โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“อยู่กับ AI ให้ได้” ในวันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกการทำงาน

Thai PBS

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

AI กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง แล้วมนุษย์จะอยู่ร่วมกับ AI ได้อย่างไร ?

ปี 2569 โลกต้องเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต จากสงครามครั้งใหญ่ที่ได้สั่นคลอนทั้งความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลก แรงกระเพื่อมนี้ ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยที่กำลังชะลอตัว และส่งผลต่อความมั่นคงในชีวิตคนทำงานโดยตรง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า การเลิกจ้างแรงงานในระบบปีนี้ อาจพุ่งสูงถึง 40,000 คนต่อเดือนซึ่งตัวเลขคนว่างงานมหาศาลนี้ มีที่มาจากการปรับรูปแบบองค์กรตามสภาพเศรษฐกิจ ทั้งการลดขนาดคนทำงาน การปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงาน รวมไปถึงการไม่เปิดรับตำแหน่งใหม่

อีกหนึ่งปัจจัยที่ถูกตั้งคำถามว่าอาจมีส่วนสำคัญในการทำคนตกงาน คือการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของ AI ที่สามารถเข้ามาทำงานแทน หรือ ‘แย่งงาน’ มนุษย์ได้หลาย ๆ ตำแหน่ง ตั้งแต่งานพื้นฐาน จนถึงงานวิเคราะห์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

มนุษย์จะไม่เหลืองาน เพราะ AI ทำแทนได้หมดจริงหรือ?

ไม่ใช่ประเทศไทยเพียงเท่านั้น ในกลางเดือนมีนาคม มีข่าวว่าMETA บริษัทแม่ของ Facebook กำลังจะปลดพนักงานราว 20 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 10,000 คน โดย Reuters รายงานว่า เหตุผลของ META คือ เพื่อชดเชยต้นทุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และเตรียมพร้อมเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานที่มีทักษะด้าน AI

เช่นเดียวกับบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Oracle ก็ layoff พนักงานครั้งใหญ่ถึง 30,000 คน ด้วยเหตุผล มูลค่าหุ้น Oracle ปรับตัวลดลง และใช้เงินไปมหาศาลกับการลงทุนขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

ข้อมูลทั้งจาก RationalFX และ Layoffs.fyi ระบุว่า เพียงแค่ไตรมาสแรกของปี 2026 มียอดการเลิกจ้างพนักงานสายเทคโนโลยีทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงราว 45,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่อยู่ในสหรัฐฯ และหากแนวโน้มยังเป็นเช่นนี้ สถิติการว่างงานของคนทำงานด้านเทคโนโลยีอาจสูงถึง 273,000 คน

แม้จะมีคนตกงานจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จำนวนมากในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา และในปีนี้สถานการณ์อาจจะแย่ลงไปอีก แต่พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ในฐานะผู้สนใจพัฒนาการของ AI มองว่า สาเหตุทั้งหมดไม่ได้เกิดจากการที่บริษัทเหล่านี้จะใช้ AI เข้ามาทำงานแทนคนเท่านั้น แต่เกิดจากการจ้างงานเกินตัวช่วงการระบาดของโควิด-19

“ที่เราเห็นตัวเลขตกงานของสหรัฐฯ เยอะ มี 2 ประเด็น คือช่วงหนึ่งที่เขาจ้างคนเข้าไปเยอะในช่วงหลังโควิด พอเศรษฐกิจเริ่มไม่ดี ก็เริ่มมีการปลดคน ซึ่งต้องใช้คำว่า Cyclical คือวัฏจักรการจ้างคนเยอะเกิน

“เรื่องที่ 2 คือ Productivity ที่ AI เข้ามาเริ่มทดแทนงานบางประเภท ซึ่งมีจริง เพราะบริษัทอเมริกาใหญ่ ๆ เขาลงทุนด้าน AI เยอะมาก และวิธีที่จะ Justify การลงทุนใหญ่ ๆ ถ้าเขาโชว์ Revenue ที่มันเพิ่มขึ้นไม่ได้ ง่ายสุดก็คือลดต้นทุน พอลดต้นทุนมันก็เริ่มจะ Justify ว่า นี่ไง เห็นไหม ที่เราลงทุน AI กันเยอะ ๆ เราก็สามารถเซฟโดยการลดคนลงไป”

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP)

สอดคล้อง กับ รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ ผู้แปลหนังสือ ‘ปัญญาคู่คิด: อัปเกรดทักษะมนุษย์ยุคใหม่ เปลี่ยนเอไอเป็นเพื่อนร่วมงาน-สร้างสรรค์-เรียนรู้’ (Co-Intelligence: Living and Working with AI) ที่มองว่าการ layoff ของบริษัทเทคโนโลยีมีส่วนจาก AI จริง แต่ก็ยังมีเหตุผลอื่น ๆ อีก เช่น การที่บริษัทบอกว่าจะใช้ AI มาทำงานแทนคน ทำให้ต้องลดจำนวนคนทำงาน สิ่งนี้เป็นเพียงการสร้างสตอรี่ใหม่เพื่อลดขนาดขององค์กร เพราะเทคโนโลยีปัจจุบัน ในทางปฏิบัติยังไม่มีองค์กรไหนใช้ AI เข้ามาทำงานแทนคนได้อย่างสมบูรณ์แบบ 100%

“ล่าสุดมีกรณีของบริษัทที่ชื่อ Block ในสหรัฐอเมริกา บอกว่าปลดคนงานไป 2,000 กว่าคน ตรงนี้ถ้าเราไปอ่านลึก ๆ ปลดคนงานปุ๊บราคาหุ้นเพิ่มขึ้นมา 20% แต่เหตุผลจริง ๆ มันไม่ใช่เรื่องของ AI แต่เป็นการ Overhiring หรือเขาจ้างมาเยอะเกินในช่วงโควิด จ้างมาเยอะจนบริษัทมีขนาดใหญ่เกิน ทำให้มูลค่าบริษัทลดลงมาแล้ว 60-70% สุดท้ายเขาเห็นว่าองค์กรมันใหญ่เทอะทะเกิน เขาทำการลดไซซ์องค์กร ไล่คนออกจำนวนหนึ่งเพื่อให้องค์กรคล่องตัวมากขึ้น แล้วก็ใช้ AI เป็นสตอรี่เฉย ๆ ในการลดคนออก”

รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ

รู้จัก Generative AI

Generative AI ที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน เป็น AI รุ่นที่ถูกฝึกมาเพื่อให้สร้างสิ่งใหม่เองได้ ต่างจาก AI รุ่นก่อนที่อาจทำได้แค่วิเคราะห์หรือระบุได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร

เพราะ เบื้องหลัง AI นั้น คือการย่อยข้อมูลจำนวนมากที่ได้จากมนุษย์ แล้วเอามาเชื่อมโยงกันด้วยโมเดลทางคณิตศาสตร์ จากนั้นจึงตอบโต้กับเรา คล้าย ๆ กับการคาดเดาว่าการเชื่อมแบบไหนสมเหตุสมผลที่สุด ซึ่งบางครั้งการเชื่อมนั้นก็ผิดพลาด หรือมั่วจนจับผิดได้ AI ในตอนนี้จึงยังไม่เก่งเท่ามนุษย์ เพราะว่ามันยังต้อง ‘เรียนรู้จากมนุษย์’

ดังนั้น ไม่ว่าเราจะใช้งาน AI เพื่อทำอะไรก็ตาม การตัดสินใจสุดท้ายว่าจะเอาผลงานของ AI ไปใช้หรือไม่ หรือจะเชื่อ AI หรือไม่ ก็คือมนุษย์อยู่ดี

แต่จุดอ่อนของ Generative AI ในปัจจุบันคือ ความไม่น่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล การคำนวณ รูป หรือคลิปที่ทำโดย AI ก็ยังไม่สมบูรณ์และจับผิดได้

ยกตัวอย่างเช่น Gemini จะขึ้นคำเตือนเสมอ ๆ ว่า “AI อาจทำผิดพลาดได้ ดังนั้นโปรดตรวจสอบคำตอบอีกครั้ง” นั่นจึงเป็นประเด็นว่า ทำไม ‘มนุษย์’ จึงยังมีความสำคัญ

แล้วอาชีพแบบไหน ? ที่มีความเสี่ยงโดน AI แย่งงาน

Anthropic บริษัทวิจัย AI เผยแพร่งานวิจัย Labor market impacts of AI: A new measure and early evidence หรือ AI จะส่งผลกระทบแแรงงานอย่างไร ชี้ว่า ผู้ที่จะได้รับผลกระทบมาก คือ พนักงานออฟฟิศ หรือ White-collar ที่ทำงานเกี่ยวกับงานเอกสารและการประมวลผลข้อมูล

เช่นเดียวกับเด็กจบใหม่ เพราะหลาย ๆ บริษัทเลือกที่จะให้ AI เข้ามาทำงานแทน หรือไม่ก็พัฒนาพนักงานเดิมให้เก่งขึ้น แทนที่จะจ้างพนักงานใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์

ส่วนอาชีพที่มีความเสี่ยงน้อยในรายงาน ระบุว่า ต้องเป็นอาชีพที่ใช้ทักษะทางกายภาพและปฏิสัมพันธ์หน้างาน เช่น ช่าง หรือเชฟ เพราะ AI ยังจัดการความซับซ้อนของโลกภายนอกได้ไม่ดีเท่ามนุษย์

“อย่างแรกรายงานมาจากใคร ? แน่นอนเขาไบแอส บริษัทพวกนี้ Gemini, Google, Claude, ChatGPT เขาอยากจะไฮป์ AI ทำไมเขาถึงอยากจะทำให้ AI เป็น กระแส ? เหตุผลก็เพราะว่าทุกวันนี้เขายังขาดทุน ปลายทางสุดท้ายทุก ๆ ปี สิ่งที่เขาต้องคิด คือ เขาจะหาเงินจากไหนมาต่อชีวิตตัวเอง ดังนั้นเขาปล่อยให้กระแส AI หยุดลงไม่ได้ เขาต้องทำอะไรให้มันหวือหวา ให้มันดูรู้สึกว่า AI จะมาพลิกโลกอยู่ตลอดเวลา นี่คือข้อเท็จจริง”

รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ

อย่างไรก็ตาม รายงานของ Anthropic ที่บอกว่าพนักงานออฟฟิศคือกลุ่มที่มีความเสี่ยงจะถูก AI แย่งงานก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องไบแอสหรืออคติทั้งหมด เพราะทุกวันนี้ พนักงานออฟฟิศหนึ่งคนอาจต้องทำงานหลายอย่างมากเกินไป จนประสิทธิภาพโดยรวมลดลง

ยกตัวอย่าง เช่น เลขานุการต้องจดประชุม จัดเอกสาร ดูนัดหมาย สรุปงาน ตอนนี้เลขาฯ ก็เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ รวมทั้ง AI ซึ่งรพีพัฒน์มองว่า การเข้ามาของ AI จะทำให้ ‘งาน’ ลดลง แต่ไม่ได้ทำให้ ‘อาชีพ’ หายไป

“ดังนั้นการ Disrupt แบบฟ้าถล่มดินทลายจะยังไม่เกิดขึ้นจนกว่า AI จะพัฒนาไปจนถึงขั้นสำรวจโลกความจริงได้เหมือนมนุษย์ ซึ่งปัจจุบันยังห่างไกลมาก Humanoid AI ทุกวันนี้ยังวิ่งแข่งกันเต้นกันได้แค่เพื่อความบันเทิง”

รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ

หากจะอธิบายให้เข้าใจง่าย หุ่น Humanoid ก็คือร่างกาย ส่วน AI คือสมอง แต่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน การเชื่อมต่อสมองเข้ากับร่างกายยังอยู่ในระยะเริ่มต้นเท่านั้น

พิพัฒน์ พูดถึงการโชว์ Humanoid ของจีนว่า เป็นความพยายามเอา AI ไปใส่ในหุ่นยนต์ ซึ่งการเต้น แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เคยอยู่แค่ในจินตนาการได้เกิดขึ้นจริงแล้ว เพียงแต่มันยังไม่สามารถคิดเองได้ทั้งหมดเท่านั้น และการที่หุ่นยนต์จะเข้ามาทำงานทุกอย่างแทนมนุษย์คงยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้

“แน่นอนมันจะมีงานบางประเภทอาจจะอยู่ไปได้สักระยะ อย่างช่างประปา ช่างไฟ อะไรพวกนี้ ซึ่ง AI อาจจะยังทดแทนไม่ได้ แล้ววันนี้ผมว่าสิ่งที่เราเห็นก็คือว่า AI พัฒนาในหลายมิติ เช่น Excel, PowerPoint, Document อะไรต่าง ๆ แล้วมันทำได้ดีขึ้น”

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP)

ความถนัดของ AI ทุกวันนี้คือการเข้ามาช่วยงานที่มีความซับซ้อนของข้อมูล งานที่ใช้ต้องประมวลผลซับซ้อน ทำให้บางอุตสาหกรรมใช้ AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยแล้ว เช่น กลุ่มการเงิน กลุ่มเทเลคอม และธุรกิจด้านสุขภาพ ซึ่งทั้งหมดนั้น AI ถูกใช้งานในฐานะ ‘สมอง’ ที่อยู่ในโลกเสมือน คือช่วยคิด ช่วยแก้ปัญหา ช่วยคำนวณ แต่ยังไม่ได้เข้ามาช่วยงานในระดับ ‘ลงมือทำ’

แม้ในบางภาคการผลิต หุ่นยนต์จะถูกใช้งานจริง คล้ายการลงมือทำ แต่ก็เป็นเพียง Robotics ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานบางอย่างแทนมนุษย์ เช่น พ่นสีรถยนต์ ประกอบชิ้นส่วน ยังไม่สามารถลงมือทำเองทั้งหมดได้

อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่อาจปฏิเสธไม่ได้ว่า AI จะเข้ามาแทนที่แรงงานในภาคการผลิต เพราะครั้งหนึ่งพวกเขาเคยโดนระบบอัตโนมัติต่าง ๆ และหุ่นยนต์แย่งงานมาแล้ว ซึ่งประเด็นนี้ รพีพัฒน์ มองว่ายังเป็นไปได้ยากมากในอนาคตอันใกล้

“ตัว AI ตอนนี้ในปัจจุบันภาคการผลิตนี่แทบทำไม่ได้เลย ปัญหาเพราะอะไร ? เพราะว่าภาคการผลิตตรงนี้มันต้องมีปฏิสัมพันธ์กับโลกจริง AI ในปัจจุบันที่เราใช้กันแบบพวก ChatGPT หรือ Gemini พวกนี้เขาเรียกว่า Generative AI ซึ่งยังไม่มี ‘ร่างกาย’ ในโลกความจริง จะมีลักษณะการทำงานเป็นแชทบอท ทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวอักษรเก่งมาก ทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับภาพเริ่มทำได้มากขึ้นที่เป็น Visual แต่ทุกอย่างมันยังวนเวียนอยู่ในโลกดิจิทัล”

รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ

ความหมายของรพีพัฒน์ คือ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่ AI จะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด แต่ก็ใช่ว่าความเป็นไปได้จะไม่มี เช่น Google Gemini กำลังพยายามนำโมเดล AI ไปใส่ในหุ่นยนต์ ให้ฝึกและเรียนรู้ที่จะทำสิ่งต่าง ๆ จากมนุษย์ ดังนั้น เมื่อใดที่ AI ออกจากโลกดิจิทัลมาสู่โลกจริงที่จับต้องได้ เมื่อนั้นคนเราอาจจะต้องกังวล

รพีพัฒน์ ยกตัวอย่าง AI ที่เริ่มปรากฏให้เห็นในโลกแห่งความเป็นจริง คือ ‘รถยนต์ไร้คนขับ’ ที่มีหลายข้อจำกัด และยังทำงานผิดพลาดจนทำให้คนเสียชีวิต นั่นเป็นเพราะว่าทุกวันนี้เราก็ยังต้องสอน AI ที่คิดเป็นคณิตศาสตร์ให้รู้จักกับโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งมีปัจจัยควบคุมไม่ได้มากมาย เช่น สัตว์วิ่งตัดหน้า ความแตกต่างของสัญญาณมือของคนว่าโบกมือทักทายหรือโบกให้หยุด

เราจึงยังคาดหวังกับความสมบูรณ์แบบของ AI ที่จะมาทำงานภาคปฏิบัติแทนคนในโลกจริงไม่ได้

แต่เมื่อมองระยะสั้น สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นภายในสองสามปีนี้ คือ คนที่ไม่คุ้นกับ AI ใช้ AI ไม่เป็น รวมถึงเด็กจบใหม่จากสาขาที่ไม่ได้วางแผนเรื่อง AI ไว้ในหลักสูตร มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบ เมื่อต้องเข้าสู่ตลาดแรงงานที่ใช้ AI มากขึ้น

“เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานออฟฟิศ สิ่งที่จะเกิดขึ้นที่ผมค่อนข้างเป็นห่วง คือในช่วงแรก ๆ ของการ Adopt AI คนก็จะเริ่มรู้สึกว่า Process นี้ก็ใช้คนน้อยลง Process นี้ก็ใช้คนน้อยลง แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือเด็กจบใหม่ อาจจะหางานไม่ได้ แล้วคนที่เป็น Senior ไม่ว่าเป็น Senior Developer, Senior Analyst, Senior Writer หรือคนที่เคยเช็กงานน้อง ๆ อาจจะยังมีงานทำอยู่ ซึ่งก็ต้องกลับไปเป็นโจทย์ของสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยที่ผลิตนิสิตออกมาว่า ควรจะทำยังไงให้ไปกันกับตลาดแรงงานที่มี AI เพิ่มมากขึ้น”

รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ

มนุษย์จำเป็นต้องปรับตัว และใช้ AI ในฐานะ ‘เครื่องมือ’

แม้ AI อาจจะยังไม่ใช่สาเหตุทั้งหมดที่ทำให้คนตกงาน แต่ก็ต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้ AI พัฒนาตัวเองเร็วมาก ชนิดที่ว่าภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน AI ก็สามารถทำอะไรเพิ่มขึ้นได้หลายอย่าง

ย้อนไปหลายสิบปีที่แล้ว คำว่า AI หรือ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของนิยายวิทยาศาสตร์ ที่พูดถึงจักรกลบางอย่างที่มีสติปัญญาเทียบเท่ามนุษย์ มีความคิดอ่านเหมือนมนุษย์ และสามารถทำงานบางอย่างแทนมนุษย์ได้

แต่ยุคสมัยของ AI ก็เข้ามาถึงอย่างรวดเร็ว จนบางทีเราเองก็อาจจะไม่รู้ตัว ซึ่ง 2-3 ปีก่อน เราอาจจะเริ่มใช้ ChatGPT หรือ Gemini ค้นหาคำตอบบางอย่างแทน Search Engine แบบเก่า ต่อมาเมื่อมันเริ่มสนทนาโต้ตอบได้คล่องแคล่ว AI ก็ได้กลายเป็นเครื่องมือที่ไม่ใช่แค่ให้คำแนะนำบางอย่างได้ แต่ยังสามารถสรุปงาน เขียนเอกสาร คำนวณสูตรที่ซับซ้อน สร้างภาพและวิดีโอที่เหมือนจนหลอกคนได้

เราควรกังวลไหมว่า หลาย ๆ อาชีพ กำลังใกล้ถูก AI ดิสรัปต์หรือแย่งงานมากขึ้น ?

คำตอบของรพีพัฒน์ คือ เราไม่ควรกังวลถึงขั้นนั้น เพราะ AI ก็เป็นแค่เทคโนโลยี เหมือนยุคเปลี่ยนผ่านเครื่องจักรไอน้ำ ถ่านหิน และไฟฟ้า จนมาถึงยุคที่มีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ซึ่งทุกครั้งที่เกิดสิ่งใหม่ ๆ เหล่านี้ขึ้นมา มนุษย์ก็ต้องปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับมัน

“ถามว่าปรับตัวตรงนี้มันยากไหม มันยากอยู่แล้ว มันต้องมีกลุ่มที่เสียประโยชน์ คือกลุ่มก้อนใหญ่ที่จะต้องตกงานที่เคยทำไป กับอีกกลุ่มก้อนใหญ่คือจะเกิดงานใหม่ขึ้นมา อย่างยุคนี้ที่เห็นชัด ๆ คือ อินเทอร์เน็ตมันทำให้งานบางประเภทหายไป แต่เกิดงานใหม่ขึ้นมา เช่น อินฟลูเอนเซอร์เป็นกลุ่มคนที่ไลฟ์ขายของ ซึ่งกลุ่มนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยถ้าเราไม่มีอินเทอร์เน็ต”

รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ

หลาย ๆ คนสรุปตรงกันว่า AI เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ควรถูกใช้เป็น ‘เครื่องมือ’ เพื่อยกระดับการทำงานของคน ซึ่งรพีพัฒน์ให้ความเห็นส่วนตัวว่า คนที่จะบอกว่า AI จะเข้ามาทำงานแทนคนทั้งหมดนั้น มีแต่เจ้าของธุรกิจ นายทุน ผู้บริหาร เพราะต้องการลดต้นทุน จากการจ้างแรงงานมนุษย์ที่มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ มากมาย

“ดังนั้น บางทีปัญหามันอาจจะไม่ได้อยู่ที่ AI แต่อยู่ที่ระบบทุนนิยมหรือเปล่า ที่เราพยายามจะให้นายทุนใช้เครื่องมือนี้ในการบีบให้ต้นทุนมันน้อยลง กดต้นทุนเรื่องคนน้อยลงเรื่อย ๆ แล้วก็ไปขูดรีดจากแรงงานที่มีจำนวนน้อยลง แล้วก็บอกว่าใช้ AI สิ ใช้ AI ก็ใช้เพิ่มผลิตภาพได้มากขึ้น อันนี้ก็เหมือนใช้ AI เพื่อลด Cost เสียมากกว่า ซึ่งผมมองว่าจริง ๆ มันไม่ควรจะเป็นแบบนั้น มันควรใช้ AI สร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่ใช้ AI เพื่อลดต้นทุน”

รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ

เช่นเดียวกับความเห็นของ พิพัฒน์ ที่มองว่าในอนาคต องค์กรที่ใช้ AI มากขึ้นอาจทำให้ตัวเลขทางธุรกิจโต ในขณะที่จำนวนพนักงานน้อยลง จนกลายเป็นการลดต้นทุน ปรากฏการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้นในระยะแรก แต่เมื่อ AI ถูกใช้อย่างเต็มที่จนเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ ก็จะเกิดงานใหม่ ๆ ขึ้นมา

“พอคนเริ่มปรับรูปแบบของการทำงาน สร้างรูปแบบของงานใหม่ ๆ ได้ ตรงนั้นผมคิดว่าเราจะน่าจะ Enjoy เรื่องของ Productivity และหวังว่า ค่าแรง ค่าเงินมันจะดีขึ้น เพราะคน 1 คนสามารถทำงานได้มากขึ้น คล้ายตอนที่เครื่องจักรไอน้ำมาใหม่ ๆ ผมเชื่อว่าคนตกงานเพียบ คือเมื่อก่อนนั่งทอผ้าอยู่ แล้วอยู่ดี ๆ ไม่ต้องทอ เขาทำอะไร ผ้ามาเยอะขึ้น ไปเย็บผ้าไหม คือมันก็มีคอขวดที่เปลี่ยนไป”

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP)

หากมองในแง่ดี การมี AI เข้ามาช่วยงานในฐานะ ‘เครื่องมือ’ ก็น่าจะทำให้มนุษย์ทำงานได้คล่องตัวขึ้น ซึ่งนอกจากจะแบ่งเบางานซับซ้อนยุ่งยากบางอย่างไป AI ก็อาจจะเป็นผู้ช่วยให้งานอื่น ๆ มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้

“วันนี้ผมคิดว่าความรู้ทางการแพทย์ ถ้าเอา AI มาตอบกับคน AI เก่งกว่าหมอแน่นอน เพราะหมอไม่มีทางรู้ Literature ทุกเรื่อง แต่ถ้าลองนึกภาพว่าเราเอาหมอกับ AI มาอยู่ด้วยกัน อันนี้ผมว่ายิ่งทำให้ความสามารถมันเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า มันเลยกลับไปว่า การเอาเข้ามาเพื่อที่จะช่วยทำให้คนเก่งขึ้น และก็สามารถทำงานอะไรได้เร็วกว่าเดิมเยอะขึ้น”

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

เราควร ‘กลัว’ AI หรือเปล่า?

แม้ AI จะยังมีข้อจำกัดหลาย ๆ อย่าง ที่ทำให้ยังไม่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด แต่การเกิดขึ้นของ AI นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญด้านวิทยาการของมนุษย์ ไม่ต่างจากที่เครื่องจักรไอน้ำเกิดขึ้นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และตอนนี้ AI ก็แทรกเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของเราแล้ว นั่นทำให้หลายคนรู้สึก ‘กลัว’ ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึงอย่างรวดเร็ว

“เราควรจะ Paranoid ผมคิดว่า 2-3 เดือนที่ผ่านมา นี่ผมรู้สึก Paranoid ขึ้นเยอะเลย คือไม่ได้กลัว แต่ควรจะวิตกกังวล แล้วควรจะต้อง Stay alert คือเราไม่สามารถอยู่เฉย ๆ แล้วก็ปล่อยให้โลกมันหมุนไปได้เรื่อย ๆ แบบเดิมแล้ว เพราะวันนี้โลกมันหมุนเร็วขึ้นจริง ๆ และอย่างที่บอก Key point ที่สำคัญคือ AI ไม่ได้มาแทนคน แต่ AI จะทำให้คนที่ใช้ AI ไม่เป็น เหนื่อยกว่าเดิมเยอะมาก”

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

ในภาพยนตร์ The Terminator หรือ ‘คนเหล็ก’ ได้พูดถึงฉากของโลกในอนาคตว่า Skynet ซึ่งเป็น AI ระดับสูงสุด ที่ไม่ใช่แค่มีความคิด แต่ยังรู้สึกว่าตัวเองมีตัวตน และมองมนุษย์ว่าเป็นภัยคุกคาม จนต้องสร้างส่งหุ่น Humanoid อย่าง T-800 ที่แสดงโดย อาร์โนลด์ ชวาร์ เซเน็กเกอร์ ย้อนอดีตกลับมา

Humanoid ที่จีนนำมาแสดงในงานกาล่าตรุษจีน ก็ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า ตอนนี้เรากำลังเข้าใกล้ยุคสมัยของ The Terminator มากขึ้นหรือไม่

การลุกขึ้นมาล้างโลกของ AI ยังเป็นแค่นิยายวิทยาศาสตร์ หรือหนังไซไฟ มากกว่าข้อเท็จจริง แต่อันตราย จาก AI ที่อาจเกิดขึ้นแล้ว ก็คือการที่คน ‘เชื่อใจ AI มากเกินไป’ ถึงขั้นให้ช่วยตัดสินใจบางอย่างแทน

“สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ ‘การใช้ AI แบบทำลายล้างคุณค่า’ เช่น การใช้ AI คัด Resume คนโดยอัตโนมัติร้อยเปอร์เซ็นต์…การใช้ AI ตัดสินใจอย่างนี้ มันส่งผลต่อมนุษย์จริงๆ”

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

“เพราะถามว่าทุกวันนี้ เรารู้ไหมว่า AI ตอบเรามา เขาใช้กระบวนการคิด ใช้วิธีการคิดยังไง คำตอบคือไม่รู้เลย ทุกอย่างมันคือกล่องดำ แล้วเราควรจะให้กระบวนการที่เป็นกล่องดำมันมาตัดสินใจ มาตัดสินชีวิตคนอื่นหรือเปล่า ผมมองว่าตรงนี้ไม่ได้เด็ดขาด นี่คือสิ่งที่รัฐควรจะเข้ามากำกับดูแลด้วยซ้ำ การใช้ AI แบบเรียกว่าข้ามเส้นจริยธรรม การใช้ AI เพื่อตัดสินใจ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนอื่น การจ้างงาน การเข้าถึงสินเชื่อ พวกนี้ไม่ควร”

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

ไทยกับพร้อมแค่ไหนกับการรับมือ AI

หากมองประเทศใกล้ตัวเราอย่างสิงคโปร์ Lawrence Wong นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้อภิปรายงบประมาณต่อรัฐสภา เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยเน้นไปที่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการพัฒนาประเทศของสิงคโปร์นั้นมี AI อยู่ในแผนอยู่แล้ว แต่ นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ก็ยืนยันว่า AI จะไม่ทำให้ตัวเลขว่างงานในสิงค์โปร์เพิ่มขึ้น

ส่วนหนึ่งในแผนของสิงคโปร์คือการตั้ง ‘สภาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ’ (INational AI Council) เพื่อทำหน้าที่ปรับเปลี่ยนและร่วมมือกับอุตสาหกรรมหลายภาคส่วนที่มี AI เข้ามา รวมทั้งการพัฒนาฝีมือแรงงานที่มีอยู่เดิม เพื่อไม่ให้ต้องมีคนตกงานเพราะ AI

“ผมคิดว่าอย่างที่สิงคโปร์ทำ สิ่งที่เขาอยากจะบอก คือ ไม่ว่าเราทำอะไร ประชาชนไม่ควรได้รับผลกระทบ หรือถ้ามีใครได้รับผลกระทบ รัฐก็มีหน้าที่พยายามที่จะอัปเกรดเขาให้กลับเข้าไปอยู่ในตลาดแรงงานให้ได้ ซึ่งอันนั้นผมว่ามันก็เป็น Point ที่ที่สำคัญ และพยายามที่จะ Secure หรือว่าทำให้คนรู้สึกว่า อันนี้มันไม่ใช่ความเสี่ยงนะ เพราะไม่อย่างนั้น ถ้าคนรู้สึกว่ามันเป็นความเสี่ยง ผมว่าสิ่งที่น่ากลัวคือเราจะพยายามปิดประเทศ ซึ่งอันนั้นน่ากลัวกว่าเดิม”

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

สำหรับประเทศไทย เรามี ‘แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย’ พ.ศ. 2565-2570 หรือแผน AI แห่งชาติ ที่ตอนนี้กำลังเข้าสู่ระยะที่ 2 โดย หัวใจสำคัญคือการไม่เป็นแค่ผู้ซื้อ แต่จะขึ้นมาเป็นผู้สร้าง เน้นการปั้นบุคลากร ควบคู่ไปกับการออกกฎหมาย AI รวมถึงการพัฒนา AI สัญชาติไทยที่เข้าใจภาษาและบริบทบ้านเราได้ลึกซึ้งกว่าของต่างชาติ และแจกคูปอง AI ให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงเทคโนโลยีได้แบบไม่ต้องแบกต้นทุนสูง

แต่นอกจากแผนเชิงรุกที่สนับสนุนและขยายการใช้ AI แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่รัฐควรจะทำ คือวางแผนเชิงรับ เพราะเมื่อทุกอย่างเคลื่อนไปข้างหน้า ก็อาจมีคนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่ง พิพัฒน์ ย้ำว่า นอกจากจะ Upskill, Reskill แล้ว รัฐควรต้องวางกรอบเพื่อรองรับปัญหาอื่น ๆ ที่จะตามมาด้วย เช่น ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง AI หรือเตรียมสร้างงานใหม่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการเปลี่ยนผ่านของตลาดแรงงาน ซึ่งหากถึงวันที่ AI ไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วย แต่เริ่มเข้ามาทำงานแทน ก็อาจทำให้บางอาชีพถูก disrupt จริง ๆ ซึ่งเรื่องนี้เป็นข้อถกเถียงระดับโลกว่าควรจะทำอย่างไร นอกจากสร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ รองรับคนได้รับผลกระทบ

อีกทางหนึ่งที่มักถูกยกขึ้นมาคือ สร้างระบบ ‘เงินรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า’ Universal Basic Income (UBI) หรือเงินสวัสดิการที่รัฐจ่ายให้ประชาชนโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ในความเป็นจริงมันเป็นเพียงแค่แนวคิดอุดมคติ และยังไม่มีประเทศไหนใช้ระบบนี้ได้เต็มรูปแบบ เพราะต้องใช้งบประมาณสูง และต้องปฏิรูประบบภาษีขนานใหญ่

พิพัฒน์ อธิบายวิธีการว่า อาจต้องเก็บภาษีจากกลุ่มธุรกิจเจ้าของ AI ซึ่งจะใช้ได้เฉพาะประเทศที่มีเจ้าของเทคโนโลยี AI เท่านั้น เพราะประเทศที่ไม่ได้มี AI ของตัวเอง รัฐก็คงไม่รู้ว่าจะเก็บภาษีจากใคร

แม้ตำแหน่งแห่งที่ของไทยในบริบท AI โลก จะอยู่สถานะผู้ใช้ และยังต้องปรับตัว และรับมือกับการเข้ามาเปลี่ยนโลกของ AI แต่ก็ใช่ว่าไทยจะมีส่วนร่วมกับขบวน AI ไม่ได้ เพราะแม้ว่า AI ทำงานในโลกเสมือน แต่ระบบของ AI ก็ต้องใช้ฮาร์ดแวร์ ซึ่งไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในสายการผลิตได้

“ถ้าเราดูอย่างหลายประเทศในเอเชีย เขาก็แจมโดยการบอกว่า AI มันขึ้นมาด้วยตัวเองไม่ได้ มันมีอีกหลายพีระมิดเลย ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน Infrastructure เช่น Data, Center, โมเดล, Data, แอปพลิเคชัน ซึ่งอย่างไต้หวัน ตอนนี้ GDP ปีที่แล้วเขา 12 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าเขาทำชิป เขาทำฮาร์ดแวร์ เมืองไทยก็อาจจะได้ไปอยู่ใน Supply Chain ของการผลิตฮาร์ดแวร์ได้เหมือนกัน

“เพราะฉะนั้นAI ไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ มันต้องการการลงทุน ต้องการการผลิตอะไรเต็มไปหมดเลย แต่คำถามคือแล้วเราจะเข้าไปอยู่ในวงจรห่วงโซ่อุปทานนั้นอย่างไร ผมว่านั้นเป็นคีย์คำถามของเศรษฐกิจไทย”

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

ท้ายที่สุดในอนาคต หาก AI ถูกพัฒนาจนทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้น จนถึงขั้นทำให้อาชีพบางอย่างหายไป และเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยต้องตกงาน หน้าที่ของรัฐก็คือต้องมีวิสัยทัศน์ในการมองอนาคตเรื่องผลกระทบจาก AI ควบคู่ไปกับหาวิธีใช้ให้คุ้มค่าที่สุด

อีกทั้ง AI ยังไม่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด อย่างน้อยก็ด้วยเทคโนโลยีตอนนี้ แต่เราจำเป็นต้องปรับตัวและใช้ AI ในฐานะเครื่องมือช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพ มากกว่าที่จะกลัวว่า AI จะเข้ามาแย่งงาน

อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะมีความสามารถมากมาย แต่เมื่อ AI ถูกใช้งานมากขึ้น มนุษย์ก็ยิ่งมีความจำเป็น ในฐานะคนตัดสินใจ ว่าจะเชื่อหรือใช้ AI มากน้อยแค่ไหน

การใช้งาน AI ทุกวันนี้ จึงต้องพึ่งพาความรับผิดชอบของผู้ใช้อย่างมาก และนี้คือดาบสองคมที่เรายังต้องเรียนรู้และปรับตัว เพื่อก้าวสู่โลกของการทำงานที่เพื่อนร่วมงานอาจไม่ได้มีแค่มนุษย์อีกต่อไป

ดูรายการ Cross Talk : คิดต่างคุยกัน ตอน AI กำลังทำให้คนตกงานนับล้าน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

หมอไม่พอ-คิวรอนาน ดันโมเดล “ดูแลใจด้วยชุมชน” สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงเยียวยาแผลใจคนไทย

2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ยื่น 12,706 รายชื่อ เสนอร่าง กม.นิรโทษกรรมคดีป่าไม้-ที่ดิน ( 26 พ.ค.69 ) | ตรงประเด็น

6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

ผลชันสูตรชี้ชัด! “ไอ้มั่ว” ช้างป่าเขาคิชฌกูฏ ถูกไฟช็อตหน้าผาก พบกระสุนฝังทั่วตัว

เดลินิวส์

เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายน้ำ เตือน 7 จังหวัดท้ายเขื่อนรับมือระดับน้ำสูงขึ้น : เช็กข่าวชัวร์

sanook.com

เปียงยางยิงมิสไซล์พิสัยใกล้ทดสอบทันทีหลัง “เกาหลีใต้” เล็งเสริมแสนยานุภาพเตรียมจัดหา “เรือดำน้ำนิวเคลียร์” ลำแรกของประเทศเข้าประจำการภายในปี 2030

Manager Online

คณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU เชื่อมโจทย์ ททท. สู่สินค้าไลฟ์สไตล์ 4 จังหวัด ต่อยอด Creative Tourism

sanook.com

จ.ชลบุรี รถไม่ทราบชนิดเฉี่ยวชน เด็กชายวัย 3 ขวบ บาดเจ็บสาหัส ก่อนไปเสียชีวิตที่ รพ. แม่เด็กก็ตั้งครรภ์เป็นลมล้มฟุบ อาสาฯ เร่งช่วยเหลือปฐมพยาบาล

สวพ.FM91

‘พั้นรักแมว’ เปิดใจปมดรอปเรียนหมอ รับบั่นทอนคอมเมนต์แซะ ขอใช้เวลา 1 ปีค้นหาตัวเอง

Khaosod
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...