่ายต่อต้านจะต้องรุกคืบผลักดันทหารพม่าออกไปทั้งหมด

ขณะที่ พล.อ.มินอ่องหลาย ผู้นำสูงสุดของกองทัพพม่าอยู่ระหว่างการเยือนเมืองท่าขี้เหล็กระหว่างวันที่ 1 – 6 เมษายน 2567 เพื่อเข้าร่วมงานศพพระผู้ใหญ่โดยสำนักข่าว SHAN รายงานว่า มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในพื้นที่ ทำให้ประชาชนในเมืองท่าขี้เหล็กได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

ด้านสำนักข่าว Irrawaddy รายงานว่า ทางกองทัพเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independence Army: KIA) ซึ่งต่อสู้เคลื่อนไหวในรัฐคะฉิ่นทางเหนือสุดของประเทศพม่า สามารถยึดเส้นทางหลวงเชื่อมระหว่างรัฐคะฉิ่นและเมืองมัณฑะเลย์ไว้ได้แล้ว โดยพื้นที่ที่ทาง KIA สามารถยึดมาได้นั้น อยู่ในบริเวณเส้นทางบะหม่อ - มัณฑะเลย์ ในเมืองม่านซี เป็นระยะทางราว 14 กิโลเมตร หลังจากที่ทาง KIA บุกโจมตีเพื่อยึดพื้นที่ดังกล่าวเป็นเวลา 3 วัน โดยทหารพม่าจำนวน 50 นาย ที่ประจำในพื้นที่ได้ทิ้งค่ายทหารและหลบหนีออกไป

เช่นเดียวกันกองทัพอาระกัน (Arakan Army- AA) ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในรัฐอาระกัน ทางตะวันตกของประเทศ ล่าสุด สามารถยึดฐานบัญชาการใหญ่ของกองทัพพม่า ในเมืองบูทีดองได้เมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา เหตุสู้ระหว่างทั้งสองฝ่ายในเมืองน้ำ มีทหารพม่าเสียชีวิตจำนวน 80 นาย และสามารถยึดอาวุธของกองทัพพม่าได้จำนวนหนึ่ง

ขณะที่สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNOCHA) รายงานว่า ผู้พลัดถิ่นภายใน IDPs ในพม่านั้นพุ่งเป็น 2.8 ล้านคนแล้วจากทั่วประเทศ โดยตัวเลขผู้พลัดถิ่นภายในที่อยู่ในรัฐอาระกัน หรือรัฐยะไข่เพียงแห่งเดียวนั้น เพิ่มขึ้นเป็น 157,000 คน นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนของปีที่แล้ว หรือนับตั้งแต่กองทัพอาระกันเปิดฉากโจมตีกองทัพพม่ารอบใหม่ และสงครามรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยขณะนี้ผู้พลัดถิ่นภายในกำลังประสบกับปัญหาการขาดแคลนขาดแคลนน้ำดื่มในช่วงที่สภาพอากาศร้อนจัด (แฟ้มภาพ)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...